“เห็นแล้ว โอ้โห! นี่ใช่เลย”
คือคำอุทานของ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ที่มีต่อภาพวาดบนปกหนังสือ ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่ จากปลายพู่กันและจินตนาการของ ตะวัน วัตุยา ศิลปินชื่อดังที่รังสรรค์ผลงานได้อย่างสอดคล้องกับเนื้อหาเข้มข้น 472 หน้ากระดาษ
เรือสำเภา และช้าง บนพื้นขาว โดดเด่นบนความเรียบง่าย สะท้อนความเป็นกรุงศรีอยุธยาที่รุ่งเรืองจากการค้า สื่อถึงชนชั้น การสงคราม อีกทั้งความอลังการตลอดช่วงเวลานานนับเนื่องหลายศตวรรษ
“(เรือ) เป๊ะเลย เพราะมันเป็นเรื่องของการค้า เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนช้าง เป็นสัญลักษณ์ได้หลายอย่าง ทั้งมหากษัตริย์ ทั้งการสงคราม ทั้งความอลังการของอยุธยา แล้วจุดตายของคุณตะวัน คือสไตล์ที่ลื่นไหล ไม่เหมือนอะไรที่อยู่กับที่ เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีจินตนาการ ดูภาพเรือ ก็เหมือนเรือกำลังมีลมพัด หรือช้างกำลังเดินจริงๆ” ศ.ดร.ผาสุก ขยายความ
ตามด้วยความเห็นของ ดร.คริส เบเคอร์ ที่บอกว่า “มากกว่านั้น คือมันสวยมาก”
ข้อความจากคอมเมนต์ของ 2 ผู้เขียนทรงคุณวุฒิ ทำเอา ตะวัน ยิ้มเขินก่อนยกมือกระพุ่มไหว้
บทสนทนาข้างต้นเกิดขึ้นบนเวที Matichon Book Talk “เปิดประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่” ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เมื่อเร็วๆ นี้

แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่ผลงานการวาดภาพบนปกหนังสือเล่มแรก ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ภาพอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในสายตา ตะวัน วัตุยา และปืนกล รถถัง อีกทั้งเหตุการณ์ในภาพจำของคนไทย ก็เคยปรากฏบนปก “ประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย” ผลงานของ “คริส-ผาสุก” ในการตีพิมพ์หลายครั้งหลายเวอร์ชั่น
ไม่เพียงเท่านั้น ภาพบุคคลในประวัติศาสตร์ ที่ผงาดบนแจ๊กเก็ตและปกหนังสือ “เลือดสีน้ำเงิน ซ้ายไม่จริง ขวาไม่แท้ และประชาธิปไตยในอุดมคติ” ของปฐมาวดี วิเชียรนิตย์ ก็มีลายเซ็น “ตะวัน 2018 TAIPEI”
ทว่า แม้ไม่มีอักษรลายลักษณ์ รูปแบบเส้นสายก็เปล่งเสียงบอกชื่อเจ้าของผลงานอย่างเสียงดังฟังชัด ไม่ว่าในชิ้นงานชุดเซ็กซี่สุดพลัง ไม่ว่าในงานสะกิดการเมืองไทย และไม่ว่าในงานปกหนังสือวิชาการ ความเป็น “ตะวัน” ก็ยังมั่นคง

เมื่อลงจากเวทีเสวนา ที่เจ้าตัวบอกว่า “ไม่เคยตื่นเต้นเท่านี้” ก็ต้องขอชวนคุยเจาะเรื่องราว “ข้างหลังภาพ” ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะบนปกหน้า-หลัง ทว่ายังแทรกในบทต่างๆ ของ ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่ หลอมรวม ปะทะสังสรรค์ “ฟีเจอริ่ง” กันระหว่าง ประวัติศาสตร์ และศิลปะ
หลังจบเสวนาวันนั้น โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ขึ้นมาหลายเวที หลายประเทศ ไม่ตื่นเต้นเท่าเมื่อวาน”?
ครับ เพราะอาจารย์คริส และอาจารย์ผาสุก เป็นนักวิชาการคนสำคัญมาก อ่านงานของทั้ง 2 ท่าน แล้วรู้สึกว่ายิ่งใหญ่เหลือเกิน พอต้องขึ้นไปพูดบนเวทีด้วย ก็กลัว เพราะเราไม่มีความรู้
วาดภาพปกให้หนังสือของอาจารย์ผาสุก-อาจารย์คริสมาก่อนแล้วในเล่ม “ประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย” มาจนถึง “ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่” มองพัฒนาการของตัวเองอย่างไร?
มีความกดดันน้อยลง ตอนแรกที่ได้รับโจทย์ในปก ประวัติศาสตร์การเมืองไทยฯ นึกไม่ออกเลยว่าจะวาดอะไร จะทำอะไรผมเคยทำภาพประกอบหนังสือมาบ้างสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และเคยทำหน้าปกบ้างนิดหน่อย แต่ไม่เคยทำปกหนังสือที่เป็นวิชาการ ก็ค่อนข้างจะวิตกกังวลเหมือนกันตอนที่ได้รับเกียรตินี้ เลยทำให้ผมวาดรูปออกมาเยอะมาก เป็นร้อยรูป (หัวเราะ) วาดทุกอย่างที่เป็นไทม์ไลน์ในหนังสือว่าพูดถึงยุคไหนบ้างก็หยิบมา มี 14 ตุลาก็หยิบมา 6 ตุลา ก็หยิบมา ต้นรัตนโกสินทร์ ก็หยิบๆๆๆ มาวาดหมดเลย ตอนนั้นเหมือนไม่รู้ทิศรู้ทาง แต่พอช่วงหลัง เริ่มรู้แล้วว่าจริงๆ เราจับให้ได้ว่าอะไรที่เป็นสิ่งง่ายๆ แล้วสื่อถึงหนังสือได้ เหมือนเริ่มจะมีทางของเราแล้ว ถ้าต้องทำหน้าปกอีก จะทำอย่างไร ท้ายสุดก็เลือกรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นปกแรกของหนังสือเล่มนั้น และด้วยความที่วาดรูปไว้เยอะ พอพิมพ์ครั้งต่อๆ ไป เลยได้ปรับเปลี่ยน นำหลายๆ รูปมาใช้ จนถึงฉบับพิมพ์ครั้งที่ 8 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดที่มีเนื้อหาเพิ่มเติมขึ้นด้วย ก็คิดว่าน่าจะวาดอะไรที่อัพเดตกับปัจจุบัน ปกหน้าเลยเป็นภาพม็อบเสื้อแดง ส่วนปกหลังมีภาพม็อบ กปปส.ด้วย

แล้วเล่ม “ประวัติศาสตร์อยุธยาฯ” ซึ่งมีภาพเรือกับช้างบนปกหน้า และโสเภณีในปกหลัง ตีโจทย์อย่างไร จึงออกมาเป็นภาพเหล่านี้?
ปกนี้ประกอบด้วยรูปที่ผมเพิ่งวาดขึ้นมาใหม่ เช่น รูปช้าง ขุนนาง และต้นมะม่วงกับเรือเอี้ยมจุ๊นซึ่งอยู่ในเล่ม และรูปที่วาดเมื่อ 6 ปีก่อน เช่น รูปเรือสำเภา รูปโสเภณี และรูปเศียรพระ รูปวัดแทรกในเนื้อหา ซึ่งมาจากตอนที่พี่สุจิตต์ วงษ์เทศ ขอให้ผมวาดรูปเกี่ยวกับอยุธยาเพื่อใช้ในงาน “พระเจ้าอู่ทอง สร้างอยุธยา มาจากไหน?” ที่พิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา ผมก็วาดรูปขึ้นมาจำนวนหนึ่ง ปกติผมเป็นคนวาดรูปจากแบบ ใช้แบบประมาณ 50% ไม่ว่าจะรูปถ่ายหรือภาพจากอินเตอร์เน็ต แต่อยุธยาไม่มีภาพถ่าย เพราะสมัยนั้นไม่มีกล้องถ่ายรูป ภาพทุกอย่างเกิดจากจินตนาการ ตอนนั้นเลยใช้รูปจากภาพประกอบหนังสือมาเป็นแบบบ้าง จากรูปถ่ายเก่าบ้าง แล้วมาจินตนาการว่ามันคืออยุธยา ซึ่งเมื่อพูดถึงอยุธยา ก็จะนึกถึงเศียรพระ พระพุทธรูป วัด พอวาดล็อตแรกส่งไปให้พี่สุจิตต์ เขาบอกกลับมาว่า เฮ้ย! อยุธยามันไม่ได้มีแต่ชนชั้นสูง พระสงฆ์หรือศาสนา แต่มีขี้เมา มีโสเภณี มีตลาด มีชาวบ้านด้วย ให้ไปวาดเพิ่ม เลยมีภาพโสเภณี ทำให้มีมิติมากขึ้น โชคดีได้นำมาใช้ในปกหลังของหนังสือเล่มนี้ด้วย (หัวเราะ)

พอวันนี้ ผมมานึกถึงรูปที่มันใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด คือรูปที่คนต่างชาติที่เข้ามาในอยุธยายุคนั้นวาดขึ้น ผมเริ่มไปค้นรูปเหล่านั้น แล้วชอบมาก เพราะเหมือนเป็นสิ่งที่มันซ้อนกันไปซ้อนกันมา คือ เขามาเห็น เขาอาจจะสเกตช์ว่าคนสมัยนั้นแต่งตัวอย่างไร เจ้านายแต่งตัวอย่างไร พระแต่งตัวอย่างไร แต่เวลาวาด เป็นสัดส่วนของรูปวาดยุโรป ซึ่งมันผิดเพี้ยน เพราะเป็นภาพที่มองจากสายตาฝรั่ง เวลาเขาวาดสัดส่วนก็เหมือนคนฝรั่ง การห่มผ้า มันก็ไม่ใช่หรอก แต่ว่ามันมีความจริงอยู่นั้น ผมสนใจความที่มันซ้อนไปซ้อนมา เลยเอาภาพนั้นมาวาดเป็นภาพเราอีกทีหนึ่ง สนุกกับการที่นำรูปเหล่านั้นมาวาดขึ้นใหม่
ส่วนตัวสนใจประวัติศาสตร์อยู่แล้วด้วยไหม เพราะเคยคลุกคลีวงสนทนา สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่สำนักเรือนอินทร์ในอดีต?
ใช่ครับ สนใจ ไม่ได้เป็นนักอ่านอะไรขนาดนั้นนะ แต่ชอบรู้ถ้ามีโอกาส เวลาไปเที่ยว ก็ชอบดูของเก่า ไปอิสตันบูล ก็ไปดูสุเหร่า มัสยิด แล้วมาอ่านเพิ่มเติม ว่าเคยเกิดอะไรขึ้น ชอบดูสารคดี ซึ่งมันก็มีเชื้อมาจากการได้รู้จักพี่สุจิตต์นั่นแหละ เพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยสนใจอะไรพวกนี้เลย
วาดภาพหลากหลายตั้งแต่แนวเซ็กซี่มาก มาถึงภาพปกที่เป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตลอดจนบุคคลและเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ยังมีแนวไหนอยากทำอีก?
ตอบยากนะ จริงๆ งานหน้าปกหนังสือไม่ใช่สิ่งที่ถนัด เพราะเป็นคนวาดรูป ไม่มีความสามารถในทางการจัดวางเท่าไหร่ แต่ได้ทางกราฟิกดีไซเนอร์ของสำนักพิมพ์มติชน
มาช่วยอีกที ผมจะไกด์ไปว่า อยากให้มันเป็นอย่างไร สำหรับเล่มประวัติศาสตร์อยุธยา บอกไปว่า อยากให้ออกมาแซมเปิลมากๆ คลีนๆ เขาเลยวางออกมาแบบง่ายๆ และด้วยความที่เคยทำงานร่วมกันมาหลายปีแล้ว ทีมงานของสำนักพิมพ์ก็ค่อนข้างรู้แนวทางว่าจะเอารูปเราไปวางอย่างไร

เคยคิดไหมว่าอยากออกแบบหรือวาดภาพปกหนังสือเล่มไหนในโลกนี้ที่ท้าทายมาก?
อยากทำเล่มที่มันคลาสสิกเหมือนกันนะ เล่มที่พิมพ์เยอะๆ เพราะจะได้ลองทำเป็นเวอร์ชั่นของเราเอง สมมุติว่าเป็นปกเจ้าชายน้อย ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะใช้รูปที่เหมือนกัน จะไม่ค่อยมีการนำมาตีความใหม่ โจทย์ทำนองนี้น่าจะท้าทาย ถ้าได้รับโอกาส ก็อยากจะลองทำดู
ตอนนี้แสดงนิทรรศการ “มันนี่” ที่หอศิลป์กรุงเทพฯ ทำไมต้องเป็น “ธนบัตร”?
ผมสนใจเกี่ยวกับเงินของโลก การเปลี่ยนแปลงของสกุลเงิน เลยทำเพนติ้งเกี่ยวกับเงิน เอาธนบัตรมาวาดให้มันใหญ่ขึ้น คือขนาด 1 คูณ 2 เมตร วาดประเทศละใบ 42 รูป เป็นนิทรรศการกลุ่มในงานบางกอก อาร์ตเบียนนาเล่ 2020
เห็นว่าชอบธนบัตรที่เอางานวรรณกรรมมาใช้ มีของประเทศไหนบ้างในงานชุดนี้?
มีใบนึง ไม่ได้เอารูปวรรณกรรมมาใช้โดยตรง แต่เอานักเขียนมาขึ้นบนธนบัตร คือ โคลอมเบีย เป็นภาพ กาเบรียล การ์เซีย มาเกซ ส่วนที่เป็นศิลปิน ผมเลือกวาดของฝรั่งเศสซึ่งเป็นรูปเดอลาครัว สำหรับอิตาลี เลือกใบที่เป็นเพนติ้งและพอร์เทรตของราฟาเอล

ขอถามถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ในฐานะศิษย์เก่าคณะจิตรกรรมฯ ศิลปากร ตั้งแต่แฟลชม็อบเป็นต้นมา มีการช่วงชิงพื้นที่ทางการเมืองที่ลานศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี มองประเด็นนี้อย่างไร?
ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องนี้ แต่คิดว่ามันก็ควรจะแชร์ๆ กัน ทุกคนมีสิทธิใช้เพราะเป็นพื้นที่ของทุกคน คนที่คิดแบบนี้ก็มาใช้ และให้คนอื่นที่คิดไม่เหมือนกันมาใช้บ้าง
ก่อนหน้านี้ ศิลปะร่วมสมัย คนไทยไม่ค่อยเก็ท ตอนนี้มี “ศิลปะปลดแอก” วัยรุ่นเสื้อดำ ลุงป้าเสื้อแดงพากันมีส่วนร่วม ถือเป็นพัฒนาการสังคมไทยในด้านความรับรู้ด้านศิลปะ?
ดีแล้วที่มันเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแต่ละรุ่นมันคิดไม่เหมือนกัน เราจะมาทำให้เด็กรุ่นหลังมาคิดเหมือนเราก็ไม่ถูกต้อง เขาโตมาด้วยวัฒนธรรมอีกอย่างหนึ่ง เขาก็คิดแบบของเขา เราโอเคนะ ซัพพอร์ต
ในยุคที่ผมเป็นวัยรุ่น หรือกำลังเรียน ไม่ค่อยมีหนังสือที่เป็นวิชาการให้อ่านมากนัก ไม่ค่อยมีหอศิลป์ที่มีงานอะไรให้ดูมากนัก ต่างจากเด็กยุคนี้ การเข้าถึงข้อมูลค่อนข้างยาก เราจะมีความรู้ได้ ต้องใช้ความพยายามในการหาข้อมูล ต้องเข้าห้องสมุด ค่อนข้างใช้เวลาในการที่จะรู้อะไรบางอย่าง ไม่เหมือนยุคนี้ที่ความรู้อยู่ในอากาศ
ปกติทำงานและใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ถ้าโควิดจบ ประเทศแรกที่วางแผนจะไปคือ?
ญี่ปุ่นครับ เพราะปกติทำงานกับแกลเลอรี่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว มีเพื่อน และชอบซื้อแผ่นเสียงที่นั่น แต่คิดว่าประเทศที่น่าจะต้องไปจริงๆ เพราะงานคือไต้หวัน แต่ตอนนี้ดูเหตุการณ์แล้ว ยังเลื่อนไปเรื่อยๆ ตอนแรกก็มกรา เลื่อนเป็นพฤษภา ล่าสุดเป็นกรกฎาอีกแล้ว และยังไม่รู้ว่าจะได้ไปไหม
เรียกได้ว่าโควิดกระทบวงการศิลปะร่วมสมัยอย่างหนักหน่วงไม่แพ้วงการอื่น?
แน่นอน อย่างเทศกาลบางกอก อาร์ตเบียนนาเล่ปีนี้ ศิลปินหลายคนที่ตั้งใจว่าจะมาตั้งแต่ทีแรก ก็ไม่ได้มา มาแต่ผลงาน อย่าง อ้าย เว่ยเว่ย ได้ยินว่าจะมา ก็ไม่ได้มา อนิช กาปูร์ ก็ไม่ได้มา ผมเองก็เหมือนกัน จริงๆ ต้องไปนิวยอร์ก ก็เลื่อนไปก่อน กลางปีนี้มีโปรแกรมต้องไปแอฟริกาใต้ ซึ่งดูแล้วน่าจะเลื่อนอีก
โควิดจะเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปะของตัวเองสักชุดหนึ่งไหม?
มันคงออกมาตามธรรมชาติ คงไม่ไปโฟกัสว่างานชุดนี้เราจะพูดถึงโควิด แต่ว่ามันมีผลอยู่แล้ว.
เตรียมฮอตซ้ำ เทศกาลหนังสือฤดูหนาว
“ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่” พิมพ์ครั้งที่ 2

เป็นเสวนาเข้มข้นโดนใจคอประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง สำหรับงาน “Matichon Book Talk : เปิดประวัติศาสตร์อยุธยา 5 ศตวรรษสู่โลกใหม่” ซึ่งสำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, ศิลปวัฒนธรรม และมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ ภายใต้ธีมป๊อปๆ อย่างการ “ฟังเสวนา ชิมอาหาร และชมพิพิธภัณฑ์” โดยขนทัพวิทยากรมาอย่างคับคั่ง นำโดย คริส เบเคอร์ และผาสุก พงษ์ไพจิตร เจ้าของผลงาน “ประวัติศาสตร์อยุธยา 5 ศตวรรษสู่โลกใหม่” ซึ่งหมดเกลี้ยงทันทีที่วางขายครั้งแรกในงานมหกรรมหนังสือเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จนต้องพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ร่วมด้วย ตะวัน วัตุยา ศิลปินผู้วาดภาพบนปกอย่างงดงามสะดุดตา
ดร.คริส เบเคอร์ อธิบายถึงความแตกต่างของเล่มนี้กับหนังสือประวัติศาสตร์อยุธยาทั่วไปว่า ด้วยความตั้งใจเขียนให้ชาวต่างชาติในคราวแรกแล้วค่อยแปลมาเป็นภาษาไทย รูปแบบการเขียนจึงไม่ใช่แนวประวัติศาสตร์ชาตินิยมอย่างที่คนไทยคุ้นชิน เพราะเกิดจากการเขียนตามลูกศรของเวลาที่จะมุ่งสู่อดีตไปหาปัจจุบันเสมอ ทำให้เห็นพัฒนาการของสังคมตั้งแต่ก่อนเป็นรัฐ จนกระทั่งเป็นรัฐ โดยมีการค้าซึ่งเป็นหัวใจหลักในการดำรงความยิ่งใหญ่ เล่าถึงความสัมพันธ์กับจีน เพื่อนบ้าน และชาติตะวันตก การล่มสลาย อีกทั้งการกำเนิดกรุงเทพฯ รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 500 ปี
“การก่อกำเนิดของอยุธยามีปัจจัยสำคัญมาจากการค้ากับจีนจากแหล่งทรัพยากรของป่าต่างๆ โดยแบ่งช่วงเวลา 150 ปีแรกเป็นช่วงแห่งสงคราม โดยมีช้างเป็นกำลังสำคัญในการลำเลียงพลและกองทัพในการทำศึก การทำสงครามเป็นอีกหนึ่งธุรกิจในสมัยนั้น ที่ผู้คนยอมเป็นทหารเพื่อที่จะได้ปล้นสะดมและนำทรัพย์สินมาเป็นของตน จนเกิดการยกระดับฐานะจากการทำศึกขึ้น แต่ต่อมา เมื่อคู่สงครามของอยุธยามีการป้องกันตัวเองดีขึ้น อยุธยาจึงไม่ประสบผลสำเร็จในการสงครามอีกต่อไป
“หลังห่างสงครามไปนับร้อยปี ทรัพยากรที่เคยใช้ในการศึกก็ถูกนำมาใช้ในการค้า ทำให้อยุธยาก้าวเข้ายุคแห่งการค้าอย่างเต็มตัว ผสมกับการทำสงครามบ้างอย่างประปรายแต่ไม่มากเท่าช่วง 150 ปีแรก
“ยุคสมัยแห่งการค้าของอยุธยาเกิดจากทำเลที่ตั้งซึ่งห่างไกลจากโจรสลัด และมีความสะดวกอยู่หลายประการ โฉมหน้าของอยุธยาจึงเปลี่ยนแปลงไป แต่การค้าที่รุ่งเรืองทำให้อยุธยาห่างจากการรบ และไม่มีแม่ทัพนายกองผู้แข็งแกร่ง พม่าเล็งเห็นว่าหากเอาชนะอยุธยาได้ จะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เมื่ออยุธยาต้านทานไม่ไหวจึงพ่ายแพ้” ดร.คริสอธิบาย
ในงานวันนั้น ยังมี กำพล จำปาพันธ์ ผู้เขียนหนังสือ “มนุษย์อยุธยา : ประวัติศาสตร์สังคมจากข้าวปลา หยูกยา ตำรา Sex” ซึ่งตีพิมพ์โดย Silpa Zip สำนักพิมพ์น้องใหม่ในเครือมติชน มาบอกเล่าเรื่องราวฟังลื่นๆ พร้อมกันนั้น ยังมีการเสิร์ฟอาหารไทยโบราณ ฝีมือ เชฟจารึก ศรีอรุณ อีกทั้งการนำชมห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีอยุธยา ในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ โดย ศุภวรรณ นงนุช ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ต่อยอดความรู้ด้านกรุงเก่าศึกษาให้แจ่มชัดอีกระดับ
เตรียมพบกับ “ประวัติศาสตร์อยุธยา ห้าศตวรรษสู่โลกใหม่” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ได้ที่ Winter Book Fest 2020 เทศกาลหนังสือฤดูหนาว ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ตั้งแต่ 10-20 ธันวาคม 2563 เวลา 10.00-21.00 น.

