เมื่อวิกฤตการณ์ไวรัสร้ายระบาด ไม่ว่าชนชาติใดในโลกล้วนจำต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิตให้เข้ากับ “วิถีใหม่”
เพราะ “โควิด-19” ไม่เพียงส่งผลต่อสวัสดิภาพของชีวิต หากยังกระทบต่อเศรษฐกิจขนานใหญ่ กระเทือนผู้ประกอบการทุกขนาดให้จำต้องเผชิญสภาวะไม่ค่อยสู้ดีอย่างหลีกหนีไม่ได้
ทว่า หนึ่งในวิถีที่คนไทยมีเป็นต้นทุนให้เอาชีวิตรอดได้ในช่วงวิกฤต คือการประหยัดมัธยัสถ์ ใช้สอยอย่างรอบคอบ มีน้อยใช้น้อย ปรับตัวให้อยู่รอดอย่างชาญฉลาด
เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์เรียนรู้มิติใหม่ จากนอกห้องเรียน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นความสำคัญของการปลูกฝังเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้เข้าใจใน “เศรษฐกิจพอเพียง” อันเป็นหนึ่งใน “ศาสตร์พระราชา” ที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้กับประชาชนคนไทยได้น้อมนำมาปรับประยุกต์ใช้ในชีวิต เป็นโมเดลอันดับต้นๆ ที่หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป มักหยิบจับมาขับเคลื่อน สืบสาน ต่อยอด เพื่อเป็นทางออกเพื่อประคองตนให้อยู่ได้
สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจึงนำร่องผนึกโครงการตามรอยพระราชา จัดกิจกรรม
เอไอเอถอดรหัสนวัตกรรมศาสตร์พระราชา มุ่งถ่ายทอดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ให้กับตัวแทนเยาวชนผู้นำกว่า 20 คน ทั่วประเทศ โดยพาลงพื้นที่ ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านศาลาดิน อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เพื่อร่วมเรียนรู้ศาสตร์การทำเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ ให้เยาวชนไทยได้เข้าใจ และนำหลักคิดดีๆ ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน เพื่อประโยชน์แก่ตน และสังคมต่อไป
วันชัย สวัสดิ์แดง ประธานกลุ่มวิสาหกิจ กลุ่มผู้ใช้น้ำบ้านศาลาดิน เล่าความเป็นมาของ บ้านศาลาดิน ว่า เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นหลังจากเริ่มมีการขุดคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งในปี พ.ศ.2403 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ทางการสร้างศาลาเพื่อสาธารณประโยชน์ริมคลองขุดมหาสวัสดิ์ ทุกระยะทาง 4 กิโลเมตร เป็นจำนวนทั้งหมด 7 ศาลา โดยศาลาหลังสุดท้ายตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลมหาสวัสดิ์ เรียกกันว่าศาลาดิน จึงเป็นที่มาของชื่อ “บ้านศาลาดิน”
ซึ่งเดิมที ชาวบ้านมีอาชีพทำนาปีละครั้งเพียงอย่างเดียว เป็นเหตุให้มีฐานะยากจน ต้องขายที่ดินทำกินของตัวเอง
แต่เมื่อ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทราบถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์จำนวน 1,009 ไร่ ในปี พ.ศ.2518 โดยมี “สำนักงานปฏิรูปที่ดิน” เป็นผู้ดูแลและจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรแปลงละ 20 ไร่ ให้เกษตรกรเข้าทำกินได้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 พร้อมกับพระราชทานแนวทางการทำเกษตรแบบผสมผสาน ส่งผลให้คนในชุมชนบ้านศาลาดินมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยปัจจุบัน “บ้านศาลาดิน” กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติด้านการจัดการน้ำในชุมชนตามแนวพระราชดำริ

ครั้งนี้ เหล่าเยาวชนทั้ง 20 ชีวิต เริ่มต้นจากการเรียนรู้วิถีแบบชาวสวน ชาวไร่ และการเกษตรแบบผสมผสาน ด้วยการนั่ง “รถอีแต๋น” ชมสวนผลไม้และวิวทุ่งนาแบบ 360 องศา ก่อนจะแวะชิมผลไม้สดจากสวนที่มีให้ทานอย่างหลากหลายตลอดทั้งปี ต่อด้วยเรียนรู้ศาสตร์พระราชาเรื่องความพอเพียง ผ่านการลงมือทำ “ข้าวตู” ขนมไทยพื้นบ้าน จากวัตถุดิบในท้องถิ่น สร้างความสนุกสนานตื่นตาให้กับบรรดานักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งยังได้ร่วมฟังแรงบันดาลใจ ของ พริมา ธัญญอนันต์ผล เด็กหญิง ผู้ออกแบบภาพปกหนังสือ “เดินทางตามรอยพระราชา” ซึ่งจัดทำโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เป็นการคัดสรร 9 เส้นทาง 81 แหล่งเรียนรู้ตามรอยพระราชา เพื่อช่วยในการลงพื้นที่ทำกิจกรรมเรียนรู้ พร้อมสร้างความเข้าใจและเข้าถึงคุณธรรม 4.0 คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และเพื่อให้เกิดความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงพัฒนา ‘ศาสตร์พระราชา’ ให้ชาวบ้านนำมาปฏิบัติ ยังความอยู่ดี กินดี มีความสุข
“รู้สึกประทับใจที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมเรียนรู้ โครงการเอไอเอสถอดรหัสนวัตกรรมศาสตร์พระราชา ส่วนตัวมีความสนใจที่จะศึกษาเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และวันนี้ได้มาเห็นกับตาตัวเองว่าชุมชนบ้านศาลาดิน อุดมสมบูรณ์ เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข แทบจะทุกหลังคาเรือน มีการปลูกพืชผัก ทำการเกษตร รวมถึงการจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อสร้างรายได้ มีการนำโมเดลเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงเข้ามาปรับใช้และขับเคลื่อนได้เป็นอย่างดี”
คือเสียงของหนึ่งในผู้นำนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ อย่าง จีระพงษ์ จูมครอง นักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาการพัฒนาสังคม ม.ราชภัฏบุรีรัมย์ เล่าถึงประสบการณ์ที่หาได้ยาก
![]()
“ผมได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมนาบัวลุงแจ่ม พื้นที่ปลูกบัวสัตตบงกชที่มีทิวทัศน์สวยงามและมีศาลากลางน้ำให้ความร่มรื่น ได้เรียนรู้แนวพระราชดำริการทำเกษตรแบบผสมผสานจากป้าติ๋ว ปราชญ์ชาวบ้านเจ้าของ ‘นาบัวลุงแจ่ม’ และยังได้ลองพายเรือเก็บบัว หัดพับดอกบัวถวายพระ และร่วมกันสวดมนต์ถวายเป็นพุทธบูชา ที่พิเศษคือได้รับประทานอาหารว่าง เป็นน้ำเกสรดอกบัวที่ให้ความสดชื่นและหาทานได้ไม่ง่ายนัก” จีระพงษ์เผย
นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายให้ความรู้เรื่องเคล็ดลับในการตัดต่อวิดีโอให้น่าสนใจ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นมากขึ้นในการเรียนและการทำงานของคนรุ่นใหม่ โดย ณภัทร ตั้งสง่า ผู้กำกับภาพยนตร์สั้นระดับเอเชีย ไปจนถึงกิจกรรมเวิร์กช็อป “ถอดบทเรียนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงผ่านบอร์ดเกม” ผ่านฝีมือ อดุลย์ ดาราธรรม วิทยากรจิตอาสา นักเรียนเก่า AFS โอกาสนี้ ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ก็ได้ร่วมเปิดพื้นที่ให้เยาวชน ทั้ง 20 ราย ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการอีกด้วย
นับเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ ที่เชื่อว่าเยาวชนไทยจะได้ทั้งความรู้ ความประทับใจ ไปจนถึงก่อเกิดประกายแนวคิดที่จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันให้ทันต่อสมัย “วิถีใหม่” นี้


