อ่าน แต่ ‘ไม่เชื่อ’ สอนประวัติศาสตร์อย่างไร? ในยุคเด็กไทย ‘ตาสว่าง’

11.12.20 | 13:20 น.

ยังคงเคลื่อนไหวแบบไม่หยุดหย่อน จากประเด็นหลักสูตร สู่ปม “ชุดเครื่องแบบ” เมื่อเกิดปรากฏการณ์ในรั้วโรงเรียน นับแต่ 1 ธันวา เปิดภาคการศึกษาใหม่ เยาวชนลุกฮือ แต่งกายเสรีไปสถานศึกษา ลามไปยังรั้วมหาวิทยาลัย

ค้านสายตา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ค้านสายตา อธิการบดี ไม่ว่าจะไปเรียน หรือเข้าสอบ

และค้านสายตาผู้ปกครอง บนเสียงตำหนิ “วินัยแค่นี้ยังทำไม่ได้”

บ้างถึงขั้นมองการณ์ไกล ว่านี่คือแนวทางของการเป็น “พลเมืองชั้นแย่” ไม่รู้จักระเบียบวินัย ในบ้านเมืองพุทธ

Advertisement

กระทั่ง สุจิตต์ วงษ์เทศ ถึงขั้นจับปากกาเขียนบทวิพากษ์ เปิดกะลาว่า แม้แต่ “สุนทรภู่” กวีศรีประวัติศาสตร์ ตามแบบเรียนภาษาไทยของ ศธ. ก็ยังไม่เคยใส่ชุดนักเรียน

เพราะคนรุ่นใหม่วิเคราะห์แล้วว่า เครื่องแบบนักศึกษา คือ เผด็จการ ในรั้วมหาวิทยาลัย

ทว่า เยาวชนเอาความรู้มาจากแหล่งใด เมื่อแบบเรียนในระบบการศึกษาไม่เคยพัฒนาให้เกิดการ “รู้เท่าทัน” จนนำไปสู่วิถีเรียนประวัติศาสตร์ในห้องเพื่อ “เอาแต้ม” และเรียนเพื่อ “เชื่อ” จากที่อื่น

ก่อน “ตาสว่าง” จากประวัติศาสตร์ชาตินิยม ที่คำว่า “ชาติ” ไม่ได้หมายถึง “ประชาชน”

“ประวัติศาสตร์ไทยจะเรียนแนวท่องจำเป็นหลัก ข้อสอบออกกากบาท ตามลำดับเหตุการณ์ ไม่ค่อยได้ตั้งคำถาม แต่ตอนเรียนที่สหรัฐอเมริกาได้เปิดประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจมาก บรรยากาศเรียนในห้องออกแนวแลกเปลี่ยนความเห็น เชิงตีความประวัติศาสตร์ ได้ถกเถียงกันด้วยเหตุผล บนหลักฐาน และมีบทความให้เลือกศึกษาหัวข้อที่สนใจ”

คือคำบอกเล่าจากประสบการณ์ ของ ปิยาพัชร สินทรัพย์ หรือ ปูเป้ นักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง ในฐานะผู้ผ่านการเรียน 2 ระบบ ทั้งไทย และต่างประเทศ บนเวที เสวนาในหัวข้อ “สอนประวัติศาสตร์อย่างไร เมื่อคนรุ่นใหม่ตื่นตัว” โดยชมรมนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง ที่ ลิโด้ 2 สยามสแควร์ เมื่อไม่นานมานี้

‘คนไทย’ ในรายวิชา

จากเรื่องเล่า ‘เส้นตรง’ สู่ปม ‘เบิกเนตร’

งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25 ที่ ‘บูธมติชน’ มีเยาวชนแวะเวียน เลือกซื้อหนังสือแนวประวัติศาสตร์ และการเมือง อย่างคับคั่ง

ปิยาพัชร ยังเผยด้วยว่า หลังจากมีประสบการณ์การเรียนในอเมริกา ทำให้กลับมานั่งตั้งคำถามกับสิ่งที่วิชาประวัติศาสตร์ไทยสอน ซึ่งลิสต์ออกมาได้ 1-3 ข้อ อาทิ 1.ทำไมประวัติศาสตร์ไทยถูกเขียนให้เป็น ประวัติศาสตร์เส้นตรง ว่า ไทยมีจุดกำเนิดมาจาก สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ แต่ไม่ตั้งคำถามถึง ประวัติศาสตร์ทางเลือก

“เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าล้านนาเคยเป็นปรปักษ์กับอยุธยา เราไม่เคยตั้งคำถามหลายอย่าง เช่น เรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าอยู่จังหวัดไหนต้องเรียนประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ เป็นหลัก และมีอีกหลายด้านที่ย้อนคิดว่าโรงเรียนน่าจะสอนมากกว่านี้ เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 จำได้ว่า ตอนเรียนประวัติศาสตร์ช่วง ม.ปลาย 2 เหตุการณ์นี้รวมกันได้ 1 หน้าเอสี่ มีแค่เหตุการณ์ย่อๆ แต่ไม่ได้ลงรายละเอียด ทำให้สงสัยว่าทำไมเหตุการณ์บางเหตุการณ์จึงได้รับความสนใจกว่าเหตุการณ์อื่น ที่ไม่น้อยหน้ากัน” ปิยาพัชรเผย

ก่อนจะชี้ให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่ข้อเท็จจริง อยู่ที่การตีความ และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดขึ้นอยู่กับหลักฐานใหม่ที่ค้นพบ แต่ในฐานะนักเรียนไทยไม่กล้าตั้งคำถามกับตัวละครในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะ ‘ชนชั้นนำ’

“ประวัติศาสตร์มักเขียนให้คนรัก หวงแหนชาติตนเอง ไม่มีชาติไหนทำเรื่องนี้ได้เพอร์เฟกต์ แต่ การยอมรับ น่าจะเป็นจุดตั้งต้นที่ไทยควรไปให้ถึงได้”

เช่นนี้แล้ว ใน “อนาคต” ปูเป้ จึงอยากเห็นการศึกษาไทย “เปิดกว้าง” มากขึ้น

“ส่วนตัวมองว่า เราเรียนประวัติศาสตร์เพื่อสอนคนว่า ‘คุณคือใคร’ ในหนังสือจะสอนมาตลอดว่า “คุณคือคนไทย” ซึ่งความเป็นไทย มีสมการหลัก คือ ชาติ + ศาสนา + สถาบัน แต่คนรุ่นใหม่อาจมีมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะได้รับอิทธิพลจากมุมมองประชาธิปไตยมากขึ้น ถามว่า ถ้าเขามีมุมมองที่แตกต่างออกไป เขาจะยังคงเป็นคนไทยไหม ถ้าความศรัทธาของเขา ไม่เท่ากับสิ่งที่คนรุ่นโบราณ หรือครูเป็น” ปิยาพัชร ฝากข้อคำถามหวังครูบาอาจารย์ได้ครุ่นคิด

ก่อนจะทิ้งโจทย์สุดท้าทายอีกประการให้ร่วมแก้

“เราจะสอนประวัติศาสตร์อย่างไร ให้รักและหวงแหนแผ่นดินเกิด โดยที่ไม่กลายเป็นคนคลั่งชาติ เพราะถ้าไม่สอนให้รักและหวงแหนเลย ประเทศก็จะไม่เป็นประเทศ จะไม่มีใครอยากพัฒนาอะไรให้สังคม ขณะเดียวกัน ถ้าเราสอนให้รักมากเกินไป เขาก็อาจใช้สิ่งนี้เป็นอาวุธในการทำลายคนอื่น

ประเด็นนี้ไม่ต่างจากการที่พ่อแม่จะสอนลูกอย่างไรให้เป็น ‘คนดี’ ก็คือการชมเวลาทำถูก ทำอะไรผิดก็วิจารณ์ไปตรงๆ เรายอมรับได้ว่าอะไรถูก-ผิด ประวัติศาสตร์ก็เหมือนกัน ประเทศไทยมีสิ่งใดที่น่าภาคภูมิใจ ก็ควรจะสอนให้เด็กได้รับรู้ ขณะเดียวกัน อะไรที่เราทำพลาด ก็ต้องยอมรับ มีเพียงแค่นี้เอง”

ระบบสุดล้าหลัง

เคร่ง ‘มายา’ ละเลย ‘ผู้เรียน’

“ไทยโฟกัสวิชา แต่ไม่โฟกัสผู้เรียน เราถูกให้เคร่งครัดกับภาพมายา แต่บางทีไม่จำเป็น”

คือความเห็นในสายตา รศ.ประภาภัทร นิยม นักการศึกษาทางเลือก ผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่ยังเล่าประสบการทำโรงเรียนมากว่า 24 ปี คลุกคลีในเรื่องปฏิรูปการศึกษามาโดยตลอด โดยมองว่า การศึกษาไทยล้าหลังไปถึง 30 ปี

“ยุคนี้ไม่มีเรียนแล้วเก็บไว้ก่อน มีแต่เรียนแล้วใช้ทันที เด็กสมัยนี้ ป.4-5 ออกแบบด้วยแอพพ์ สร้างอะไรเองได้ ไม่ต้องมานั่งในโรงเรียน เพราะนั่นคือสิ่งที่มีความหมายสำหรับเขา เขาอยากรู้และมุ่งมั่นจะทำบางสิ่งขึ้นมา นี่คือพื้นฐานของการเรียน แทบทุกวิชา หากทำให้การเรียนถูกผูกขาดจากผู้สอน ก็จะหมดความหมาย”

รศ.ประภาภัทร บอกด้วยว่า เราอยู่ในบรรยากาศ ที่ทุกคนมุ่งไปในเรื่องประวัติศาสตร์ วิชาชีวิต ที่ ร.ร.รุ่งอรุณ จะเน้นเรียนถิ่นฐานของเรา เพื่อให้เกี่ยวข้องกับเด็ก และขยับกว้างออกไปตามระดับชั้น จาก ชุมชนของเรา ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์ ให้เกิดความเข้าใจในรากฐาน เข้าสู่ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ เชิงตั้งคำถาม ให้นำไปสู่การสืบค้นตามความสนใจ โตมาเรียนชีวิตของชาวนา เพื่อให้เข้าใจว่าประเทศเราอยู่ได้ด้วยเกษตรกรรม จิตวิญญาณการปลูกข้าวเป็นอย่างไร ไปจนถึงการเรียนเรื่องภาคเหนือ อีสาน ใต้ เพราะเกิดมาเป็นคนไทย ต้องรู้จักเมืองไทยให้ดี

“ประเด็นคือไม่ใช่เนื้อหาจากกระทรวงศึกษาธิการเยอะ แต่คือประเด็นที่อยากรู้ เขาจะหาหนังสือมาอ่าน จะเห็นว่าไม่มีข้อจำกัดในการหาข้อมูลในหลายเรื่อง ต้องเปลี่ยนไปให้พ้นจากการเรียนว่า เนื้อหานี้ถูก-ผิด แต่จะเรียนไปเพื่ออะไร ต้องปรับวิธีเรียน มองมุมใหม่ ว่าเรามุ่งเรียนไม่ได้เพื่อเอาวิชา แต่เพื่อ ‘ยกระดับชีวิต’ จิตใจของเราให้ดีขึ้น แต่โดยขนบเข้าใจผิดว่า เรียนวิชาเพื่อให้มีความรู้ในวิชานั้นๆ” อาจารย์รุ่นใหญ่ ย้ำ ก่อนจะทิ้งคำถาม

“ลองถามตัวเองว่า แล้วเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไปทำไม ทุกเรื่องบนโลกไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีที่มาที่ไปทั้งสิ้น เรื่องประวัติศาสตร์มีประโยชน์มาก ถ้าการเรียนถูกถาม และตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน”

ประวัติศาสตร์ไทย บน ‘ทุ่งลาเวนเดอร์

ไร้ วิถี ‘สามัญชน’

ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง

“เวลาพูดถึงประวัติศาสตร์ไทย จะเห็นภูมิทัศน์สวยงาม รุ่งเรือง จากชนชั้นนำ แต่กลับไม่มีประชาชน คนชั้นล่าง ความไม่สมดุลนี้นำไปสู่การตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่อย่างมาก”

ผศ.ดร.ณัฐพล ใจจริง นักประวัติศาสตร์การเมืองชื่อดัง ผู้เขียนหนังสือ “ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรี” ให้มุมมอง พร้อมบอกว่า เราสอนประวัติศาสตร์ไทยบนทุ่งลาเวนเดอร์

ก่อนชำแหละโครงสร้างประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งส่วนมากเป็นของชนชั้นนำ ว่าคือ ‘ผู้รักษาเอกราช’ วัฒนธรรมของชนชั้นสูงคือวัฒนธรรมของชาติ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ สุข สงบ สันติ ไม่เคยมีเรื่องน่ากลัวอันตราย การปกครองในอดีตสวยงาม ไม่มีปัญหา แต่การชุมนุมของเยาวชนบอกว่า

‘ประวัติศาสตร์ไทยสอนแค่เรื่องแต่ง เหยียบย่ำความจริง เขียนให้ประชาชนต่ำต้อย วีรชนสามัญชน พวกเขามีประโยชน์กว่าพวกคุณอีก’

อ.ณัฐพล มองว่า ทั้งหมดเป็นผลมาจากสิ่งที่รัฐบาลใส่ไว้อย่างยาวนาน แต่เด็กรุ่นใหม่มีปัญญามากขึ้น

“รุ่นผมไม่กล้าคิด อ่านหนังสือ ท่องจำไป แต่เยาวชนตั้งคำถามได้ ทั้งที่เขาเรียนแบบที่เราเรียน พวกเขาแหกกรอบได้จากการอ่านหนังสือเล่มอื่น

จะเห็นได้ว่า เวลาเด็กไปม็อบจะชูหนังสือที่เขาชอบ พวกเขาสงสัยสิ่งที่เรียนรู้มา กับตำราที่เรียนอยู่ด้วยความกังขา อะไรคือสิ่งที่หายไปจากประวัติศาสตร์ ? กล่าวคือ แทบไม่มีประชาชนในประวัติศาสตร์ มีแต่ชนชั้นนำ ชาวบ้าน-ชาวเมืองไม่มี ‘ในอดีตเวลาไปรบ รบคนเดียวหรือ’ ‘ทำไมไม่มีไพร่พลวิ่งข้างท้องช้าง คนเหล่านี้ไปไหน’ คือตัวอย่างของสิ่งที่เด็กถาม” ณัฐพลเผย

สะท้อนผลลัพธ์ที่ไม่น่าแปลใจ เมื่อเด็กตั้งคำถามว่า ‘ชาติคืออะไร’ ขณะที่ประเทศอื่น มีหนังสือประชาชนกับประวัติศาสตร์ชาติ

ณัฐพล บอกว่า เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ความหมายของชาติก็เปลี่ยน จาก “ชาติของท่าน” เป็น “ชาติของเรา” เพลงชาติ ‘ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย’ ถูกนำมาร้องในม็อบ เพราะเยาวชนมองว่า ชาติ หมายถึง ความเป็นประชาชนในระบอบใหม่ ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไม่เป็นความลับ เอกสารมีอยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ รัฐธรรมนูญก็มีหลายชนิด ทั้งแบบประชาธิปไตย และสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่สังคมไทยผลิตซ้ำอุดมการณ์หลักเดิมอยู่ ทำลายล้างฝ่ายที่คิดต่าง ดังจะเห็นได้จาก ‘ลูกเสือชาวบ้าน’ รวมถึง เพลงหนักแผ่นดิน, เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

“เราต้องเข้าใจตัวเอง และเข้าใจลูกหลานว่าไม่ได้เติบโตแบบเรา ซึ่งสุดท้ายนำมาสู่ปัญหาทางการเมือง คือ อาการทางสังคมที่ต้องพินิจว่าอะไรคือมูลเหตุแห่งทุกข์ ระหว่างคนรุ่นใหม่ และเก่า

เด็กรุ่นใหม่พูดถึง ชาติของเขา ที่มีคนทุกหมู่เหล่า มองแตกต่างออกไป ความขัดแย้งระหว่างการรักชาติ ไม่รักชาติคือ ชังชาติ แต่เด็กรุ่นใหม่บอกว่า รักชาติ เพราะ ‘ชาติคือประชาชน’ ไม่เคยมีมาก่อนที่ใช้เพลงชาติต่อต้านรัฐบาล เท่ากับว่า เขามองชาติแบบใหม่ไปแล้ว” ผศ.ดร.ณัฐพลวิเคราะห์

ยัดสถานะ ‘พลเมือง’ ข่มไพร่ไว้ ด้วย ‘ประเพณี’

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกบรรจุในแบบเรียน อย่าง “หน้าที่พลเมือง” และ “ค่านิยม 12 ประการ”

จุดนี้ อ.ณัฐพลเล่าว่า ในประวัติศาสตร์ไทย มีหนังสือ “พลเมืองดี” ที่สอดคล้องกับระบบเก่า และระบอบประชาธิปไตย อันสะท้อนสถานะของพลเมืองที่เปลี่ยนไปในแต่ละยุค ซึ่งช่วงหนึ่งมีการเรียกร้องให้คนไทยอ่าน ‘สมบัติผู้ดี’ มากขึ้น ทั้งที่คู่มือนี้พัฒนามาจากวัฒนธรรมตะวันตก เช่น การใช้ช้อนส้อม การใช้นามบัตร นี่คือฝรั่งล้วนๆ เพราะสมัยรัชกาลที่ 5 นิยมวัฒนธรรมตะวันตก

“มีการใช้ประวัติศาสตร์ไทย ในฐานะเครื่องมือทางการเมือง เช่น ปี 2558 มีหนังสือ ‘ประวัติศาสตร์ชาติไทย’ผลิตโดย กรมศิลปากร ส่วนหนึ่งพูดถึงหัวหน้าคณะรัฐประหาร เข้ามากู้วิกฤตการณ์ สร้างประชาธิปไตย สิ่งที่คนรุ่นนี้เผชิญ คือ ยิ่งกดมากเท่าไหร่ ยิ่งโผล่มากขึ้นเท่านั้น เด็กรุ่นนี้โตมากับ ค่านิยม 12 ประการ เปิดเพลงชาติ ธรรมะ สวดมนต์ ซึ่งยิ่งกดเขายิ่งต่อต้าน เพราะเขาไม่ได้อยู่ในตำนาน แต่อยู่โลกที่กว้างใหญ่ไพศาล”

“ที่ผ่านมา การผลิตซ้ำทางสังคม คือโครงสร้างใหญ่นอกเหนือห้องเรียนออกไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พวกเขาอ่านเล่มใหม่นอกห้องเรียน เต็มไปด้วยคำถาม พวกเขาเห็นโลกใหม่ เห็นสิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่เห็น เห็นว่าคนที่แตกต่างจากคนอื่นมักถูกลงโทษ เขาสนใจเรื่องวัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อ และเขามีจำนวนมากพอ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับรัฐอย่างยิ่ง นำไปสู่การเรียกร้องปฏิรูปประวัติศาสตร์” ณัฐพลชี้ ก่อนวิเคราะห์ด้วยว่า

ทุกวันนี้ที่เราขัดแย้งกัน เป็นเพราะ ความเชื่อที่ถูกปลูกฝัง

“ม.จ.สกลวรรณากร วรวรรณ เผยเคล็ดลับของชนชั้นปกครองเอาไว้ว่า เคล็ดลับของชนชั้นปกครอง ไม่ได้ใช้ปืน เขาใช้วัฒนธรรม”

“การที่พวกเลก, พวกไพร่ ถูกผูกติดอยู่กับที่ดินนั้น ไม่ใช่ล่ามโซ่ไว้จริงๆ หรอก เขาเอาประเพณีนี่แหละ ข่มไว้ ตัวประเพณีนี่แหละที่อาจฆ่าคนได้ถึงเจ็ดชั่วโคตร”

ไร้หวัง ‘ปรับหลักสูตร’

เมื่อ ‘การเมือง’ มีเอี่ยว ‘การศึกษา’

อ.ณัฐพลเผยว่า 100 กว่าปีที่ผ่านมา หลักสูตรการศึกษาของไทยเน้น “ชนชั้นนำ” ถึง 40 ปี หลังปฏิวัติ 2475 ราษฎรจึงปลี่ยนแปลงหลักสูตร เน้นสิทธิเสรีภาพตาม รัฐธรรมนูญ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจ เราเข้าสู่สงครามเย็น เนื้อหาเริ่มเปลี่ยนไป แม้จะมีการปรับปรุงหลักสูตรหลายครั้ง ไม่ว่าปี พ.ศ.2503, 2521, 2550, 2554, 2560 และ 2563 แต่โดยรวมแล้ว เนื้อหายังคงเหมือนเดิม จึงไม่แปลกที่คนรุ่นใหม่ มีความคิดขัดแย้งกับคนรุ่นเก่า เพราะโครงสร้างหลักสูตรเก่า ยังดำรงในสังคมไทยอย่างน้อย 60 ปี สะท้อนชัดถึงการควบคุมโดยใช้ วัฒนธรรม ประเพณี

“การเมืองมีความสำคัญอย่างมากต่อการกำหนดทิศทางการศึกษา เราจะไว้ใจได้อย่างไรต่อการปรับปรุงการหลักสูตร เมื่อสิ่งที่พวกเขาเห็นคือความบรรเจิด ตาสว่าง ความรู้ กับความเป็นจริงที่แตกต่างกัน ซึ่งเยาวชนเขาบอกว่า

‘หนังสือประวัติศาสตร์ตามหลักสูตรกระทรวงศึกษา มีไว้อ่านสอบ แต่ไม่เชื่อ’ “(นร.เลว 21 พ.ย.)

เพราะ “ผู้ใดกุมอดีตได้ ผู้นั้นกุมอนาคตได้ ผู้ใดกุมปัจจุบันได้ ผู้นั้นกุมอดีตได้

ข้อความนี้ตรงกับการปฏิรูปการศึกษา หรือปรับปรุงหลักสูตรในยุคปัจจุบัน เราจึงคาดหวังได้ค่อนข้างยาก” ผศ.ดร.ณัฐพลกล่าวทิ้งท้าย