สร้างความหวาดผวารอบใหม่ เมื่อมีการยืนยันจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดที่จังหวัดสมุทรสาครถึง 548 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว นำมาซึ่งการ ‘ล็อกดาวน์’ ยกจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม-3 มกราคม ปีหน้า ด้านเจ้าหน้าที่จุดตรวจความมั่นคงแม่สอด จังหวัดตากก็สอดส่อง บล็อกแรงงานพม่า ป้องกันออกนอกเส้นทาง หวั่นโควิดระบาดเพิ่ม
แน่นอนว่า ประเด็นเรื่องแรงงานเหล่านี้ ถูกยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งในหลากหลายมิติ ในจังหวัดที่มากมายด้วยชาวเมียนมาที่ข้ามเขตแดนเข้ามาทำมาหากินเลี้ยงชีพจนภูมิทัศน์ละลานตาด้วยตู้เอทีเอ็มและป้ายโฆษณาภาษาพม่า ไม่เพียงคนไทยที่ได้รับผลกระทบ ทว่า แรงงานข้ามชาติก็ได้รับผลสะเทือนที่ไม่ได้ส่งผลแค่ตัวบุคคล แต่นโยบายรัฐและการดำเนินการของนายจ้างบางส่วนส่งผลแง่ลบต่อระบบซึ่ง สุดท้ายกลายเป็นช่องการ ‘ลักลอบ’ เข้าเมืองไทย เพิ่มดีกรีเสี่ยงโควิดไปเสียอย่างนั้น

เพียง 1 วันก่อนมีข่าวพบแม่ค้าแพกุ้งติดเชื้อโควิด และไม่กี่วันก่อนมีถ้อยแถลงโดยผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group-MWG) จัดเสวนาเนื่องในวันผู้ย้ายถิ่นสากลปี 2563 (International Migrants Day 2020) หัวข้อ “แรงงานข้ามชาติกับโควิด-19 : เราทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) สะท้อนความกังวลในสถานการณ์ที่โควิดระบาดหนักในเมียนมา ซึ่งล่าสุดทำให้ระบบ “นายหน้า” พาเข้าประเทศผิดกฎหมายฟื้นคืนชีพ ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการระบาดของ
โควิด ขณะที่แรงงานที่ยังอยู่ในไทยก็กลับประเทศต้นทางไม่ได้ ซ้ำร้าย เข้าไม่ถึงการเยียวยาของรัฐ ตกงาน ไร้เงิน ไม่มีที่อยู่
ตกงานนับแสนในแดนไทย ใต้นโยบาย ‘ตึงตัว’
เปิดประเด็นที่ อดิศร เกิดมงคล ตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ซึ่งเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานข้ามชาติช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการข้ามแดน ว่า หลังจากรัฐบาลไทยประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน ยกระดับการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด ส่งผลให้ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ตาก กาญจนบุรี พังงา ภูเก็ต สงขลา ปัตตานี ระยอง ชลบุรี แรงงานข้ามชาติไม่มีงานทำถึง 345,072 คน โดยคาดว่าตัวเลขนี้มีจำนวนน้อยกว่าจำนวนของแรงงานข้ามชาติที่ประสบปัญหาจริง ที่คาดว่าจะมีมากกว่า 7 แสนคน แรงงานข้ามชาติจำนวนหนึ่งถูกเลิกจ้าง และบางส่วนนายจ้างไม่มีการจ่ายค่าชดเชยให้
นอกจากนี้หลายกิจการไม่มีการนำแรงงานข้ามชาติเข้าเป็นผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคม ทำให้ไม่ได้รับการช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉิน และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐตามโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” ที่ให้ความช่วยเหลือเฉพาะคนที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น แรงงานข้ามชาติที่ถูกเลิกจ้าง หรือถูกสั่งให้พักงานอย่างไม่ถูกกฎหมาย ไม่มีการจ่ายชดเชยหรือค่าจ้าง รวมทั้งการเข้าถึงกลไกคุ้มครองและเยียวยายังเต็มไปด้วยอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นการยื่นคำร้องตามช่องทางปกติ ที่ต้องยื่นคำร้องที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคมไม่สามารถทำได้ เนื่องจากหลายพื้นที่มีการห้ามเดินทางออกนอกพื้นที่ และเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ในมาตรการทำงานจากบ้าน ขณะที่การยื่นคำร้องในระบบออนไลน์ทำได้ยากเนื่องจากเว็บไซต์ที่ใช้ยื่นมีเพียงภาษาไทย (มีภาษาอังกฤษในบางส่วน) และมีเงื่อนไขเรื่องเอกสารและหลักฐานการยื่นอื่นๆ ค่อนข้างมาก
“นโยบายการจัดการแรงงานข้ามชาติมีความตึงตัว ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการจ้างแรงงานปัจจุบันได้ หลายคนเมื่อถูกเลิกจ้างก็ไม่สามารถย้ายนายจ้างได้โดยง่าย เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้แรงงานข้ามชาติจะต้องพิสูจน์ให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นความผิดของนายจ้างเดิม หรือชดใช้ค่าเสียหายให้นายจ้างเดิม และจะต้องหานายจ้างใหม่ภายใน
30 วัน ซึ่งไม่สามารถทำได้ในช่วงการระบาดของโควิด ซึ่งการยึดกฎหมายเป็นหลักโดยไม่ผ่อนปรนในกรณีนี้ทำให้แรงงานข้ามชาติจำนวนหนึ่งหลุดจากการจ้างงานที่ถูกกฎหมาย นอกจากนั้นแล้วยังพบนายจ้างจำนวนหนึ่งที่เลิกจ้างโดยใช้วิธีการไม่ต่อใบอนุญาตทำงานที่กำลังดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล” ตัวแทนเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติกล่าว
ยิ่งปิดกั้น ยิ่งหวั่น‘ลักลอบ’เสี่ยงเพิ่ม‘โควิด’
จากภาพกว้างมาลงลึกในรายละเอียดของชีวิต ซึ่ง สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ เล่าถึงกรณีที่นายจ้างไม่ยอมออกใบออกจากงานให้ เนื่องจากคิดว่าเมื่อโควิด-19 หายไป จะเรียกคนงานเหล่านี้กลับคืนมา ส่งผลให้เข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐ รวมถึงผลกระทบทางกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาช่วยเหลือจากกองทุนประกันสังคม เมื่อแรงงานต่างชาติเข้าไม่ถึงมาตรการของรัฐ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ก็ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตในไทยได้ จึงต้องกลับบ้านเกิด แต่รัฐก็ออกมาตรการขอให้แรงงานข้ามชาติพำนักอยู่ในไทยไปพลางๆ ก่อน แต่อยู่แบบที่รัฐเองก็ไม่ได้เยียวยาอะไร ทำให้คนงานลำบากมาก
“บางคนไม่มีอาหาร ไม่มีค่าเช่าห้อง อย่างแรงงานชื่อ วาววา เป็นแรงงานชาวเมียนมาที่ท้อง แต่ถูกเลิกจ้าง และเธอมีอาการแพ้ท้องอย่างหนัก ส่วนสามีเพิ่งกลับประเทศต้นทางตอนที่พาสปอร์ตหมดอายุ และเจอกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้วาววา ต้องอยู่คนเดียว โดยที่ไม่มีเงินแม้แต่จะกินข้าว ตอนนั้นเราจึงส่งเสียงถึงสถานเอกอัครราชทูตและรัฐบาลไทย ให้ความช่วยเหลือ จึงเป็นที่มาที่ให้แรงงานข้ามชาติทยอยกลับประเทศได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นแต่จนถึงปัจจุบันนี้ปัญหาเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ แรงงานบางคนยังไม่ได้กลับประเทศต้นทาง บางคนอยากทำงานต่อ แต่ไม่สามารถหางานใหม่ได้ เพราะไม่มีใบออกจากงานจากนายจ้างรายเดิม ทำให้ไม่สามารถไปสมัครงานกับนายจ้างใหม่ได้ อีกทั้งวีซ่าหมดอายุ ทำให้แรงงานบางคนกลับไปพึ่งพาระบบนายหน้า ก็ถูกหลอกเงินไปอีกจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวแรงงานเท่านั้น แต่นายจ้างก็ได้รับความเดือดร้อน เพราะขาดแรงงานที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วย” สุธาสินีเล่า ก่อนเน้นอีกประเด็นน่ากังวลที่ว่า
สถานการณ์การแพร่ระบาดในเมียนมาซึ่งมีผู้ติดเชื้อกว่าแสนรายจะทำให้เกิดปัญหาแบบในอดีต คือการลักลอบเข้ามาแบบไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
“คนที่หิวโหยอดอยาก ในประเทศต้นทางไม่มีงานทำเพราะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างแรง เขาก็อยากมาหางานทำ หาเงินจุนเจือครอบครัว วิกฤตของเขาถือเป็นโอกาสของนายหน้า ซึ่งปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่นี้รัฐบาลสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก โดยต้องเริ่มต้นจากแรงงานที่ยังตกค้างอยู่ในไทยก่อน ต้องตระหนักว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย แต่มาผิดในประเทศไทย ซึ่งสาเหตุมาจากการเกิดโรคระบาด ดังนั้นรัฐจะต้องเปิดโอกาสให้เขาเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องทั้งหมด หลังจากนั้นให้เขามีงานทำ คนงานจะได้ไม่ต้องลักลอบเข้ามา ซึ่งจะเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย”
ถูกทิ้งจาก‘ระบบสุขภาพ’ ทำคุมโรคลำบาก
ต่อกันด้วยประเด็นการถูกทอดทิ้งจากระบบสุขภาพซึ่ง ชูวงศ์ แสนคง คณะทำงานด้านสุขภาพประชากรข้ามชาติ เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ระบุว่า โควิด-19 ทำให้แรงงานข้ามชาติถูกทิ้งออกจากระบบสุขภาพ แรงงานที่หลักประกันสุขภาพหมดอายุ ในระหว่างสถานการณ์โควิด ไม่สามารถซื้อหลักประกันสุขภาพใหม่ได้เพราะยุ่งยากในการเดินทางไปดำเนินการตามขั้นตอน สถานบริการสุขภาพที่เคยขายบัตรสุขภาพหยุดขาย ความไม่ชัดเจนในเรื่องการขายบัตรสุขภาพ การเดินทางไปรับบริการด้านสุขภาพมีปัญหา เพราะมีการระงับการเดินทาง ทั้งยังมีความไม่ชัดเจน เรื่องสถานที่กักตัว ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการกักตัว ค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อ ค่าใช้จ่ายในการรักษาในกรณีติดเชื้อ ส่งผลให้การดำเนินการควบคุมโรคในกลุ่มแรงงานข้ามชาติเป็นไปด้วยความยากลำบาก
นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบระหว่างสิงหาคม 2562 ก่อนเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กับเดือนสิงหาคมปีนี้ พบว่ามีแรงงานข้ามชาติที่หลุดจากระบบไปถึง 632,833 คน และแม้ว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติในช่วงโควิด แต่สามารถดึงแรงงานข้ามชาติกลับสู่ระบบได้ไม่มากเท่าที่ควร เพราะในเดือนตุลาคม 2563 หลังจากมีนโยบายการแก้ไขปัญหาการจ้างแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบในช่วงโควิด พบว่ามีสัดส่วนแรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้นเพียง 40,383 คนเท่านั้น ขณะที่กลุ่มแรงงาน MOU พบว่าจำนวนแรงงานในเดือนสิงหาคม 2562 กับเดือนตุลาคม 2563 มีแรงงานในกลุ่มนี้ลดลงถึง 130,400 คน
“รัฐบาลควรสนับสนุนให้แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไทย จัดตั้งองค์กรภาคประชาสังคมของแรงงานข้ามชาติ เพื่อเชื่อมประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลสวัสดิภาพ เช่น กลุ่ม อาสาสมัครสาธารณสุขประชากรต่างชาติ (อสต.) และควรมีช่องทาง หรือระเบียบเป็นกรณีในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ใช่คนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ในกรณีเกิดภัยพิบัติ เช่นการใช้งบประมาณ การอนุญาตให้ภาคประชาสังคมเข้าไปให้ความช่วยเหลือ” ชูวงศ์แนะ
แรงงานประมง ปมท้าทายหน่วยงานรัฐ
อีกประเด็นสำคัญคือความท้าทายของหน่วยงานรัฐ นั่นคือ ‘แรงงานประมง’ โดย เพ็ญพิชชา จรรย์โกมล เจ้าหน้าที่กฎหมายและนโยบาย มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา เปิดเผยข้อมูลว่า ในเดือนมกราคม ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 จำนวนแรงงานข้ามชาตินำเข้าตาม MOU ในกิจการประมง มี 7,598 คน กิจการต่อเนื่องประมงทะเล 21,498 คน ส่วนในเดือนตุลาคม หลังการแพร่ระบาด แรงงานในกิจการประมง มี 7,184 คน กิจการต่อเนื่องประมงทะเล 10,868 คน ซึ่งทำให้เห็นว่าสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหา ทั้งขาดแคลนแรงงานประมง ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในอนาคตในการเข้ามาของแรงงานข้ามชาติ ปัญหาการควบคุมและป้องกันโรคโควิด-19 รวมถึงปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ เพราะจากตัวเลขของแรงงานที่น้อยลงอาจจะส่งผลให้แรงงานที่มีอยู่ทำงานหนักขึ้น หรือ มีการลักลอบเข้าเมืองมาของแรงงานอย่างผิดกฎหมาย
“นอกจากแรงงานต่างชาติแล้ว ลูกเรือไทยที่ไปทำงานที่ต่างประเทศต้องเผชิญกับปัญหาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย เช่นแรงงานประมงไทยที่เดินทางไปทำประมงที่ประเทศโซมาเลีย ถูกนายจ้างแสวงหาประโยชน์จากการทำงานด้วยวิธีการไม่จ่ายค่าจ้างหรือจ่ายไม่ครบตามที่ตกลงไว้ ซึ่งแรงงานต้องฝืนใจทำงานต่อเนื่องจากไม่สามารถกลับประเทศไทยได้ นอกจากนี้แรงงานไทยบางส่วนยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับที่สูงมาก ประมาณคนละ 100,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้ควรมีการพัฒนาวิธีปฏิบัติหรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องของกระทรวงแรงงานในการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการนำคนไปทำงานต่างประเทศ ให้มีการจดแจ้งเรื่องการออกไปทำงานในต่างประเทศอย่างชัดเจน เพื่อให้แรงงานได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
ในสถานการณ์ช่วงโควิด-19 รัฐบาลไม่ได้ทิ้งแรงงานประมงไว้ข้างหลัง แต่พวกเขาอยู่ข้างหลังแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานภาครัฐ ไม่เพียงที่จะแก้ไขปัญหาแรงงานประมงให้ผ่านพ้นไปแค่ในช่วงโควิด-19 แต่ควรที่จะแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุของปัญหาจริงๆ” เพ็ญพิชชาระบุ
เสียงจากแรงงานพม่า บนขวากหนาม‘ภาษาและความไม่รู้’

จากตัวแทนหน่วยงานต่างๆ มาฟังเสียงแรงงานข้ามชาติตัวจริง อย่าง คิ่น วิน ละวิน ชาวเมียนมาที่เปิดใจในปมปัญหาด้านสาธารณสุข
“ระบบการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม ทำให้แรงงานบางส่วนไม่มีเงินที่จะไปหาหมอ อีกทั้งปัญหาทางการสื่อสาร ที่ไม่เข้าใจภาษาไทย ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แรงงานหลายคนกลัวและเมื่อเจ็บป่วยก็เลือกที่
จะไม่ไปโรงพยาบาล ซึ่งในการระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้ การเข้าไม่ถึงระบบบริการสาธารณสุข หรือการไม่รับทราบข้อมูลในการปฏิบัติตนหรือดูแลตนเองอย่างถูกต้องให้ปลอดภัยจากไวรัสโควิด-19 ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวล”
คิ่น ยังเรียกร้องให้หน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานสาธารณสุข หันมาให้ความสำคัญกับแรงงานข้ามชาติ โดยเรื่องเร่งด่วน คือ ให้มีล่ามแปลภาษาประจำโรงพยาบาล เพื่อให้แรงงานสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ นอกจากนี้ควรจัดทำคู่มือการปฏิบัติตัวในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในภาษาพม่าด้วย รวมถึงรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่ได้และสามารถช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวได้
ถึงเวลามาย้อนดูปมปัญหาที่อาจเป็นบทเรียนสำคัญเพื่อขีดเส้นใต้ไม่ให้เกิดซ้ำ


