อาศรมมิวสิก : เสียงอดีตสร้างจินตนาการภาพโบราณ เล่นเพลงอยุธยาที่หน้าวัดพระราม

31.01.21 | 12:01 น.

ผมได้รับทุนวิจัยจากสภาวิจัยแห่งชาติ ภายใต้นโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อค้นหาร่องรอยเพลงเก่าของชุมชนในพื้นที่ต่างๆ แล้วนำมาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ โดยใช้วงไทยซิมโฟนีออเคสตรา (Thai Symphony Orchestra) โดยมีนักดนตรีรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจอยากจะรู้ว่า “เสียงดนตรีโบราณ” กับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนไปเป็นอย่างไร เสียงดนตรีโบราณจะส่งความรู้สึกให้แก่คนในสังคมได้อย่างไร เมื่อได้เสียงดนตรีแล้ว จะสามารถจินตนาการบ้านเมืองในสมัยก่อนว่ามีบรรยากาศเป็นอย่างไร

ปี พ.ศ.2564 นี้ จะมีโอกาสศึกษาและนำวงไทยซิมโฟนีออเคสตราไปแสดงได้ 7 เมือง โดยเริ่มที่เมืองอยุธยา กระบี่ เลย ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี ลำปาง และเชียงใหม่ ในแต่ละเมืองก็มีเพลงของท้องถิ่นเพลงประจำเมืองที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ ได้เดินทางไปบันทึกเสียงเพลงเก่าของแต่ละท้องถิ่นเอาไว้ก่อน แล้วนำมาถอดทำนองเพลงออกแล้ว จึงค่อยนำเพลงไปเรียบเรียงเสียงใหม่สำหรับวงซิมโฟนีออเคสตราอีกทอดหนึ่ง

เสียงเก่าหรือเสียงดั้งเดิมนั้น อาจอยู่ในรูปแบบของวงดนตรีพื้นบ้าน อยู่ในวงดนตรีไทย อยู่กับนักร้อง หรืออยู่กับนักดนตรีดั้งเดิมที่ชาวบ้านเก็บรักษาเพลงเอาไว้ สืบทอดกันมายาวนาน อย่างน้อยพอมีหลักฐานเค้าโครงอยู่บ้าง บางเพลงบันทึกไว้อยู่ในแผ่นเสียงเก่า บางเพลงก็ปรากฏอยู่ในเอกสารของฝรั่งที่เขียนเป็นโน้ตเพลงสากลไว้ เมื่อรวมกันแล้วทำให้รู้ร่องรอยเพลงเก่าว่ามีเสียงเป็นอย่างไร บางเพลงออกลูกออกหลานกลายเป็นเครือญาติ บางเพลงมีบทบาทกับเพลงในสมัยต่อๆ มา แม้สังคมจะเปลี่ยนไป แต่เพลงยังอยู่ในหัวใจของทุกคน

การเรียบเรียงเสียงขึ้นใหม่นั้นเป็นจินตนาการใหม่ เป็นนวัตกรรมที่นำอดีตมารับใช้ปัจจุบัน อาศัยความรู้ความสามารถแล้วตีความเสียงออกมาใหม่ ถ่ายทอดผ่านเครื่องดนตรีสากล โดยมีนักดนตรีที่ฝึกซ้อมแบบอาชีพ ซึ่งใช่ว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือเป็นคำตอบที่ชัดเจน แต่ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถจินตนาการเสียงดนตรีที่ออกมาได้ เพราะการตีความด้วยเสียงดนตรีนั้นไม่ผิดและไม่ถูก แต่เป็นเพราะว่าผู้ฟังจะชอบหรือไม่ชอบเท่านั้น

ที่สำคัญคือได้รักษาเพลงเก่าเอาไว้ ได้ยืดอายุเพลงเก่าให้ยืดยาวออกไป เมื่อเพลงมีชีวิตอยู่ได้แล้ว คนรุ่นต่อๆ ไปจะถ่ายทอดทำนองเพลงออกไปอีก ไม่ว่าในอารมณ์ใดๆ วิธีแบบไหนก็สามารถที่ทำได้ทั้งสิ้น ในการค้นหาเพลงเก่า เมื่อได้พบแล้ว ก็เอามาเล่นให้ฟัง แลกเปลี่ยนความรู้สึกผ่านเพลงเก่า

Advertisement

สำหรับการเปิดตัวแสดงครั้งแรก จองไว้ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 เวลา 17.00-18.30 น. โดยเลือกบทเพลงสมัยอยุธยา ซึ่งรู้จักชื่อเพลงเก่า เพลงไทยเดิม เพลงโบราณ หรือเพลงสยาม แสดงที่วัดพระรามใจกลางกรุงศรีอยุธยา (เมืองเก่า) มีศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธานเปิดการแสดง จัดบรรเลงโดยวงไทยซิมโฟนีออเคสตรา (Thai Symphony Orchestra) อาศัยเสียงธรรมชาติ (Acoustic) ควบคุมวงโดย พันเอก ประทีป สุพรรณโรจน์ สถานที่เลือกหน้าวัดพระราม พื้นที่กลางแจ้ง อาศัยโบราณสถานเป็นกำแพงเสียง ใช้ความเวิ้งว้างให้สามารถจินตนาการตามเสียงเพลง ห้อมล้อมด้วยเจดีย์วัดโบราณ ในยามแดดร่มลมตกเพื่อปลุกวิญญาณของชาวกรุงศรีอยุธยาให้มานั่งฟังเพลงร่วมกัน นั่งกันห่างๆ ตรงกลางเป็นชาวกรุงเก่านั่งขวาง เพื่อคอยป้องกันโรคโควิดให้ด้วย

อยุธยาเมืองเก่าเป็นเมืองท่า เป็นเมืองค้าขาย เป็นเมืองเศรษฐกิจ มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากับนานาชาติ มีหลักฐานบอกว่า กรุงศรีอยุธยามีคนนานาชาติ 43 เชื้อชาติ มีภาษาที่ใช้พูดสื่อสารกัน 20 ภาษา ขณะเดียวกัน ดนตรี เพลง ก็เข้ามาพร้อมกับผู้คน เมื่อมีชนชาติต่างๆ ที่หลากหลาย บทเพลงในอยุธยาจึงมีหลากหลาย

สำหรับรายการเพลงที่เลือกมาแสดงนั้น เนื่องจากเพลงเก่ามีทำนองสั้นๆ เล่นเวียนไปเวียนมาอาศัยการเปลี่ยนเนื้อร้องทำให้เพลงยาวขึ้น เมื่อนำมาเรียบเรียงใหม่จึงเอาทำนองหลายๆ เพลงมาต่อกันให้เป็นเพลงตับ จึงเป็นตับเพลง เริ่มจากเพลงตับโบราณ ประกอบด้วย เพลงพัดชา เป็นเพลงโหมโรงบรรเลงในพระราชพิธีคล้องช้าง (กล่อมช้าง) ไหว้ครูมวย ไหว้ครูหมอโนราชาตรี และเป็นเพลงสำคัญที่พระอภัยมณีเป่าปี่ให้พราหมณ์ฟัง ขณะเดียวกันก็เป็นการบวงสรวงพระไทรที่เนินทราย สุนทรภู่นั้นเป็นศิษย์ของครูมีแขก (พระประดิษฐไพเราะ) ซึ่งเป็นครูดนตรีคนสำคัญในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ครูมีแขกเป็นผู้ที่รวบรวมเพลงไทยของกรุงเก่าไว้ และครูมีแขกคนนี้แหละที่เป็นพระอภัยมณีตัวจริง บทร้องเพลงพัดชา “ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย ยังไม่เคยชมชิดพิสมัย”

ต่อด้วยเพลงแขกบรเทศ เชื่อว่าเป็นเพลงต้นโปรตุเกสหรือเพลงต้นวรเชษฐ์ น่าจะเป็นเพลงสำหรับพระเชษฐาธิราช เมื่อพวกโปรตุเกสนำเครื่องราชบรรณาการไปถวายเมื่อ พ.ศ.2055 ประกอบด้วย เสื้อเกราะทำด้วยผ้าซาตินสีแดงเลือดหมู หอก โล่ หมวกเหล็กตกแต่งอย่างงดงาม ปืน และกระสุนดินดำ ต่อด้วยเพลงคำหอม ซึ่งปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์ดนตรีฝรั่ง (History of Anthology of Music) เพลงสุดใจและเพลงสายสมร อยู่ในบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสและในจดหมายเหตุลาลูแบร์ ก็นำมาบรรเลงให้เพลงมีชีวิตใหม่ ทั้ง 2 เพลงเป็นร้องที่มีเนื้อร้องกำกับอยู่ในต้นฉบับเดิม

เพลงตับชุดที่สอง เป็นกลุ่มเพลงฝรั่ง มีเพลงฝรั่งรำเท้า ซึ่งเป็นระบำยกเท้าสูง เพลงวิลันดา (ฮอลันดา) เพลงยี่เฮ็ม (Hymn) เป็นเพลงสวดงานแต่งงานในโบสถ์ที่บ้านราชทูตวิชาเยนทร์ ซึ่งที่นั่นมีเสียงร้องโอเปร่าและเสียงไวโอลิน เพลงพันธุ์ฝรั่ง เพลงยินดีต้อนรับชาวสยาม (Entree des Siamois) เพลงเสียงของชาวสยาม (e air des Siamois) เป็นเพลงที่นักดนตรีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ประพันธ์ขึ้นเพื่อต้อนรับคณะราชทูตโกษาปาน แสดงระหว่างเสวยพระกระยาหาร (เที่ยง) แสดงครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2229 ที่กรุงปารีส

เพลงตับชุดที่สาม เพลงโยสลัมและเครือญาติ โยสลัมเป็นเพลงที่ชาวโปรตุเกสนำเข้ามาในสมัยอยุธยา เพลงโยสลัม (Junk Ceylon) เพลงโยสลัมได้ออกลูกออกหลานอีกมากมาย อาทิ ยวนย่าเหล ตามองตา ใกล้เข้าไปอีกนิด เกลียดห้องเบอร์ 5 น้ำตาโนรา นางใจ ความรักเจ้าขา เป็นต้น ซึ่งทำให้ชีวิตของเพลงโยสลัมอยู่ยืดยืนยาวมาถึงปัจจุบันนี้ ทำนองเพลงโยสลัมได้แพร่ขยายทำให้เพลงยังไม่ตาย

เพลงตับชุดแขกเปอร์เซีย เพลงกลุ่มนี้ อาทิ เพลงแขกเชิญเจ้า แขกเจ้าเซ็น สะระหม่า แขกสาย บุหลันชกมวย ตะเขิ่น เจ้าเซ็น กรณีแขกเจ้าเซ็นหมายถึง ฮูเซ็น บินอาลี หัวหน้าแขกมุสลิมนิกายชีอะห์ ได้เข้ามาทำการค้าและเข้ามาเผยแผ่ศาสนาในสมัยอยุธยา พิธีเต้นเจ้าเซ็น (แห่เจ้าเซ็นมะหะหร่ำ) การแห่ศพเจ้าเซ็น ซึ่งเป็นหลานของพระศาสดา (นบีมูฮัมหมัด) ถูกสังหารที่เมืองคาร์บาลา (Karbala) ในอิรัก เพราะเป็นมุสลิมต่างนิกายขัดแย้งกันเอง การทำพิธีแห่ศพเจ้าเซ็นหัวหน้านิกายชีอะห์ มีเพลงแขกเจ้าเซ็นและแขกเชิญเจ้าร่วมอยู่ในพิธี

เพลงค้างคาวกินกล้วย เดี่ยวขลุ่ยโดย ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ เป็นทำนองเพลงเก่า (อยุธยา) ใช้บรรเลงคั่นฉากละคร (นอก) เพื่อให้ตัวละครเข้าฉากไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ละครนอกแสดงอยู่นอกวัง เล่นโดยใช้ผู้ชายล้วน ส่วนละครใน (วัง) เล่นโดยผู้หญิงล้วน การที่นักดนตรีต้องเล่นคั่นรายการก็เลือกเพลงสนุกๆ เพื่อสร้างความสนใจให้แก่ผู้ชม โดยนักดนตรีผู้นำวงมีหน้าที่ทำเพลง เมื่อลูกวงถามว่าเพลงที่เล่นชื่อเพลงอะไร หัวหน้านักดนตรีก็ตอบว่า “ลิงถอกกระดอเสือ” อาจตอบเพราะไม่มีชื่อเพลงจริง มุตโตเอา (ขำๆ อำๆ) ตอบด้วยอารมณ์สนุกสนาน เมื่อเพลงเล่นสนุกก็กลายเป็นที่นิยม นักดนตรีที่ชอบก็จำเพลงไปเล่นต่อ จนกลายเป็นเพลงยอดฮิต

ครูบุญยงค์ เกตุคง ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเป็นนักระนาดเอกมือฉกาจ เป็นคนเล่าเรื่องถึงความเป็นมาของชื่อเพลง ต่อมาเมื่อวงฟองน้ำ ซึ่งนำโดยครูบุญยงค์ เกตุคง และอาจารย์บรูซ แกสตัน ได้บันทึกเสียงตั้งชื่อเพลงว่า “ลิงกับเสือ” ดูเหมือนว่าชื่อเพลงจะไม่สุภาพพอ จึงเรียกชื่อเสียใหม่ว่า ค้างคาวกินกล้วย เป็นเพลงยอดนิยม

เพลงสุดท้าย จีนแจ๋ไจ้ยอ เดี่ยวขิม โดย ครูเก่ง (นิธิ ศรีสว่าง) เป็นเพลงตับจากเรื่องสามก๊ก สมัยรัชกาลที่ 6 ใช้เล่นตอนที่ขงเบ้งทำอุบายขึ้นไปตีขิมบนกำแพงเมือง เพื่อลวงล่อให้ข้าศึกหลงผิด โดยเล่นเพลงจีนขิมเล็กต่อด้วยเพลงจีนแจ๋ไจ้ยอ เพลงนี้อยู่ในเพลงออกภาษา (จีน) ด้วย ครูสุนทรียา ณ เวียงกาญจน์ นำทำนองใส่เนื้อร้องชื่อเพลงรักปักใจ ครูสมาน กาญจนะผลิน ได้นำทำนองเพลงจีนแจ๋ไจ้ยอมาใส่ ขับร้องโดยลินจง บุนนากรินทร์

ขิมกับเพลงจีนแจ๋ไจ้ยอ เข้ามาพร้อมกับชาวจีน พิธีกงเต๊ก วงเชิดสิงโต และงิ้ว โดยเฉพาะพื้นที่ติดทะเล ปากอ่าว ริมแม่น้ำทั่วไทย จึงเป็นเขตการค้าของชุมชนชาวจีน ซึ่งจะมีศาลเจ้าและมีสุสานที่ฝังศพ ขิมเป็นเครื่องดนตรีที่สามารถพกพาติดตัวได้ง่าย เมื่อมีชุมชนจีนที่ไหนก็จะมีขิมและเพลงจีนแจ๋ไจ้ยออยู่ที่นั่น

เพลงโบราณหรือเพลงเก่าเป็นภาพนิ่ง ไม่มีบทบาทใดๆ ไม่สามารถจินตนาการเป็นภาพได้ ครั้นนำเพลงมาแสดงเป็นเสียงเพื่อปลุกเพลงให้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง เสียงเพลงทำให้สัมผัสมิติของความเคลื่อนไหวและมีชีวิต พลังของเพลงจะสร้างมโนภาพให้เกิดขึ้น เพื่อมองย้อนกลับไปในบรรยากาศโบราณ “วัดพระราม” จินตนาการภาพของกรุงศรีอยุธยาตามเสียงที่ได้ยิน เพลงอดีตสร้างสีสันของภาพเมืองโบราณให้มีชีวิต

ศิลปินสีน้ำ ดร.สุชาติ วงษ์ทอง เข้าร่วมสร้างสรรค์ภาพของวัดพระราม ในใจกลางกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากสภาวิจัยแห่งชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอยุธยา และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สุกรี เจริญสุข