ช่างเป็นเรื่องเหมาะเจาะที่มินิซีรีส์แฝงเรื่องราวประวัติศาสตร์และการเมืองในสหรัฐอเมริกาเรื่อง “The Plot Against America” ออกฉายทางช่อง HBO ในปีแห่งการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา หลังจากชาวอเมริกันต้องเผชิญ 4 ปี กับบทบาทผู้นำประเทศของ “โดนัลด์ ทรัมป์” มหาเศรษฐีผู้สร้างประสบการณ์ทางการเมืองอันน่าเหลือเชื่อ ในฐานะผู้ฉีกทุกกฎแห่งความถูกต้องและมารยาททางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแนวนโยบายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกว่ามีลักษณะของการเหยียดเชื้อชาติ กระตุ้นให้เกิดบรรยากาศของความเกลียดชังกันสูงขึ้น
“The Plot Against America” ใช้ประเด็นเรื่องการแตกแยกทางเชื้อชาติในสหรัฐมาเป็นธีมหลัก โดยผูกเรื่องราวไปในช่วงต้นทศวรรษ 40 ท่ามกลางบรรยากาศที่เพิ่งเริ่มย่างก้าวแรกสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังเยอรมันบุกโปแลนด์ในปี 1939 ซึ่งเป็นช่วงที่อิทธิพลและกระแสสูงของนาซีเริ่มแผ่ขยายไปในยุโรป
ทว่าในมินิซีรีส์ “The Plot Against America” ได้วางโครงเรื่องแบบ “เล่าประวัติศาสตร์ใหม่ที่ไม่มีอยู่จริง” ว่า ถ้าหากประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ใช่ “แฟรงกลิน ดี รูสเวลท์” ที่เป็นผู้ประกาศนำสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว แต่กลับกลายเป็นฮีโร่นักบินชื่อดัง “ชาลส์ ลินด์เบิร์ก” ซึ่งมีตัวตนจริงตามประวัติศาสตร์ในฐานะนักบินที่บินตรงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จเป็นคนแรกของโลก ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐในช่วงนั้นแทน…แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะว่ากันตามประวัติศาสตร์จริง “ลินด์เบิร์ก” เคยเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญในการต่อต้านไม่ให้สหรัฐเข้าร่วมรบสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทั่งถึงการถูกมองว่าเขาเป็นพันธมิตรกับนาซี

ขณะที่มินิซีรีส์เรื่องนี้ได้วางเรื่องราวใหม่ให้ “ชาลส์ ลินด์เบิร์ก” เป็นผู้ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ พร้อมชูนโยบายไม่นำสหรัฐเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 น่าสนใจว่าเมื่อประวัติศาสตร์โลกถูกเล่าอย่างกลับหัวกลับหางไปอีกด้าน ผลของเรื่องราวที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
ด้วยพล็อตเรื่องที่ดูน่าสนุกสำหรับคอประวัติศาสตร์และผู้สนใจเรื่องราวช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเรื่องราวในมินิซีรีส์ ก็พูดถึงประเด็นคำว่า “America First” หรืออเมริกาต้องมาก่อน ซึ่งเป็นวลีเดียวกับที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้คำนี้หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่ง America First ถูกพูดถึงครั้งแรกตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยหากย้อนกันในประวัติศาสตร์จริงของโลกช่วงที่ฮิตเลอร์เริ่มขยายอำนาจทั่วยุโรป ในสหรัฐมีบรรยากาศที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทของประเทศตัวเองในการจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งบางส่วนมองว่าเมื่อครั้งที่สหรัฐเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 คนอเมริกันต้องเสียชีวิตจำนวนมากและไม่ได้ทำให้สงครามยุติลง มีความสงบสันติได้ ทำให้มีวลี America First ขึ้นมาว่า สหรัฐต้องไม่เข้าร่วมสงครามโลกเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศตัวเองให้ปลอดภัยไว้ก่อน ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับกับกิจการนอกประเทศ

สำหรับผู้ที่สนใจแนวคิดความเชื่อและอุดมการณ์ของชาวอเมริกันช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งมิติเรื่องราวที่น่าสนใจของ “ชาลส์ ลินด์เบิร์ก” ผู้มีตัวตนจริงในฐานะผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นในกลุ่ม American First Committee ที่ต้องการให้อเมริกาอยู่นอกสงครามในยุโรป ต้องอ่านหนังสือเรื่อง America First รบเถิดอรชุน เขียนโดย ภาณุ ตรัยเวช โดยสำนักพิมพ์มติชน จะทำให้เข้าใจบริบทมุมมองการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ของสหรัฐได้
กลับมาที่มินิซีรีส์ “The Plot Against America” ที่สร้างมาจากนิยายชื่อเดียวกันที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2004 วางให้ “ชาลส์ ลินด์เบิร์ก” คือผู้นำประเทศขณะนั้นและชูนโยบาย “American First” สหรัฐต้องไม่เข้าร่วมสงครามโลก คู่ขนานไปกับเรื่องราวที่ถูกปูบรรยากาศให้ “ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว” ในสหรัฐหวาดวิตกต่อท่าทีผู้นำประเทศ ที่เสมือนจะอ้าแขนต้อนรับนาซีที่มีแนวคิดชังยิว ซึ่งจุดนี้คือธีมหลักของเรื่องที่เล่าผ่านตัวละครครอบครัว “เลวิน” ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวในเมืองนวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ ที่สมาชิกในครอบครัวต่างต้องรับมือกับสถานการณ์ทางการเมืองที่น่าประหวั่นพรั่นพรึง ด้วยการที่รัฐบาลมีนโยบายแบบชาตินิยมราวกับจะเดินตามเยอรมนี จนชวนให้ชาวยิวในสหรัฐตั้งข้อสงสัยว่า ผู้นำประเทศกำลังรับเอาแนวคิดปฏิเสธยิวจากนาซีหรือไม่ แม้จะไม่กระทำการโหดร้ายเท่า แต่ก็เลือกจะใช้รูปแบบที่หว่านล้อม ทว่าดูบ่อนทำลายทางอ้อมอยู่ในที บนบทบาทของรัฐบาลที่มีรัฐมนตรี และบุคคลตำแหน่งสูงในรัฐบาลที่เหยียดชาวยิว เลือกที่จะไม่กำจัด แต่ใช้วิธีกลืนกิน ผ่านปฏิบัติการทางจิตวิทยาแทน โดยมุ่งหวังที่จะแปรเปลี่ยนละทิ้งอัตลักษณ์ของชาวอเมริกันเชื้อสายยิว บนพื้นฐานความเชื่อว่าการเป็นอเมริกันชนแบบเต็มตัวนั้นดีที่สุด และหากผู้มีเชื้อสายยิวขัดขืนก็ราวกับจะถูกบังคับกลายๆ

“The Plot Against America” ได้ผูกเรื่องให้เราค่อยๆ เห็นบรรยากาศชิงชังเหยียดชาวยิวในสหรัฐที่ก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ในบรรยากาศของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐไม่ได้เข้าร่วมรบ แต่กลับพบว่า ชีวิตชุมชนชาวยิวในสหรัฐเริ่มเผชิญการถูกเกลียดชัง ความหวาดกลัว และหลายครั้งก็มีความรุนแรงที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งหลายครอบครัวชาวยิวต้องตัดสินใจย้ายรกรากออกจากสหรัฐไปอยู่แคนาดาแทน
ขณะที่ครอบครัว “เลวิน” ที่ผู้เป็นพ่อพยายามยืนหยัดด้วยความเชื่อมั่นว่าแม้พวกเขาจะมีเชื้อสายยิวและยังคงรักษาอัตลักษณ์ วิถีชีวิตแบบคนยิวเยี่ยงบรรพบุรุษ แต่ในอีกฐานะหนึ่งพวกเขาก็มีสถานะเป็นพลเมืองอเมริกาที่มีสิทธิและเสรีภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพียงแต่นี่คือประเทศที่เป็นพหุวัฒนธรรมอันหลากหลายในสังคมอเมริกันที่ต้องยอมรับความแตกต่างทางเชื้อชาติของกันและกัน

“The Plot Against America” มีบทที่ดี และอยู่บนพล็อตที่เล่นกับการแต่งประวัติศาสตร์สหรัฐใหม่ แม้การดำเนินเรื่องในช่วงครึ่งแรกจะเชื่องช้า แต่ก็เข้มข้นขึ้นในช่วงท้าย โดยเจตนาที่ต้องการจะเล่าเรื่องเพื่อปูสถานการณ์ มุมมอง และคาแร็กเตอร์ของตัวละคร ก่อนจะค่อยๆ เผยให้เห็นสถานการณ์ของตัวละครและเรื่องราวที่ค่อยๆ ปะติดปะต่อว่าหลายองค์ประกอบที่เกิดขึ้นมีลักษณะ ล่อลวงและความเท็จ จนเสมือนเป็นแผนร้ายทำให้บรรยากาศการเกลียดชังถูกจุดชนวนขึ้น และนำไปสู่บทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด
ภาพประกอบ Youtube Video / HBO

