เหลือเวลาอีกไม่ใกล้ไม่ไกล จากวันนี้ถึง 10 พฤศจิกายน 2564 สำหรับการครบรอบที่เวียนมาทุก 4 ปีครึ่งของการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ ตาม Universal Periodic Review (UPR) หรือกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเป็นกลไกภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council หรือ HRC) โดยกำหนดให้ สมาชิกสหประชาชาติทั้ง 193 ประเทศ จัดทำรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ เพื่อเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีข้อยกเว้น โดยกลุ่มที่มีสิทธิส่งรายงาน ได้แก่ รัฐบาล, สหประชาชาติ รวมถึงสถาบันสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม
นับเป็นสิ่งใหม่ที่น่าสนใจยิ่งโดยเฉพาะสำหรับประเทศไทย เพราะเป็นการทำงานภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council หรือ HRC) ซึ่งปกติรัฐบาลทุกประเทศต่างให้ความร่วมมือ ยกเว้นอิสราเอลในรอบแรก ที่ไม่ได้ส่งรายงานเข้าร่วม

25 มกราคมที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดห้องเรียนสิทธิมนุษยชนออนไลน์ ในหัวข้อ “กระบวนการ UPR : ทบทวนบทเรียน ความท้าทาย และมองไปข้างหน้ากับกระบวนการ UPR ครั้งที่ 3 ของประเทศไทย” เปิดประเด็นสนทนาน่าฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน
เอกซเรย์สถานการณ์สิทธิ ตรวจร่างกายในโลกสากล
เริ่มต้นด้วยประเด็นที่ว่า UPR หรือกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่ว่านี้ คืออะไร แล้วประเทศไทยเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับกระบวนการนี้อย่างไร ?
อติกานต์ ดิลกวัฒนา นักการทูตชำนาญการ ที่ปรึกษากองการสังคม กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้คำตอบอย่างเห็นภาพว่า UPR ก็คล้ายๆ การไปตรวจร่างกายประจำปี แต่กระบวนการนี้ทำทุกสี่ปีด้วยความเป็นสากล จึงมีทั้งสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งรวมทั้งสิทธิตามกลุ่มสตรีเด็กและชาติพันธุ์ โดยมีประเทศสมาชิกสหประชาชาติเข้าร่วมทั้งหมด และเมื่อประเทศไทยส่งรายงานเข้าไป ทุกประเทศก็จะอ่านและให้คำเสนอแนะว่าสิทธิมนุษยชนไหนที่เราควรพัฒนา สิ่งไหนที่ยังหย่อนไปหรือแม้กระทั่งให้ความช่วยเหลือทางวิชาการด้วย
“กระบวนการทบทวนสิทธิมนุษยชนเหมือนเพื่อนเตือนเพื่อนมากกว่า อย่างประเทศไทยมีบทบาทที่ดีในการดูแลสิทธิผู้ต้องขัง เช่น Bangkok Rules เราก็สามารถให้คำแนะนำด้านนี้ได้ หลังจากนั้นก็จะกลับมาและทำรายงานตามที่ได้รับคำแนะนำ เป็นทั้งการตรวจสอบสภาพสิทธิมนุษยชน และเป็นการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ” อติกานต์อธิบาย
ด้าน ศิริอร อารมย์ดี นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ กรมคุ้มครองสิทธิ กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กล่าวในประเด็นของการทำงานทำร่วมกันระหว่างกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกับกรมองค์การระหว่างประเทศโดยอาศัยความแข็งแกร่งของทั้งส่วนหน่วยงาน ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิมีเครือข่ายและมีการลงพื้นที่เพื่อระดมความคิดเห็นเพื่อนำข้อมูลมาประกอบการทำรายงานยกร่าง UPR ในส่วนของกรมองค์การระหว่างประเทศจะเป็นหน่วยงานที่จะนำข้อมูลไปประกอบเพื่อให้ได้ร่าง UPR ขึ้นมาเสนอยูเอ็น
“การยกร่าง UPR นั้นอันดับแรก จะต้องมีคณะกรรมการที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะตามกลไก UPR และเป็นคณะกรรมการที่ดูแลการจัดทำรายงานด้วย ต่อมามีการลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมและนักวิชาการ แล้วนำข้อเสนอแนะให้กระทรวงการต่างประเทศเพื่อยกร่าง UPR ขึ้นมา หลังจากนั้นนำร่างนี้ลงไปพูดคุยในพื้นที่อีกครั้งเพื่อให้ดูว่าข้อเสนอแนะของทุกท่านได้อยู่ในรายงานครบถ้วนหรือไม่ หลังจากนั้นจะมีการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนโดยจะจัดเป็นเวทีระดับชาติขึ้นมา เพื่อช่วยกันดูความสมบูรณ์ของรายงาน แล้วจึงปรับปรุงร่างรายงานให้เป็นฉบับสมบูรณ์ แล้วนำเสนอ ครม. เมื่อ ครม.เห็นชอบจะให้กระทรวงการต่างประเทศนำเสนอยูเอ็นต่อไป” ศิริอรเล่ากระบวนการ
ก้าวหน้า หยุดนิ่ง ต้องผลักดัน 3 ฉบับจาก
‘รัฐ-ผู้เชี่ยวชาญ-ประชาสังคม’
สำหรับรายงาน UPR ที่จัดทำแต่ละครั้งนั้น ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน ระบุว่า จะมีด้วยกัน3 ฉบับ ฉบับที่ 1 จากภาครัฐ ฉบับที่ 2 จากผู้เชี่ยวชาญและฉบับที่ 3 จากภาคประชาสังคม โดยรายงานทั้ง 3 ชุดจะถูกรีวิวร่วมกันส่งเข้าไป OHCHR ซึ่งรวบรวมใส่ไปในเว็บไซต์ทุกประเทศที่เป็นสมาชิกของยูเอ็นจะได้อ่านรายงานทั้ง 3 ฉบับ ในกระบวนการเขียน UPR ในแต่ละประเด็นจะมีข้อเสนอแนะ 1-2 ข้อ
“ในการทำรายงานจะมีกรอบของ UN ได้กำหนดไว้แล้วว่าแบบไหน ซึ่งในการเขียน UPR จะต้องกระชับมากๆ และได้ใจความ และเมื่อได้ข้อเสนอแนะแต่ละประเด็นแล้วจะมีการจัดพบปะสถานทูตในประเทศไทยและฝากพิจารณาและนำเสนอกระทรวงการต่างประเทศนั้นๆ เพื่อที่จะนำไปรีวิวที่เจนีวา เพื่อที่จะให้ได้ข้อเสนอแนะแต่ละประเทศออกมา”
ในประเด็นการมีส่วนร่วมในภาคประชาสังคมนั้น พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ จาก Article 19 องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนนานาชาติ มองว่า เป็นกลไกลที่ ‘ใหม่มาก’ และมีการลงพื้นที่ของทุกภาคเพื่อให้ความรู้กับประชาชน มีการจัดการประชุมเพื่อที่จะดึงประเด็นต่างๆ ที่มีประเด็นหลากหลาย ซึ่งในเรื่องของสิทธิจะกว้างขวางและหลากหลาย และมีการจัดงานรีวิว เพื่อที่จะทำให้ประเด็นอยู่ในความสนใจของคนทั่วไป ซึ่งต้องการที่จะสื่อสารว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ได้เป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของทุกคน ส่วนการรับหรือไม่รับข้อเสนอแนะจะส่งต่อให้ภาครัฐตัดสินใจซึ่งภาคประชาสังคมจะทำหน้าที่แค่ดึงประเด็นและนำประเด็น เช่น ในปี พ.ศ.2559 มี 8 ประเทศที่เสนอให้รัฐไทยยกเลิก ม.112 หรืออย่างน้อยให้แก้ไขให้อยู่ในหลักสิทธิมนุษยชนหรือกฎหมายระหว่างประเทศ
“ที่ผ่านมาในเชิงนโยบายมีความคืบหน้าและมีแผนระดับชาติ ไทยมีการผ่านกฎหมายยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยในรัฐสภาซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอแนะ UPR ซึ่งหลายเรื่องถือว่ามีพัฒนาการแต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องผลักดันกันต่อไป เช่น มาตรา 112 มีข้อเสนอแนะมากมายจากหลายประเทศตั้งแต่ในรอบแรกและรอบที่สอง เรื่องเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ก็ยังไม่มีการตอบรับและต้องผลักดันต่อไป” พิมพ์สิริกล่าว
เสรีภาพการแสดงออกในไทยความท้าทายใน UPR ครั้งที่ 3
ปิดท้ายด้วยประเด็นของสถานการณ์การเมืองไทยกับเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งเป็นความท้าทายอย่างไม่ต้องสงสัย โดยผู้ร่วมสนทนาแต่ละท่าน วนกลับมา ‘คอมเมนต์’ กันอีกรอบ
อติกานต์ นักการทูตชำนาญการ กล่าวถึงการชุมนุมของประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปลายปี 2563 ว่าในบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับข้อร้องเรียนจากสหประชาชาติ และกระจายไปที่หน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องแล้วมีการจัดการประชุม สอบถามข้อเท็จจริง และเป็นกระบอกเสียงที่บอกว่ามาตรฐานพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี ตาม ICCPR อะไรบ้าง หลักการมาตรฐานคืออะไร และในทางกลับกันก็เป็นกระบอกเสียงเพื่อให้สหประชาชาติเข้าใจว่าตอนนี้สถานการณ์ภายในประเทศเป็นอย่างไร
ในขณะที่ ศิริอร นักวิชาการยุติธรรม ยืนยันว่ากรมคุ้มครองสิทธิ ไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหาทางการเมือง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหน่วยงานกันเองว่ามาตรฐานสากลเกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นในกรณีการชุมนุมควรจะเป็นไปในรูปแบบใดเพื่อให้การจัดการชุมนุมเป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องที่ควรจะมีในรายงานปีนี้น่าจะเป็นโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทางสิทธิทางเศรษฐกิจ และสิทธิทางการเมือง และความช่วยเหลือระหว่างประเทศ และกลไกความร่วมมืออื่นๆ สิทธิของสตรีเด็ก คนชรา คนพิการ
ด้าน ชลิดา ผอ.มูลนิธิศักยภาพชุมชน ย้อนกลับไปในการนำเสนอครั้งก่อน คือ รอบ 2 ของ UPR ในปี 2559 ประเด็นที่เป็นไฮไลต์คือการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย เพราะมีข้อเสนอแนะจากประเทศต่างๆ นับ 10 ข้อ สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศให้ความสนใจ มีการยกร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย รวมถึงนิยามใหม่ ให้ตรงตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งกำลังจัดทำใหม่เพื่อเสนอรัฐสภา กระบวนการ UPR จึงเปลี่ยนแปลงไปได้พอสมควร
ส่วน พิมพ์สิริ ย้ำว่า ในประเด็นที่ ‘แหลมคม’ ภาคประชาชนก็ต้องยืนยันว่ารัฐต้องไม่ควรเลือกประเด็นในการแก้ไข
“ถึงอย่างไร ต้องทำให้รัฐรู้สึกได้ว่า การเข้าไปเป็นภาคีของสิทธิพลเมือง คุณก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามกติกา และอีกหนึ่งประเด็นที่จะผลักดันในครั้งนี้คือประเด็น พ.ร.บ.การชุมนุม การควบคุมการชุมนุม
การใช้กำลังควบคุมฝูงชน
เพราะมีการละเมิดมาตรฐานระหว่างประเทศอยู่”

ทีมข่าวเฉพาะกิจ

