จับตาครบเทอม UPR ถึงเวลาตรวจสุขภาพสิทธิมนุษยชน

5.02.21 | 13:00 น.

เหลือเวลาอีกไม่ใกล้ไม่ไกล จากวันนี้ถึง 10 พฤศจิกายน 2564 สำหรับการครบรอบที่เวียนมาทุก 4 ปีครึ่งของการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ ตาม Universal Periodic Review (UPR) หรือกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเป็นกลไกภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council หรือ HRC) โดยกำหนดให้ สมาชิกสหประชาชาติทั้ง 193 ประเทศ จัดทำรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศ เพื่อเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีข้อยกเว้น โดยกลุ่มที่มีสิทธิส่งรายงาน ได้แก่ รัฐบาล, สหประชาชาติ รวมถึงสถาบันสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม

นับเป็นสิ่งใหม่ที่น่าสนใจยิ่งโดยเฉพาะสำหรับประเทศไทย เพราะเป็นการทำงานภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council หรือ HRC) ซึ่งปกติรัฐบาลทุกประเทศต่างให้ความร่วมมือ ยกเว้นอิสราเอลในรอบแรก ที่ไม่ได้ส่งรายงานเข้าร่วม

จากซ้าย สุธารี วรรณศิริ นักวิจัยด้านสิทธิมนุษยชน ผู้ดำเนินรายการ, อติกานต์ ดิลกวัฒนา นักการทูตชำนาญการ (ที่ปรึกษา) กองการสังคม กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ, ศิริอร     อารมย์ดี นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม, ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน และพิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ  Article 19 ในห้องเรียนสิทธิมนุษยชนออนไลน์  หัวข้อ “กระบวนการ UPR : ทบทวนบทเรียน ความท้าทาย และมองไปข้างหน้ากับกระบวนการ UPR ครั้งที่ 3 ของประเทศไทย” จัดโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

25 มกราคมที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดห้องเรียนสิทธิมนุษยชนออนไลน์ ในหัวข้อ “กระบวนการ UPR : ทบทวนบทเรียน ความท้าทาย และมองไปข้างหน้ากับกระบวนการ UPR ครั้งที่ 3 ของประเทศไทย” เปิดประเด็นสนทนาน่าฟังและทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน

เอกซเรย์สถานการณ์สิทธิ ตรวจร่างกายในโลกสากล

เริ่มต้นด้วยประเด็นที่ว่า UPR หรือกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่ว่านี้ คืออะไร แล้วประเทศไทยเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับกระบวนการนี้อย่างไร ?

Advertisement

อติกานต์ ดิลกวัฒนา นักการทูตชำนาญการ ที่ปรึกษากองการสังคม กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้คำตอบอย่างเห็นภาพว่า UPR ก็คล้ายๆ การไปตรวจร่างกายประจำปี แต่กระบวนการนี้ทำทุกสี่ปีด้วยความเป็นสากล จึงมีทั้งสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งรวมทั้งสิทธิตามกลุ่มสตรีเด็กและชาติพันธุ์ โดยมีประเทศสมาชิกสหประชาชาติเข้าร่วมทั้งหมด และเมื่อประเทศไทยส่งรายงานเข้าไป ทุกประเทศก็จะอ่านและให้คำเสนอแนะว่าสิทธิมนุษยชนไหนที่เราควรพัฒนา สิ่งไหนที่ยังหย่อนไปหรือแม้กระทั่งให้ความช่วยเหลือทางวิชาการด้วย

“กระบวนการทบทวนสิทธิมนุษยชนเหมือนเพื่อนเตือนเพื่อนมากกว่า อย่างประเทศไทยมีบทบาทที่ดีในการดูแลสิทธิผู้ต้องขัง เช่น Bangkok Rules เราก็สามารถให้คำแนะนำด้านนี้ได้ หลังจากนั้นก็จะกลับมาและทำรายงานตามที่ได้รับคำแนะนำ เป็นทั้งการตรวจสอบสภาพสิทธิมนุษยชน และเป็นการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ” อติกานต์อธิบาย

ด้าน ศิริอร อารมย์ดี นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ กรมคุ้มครองสิทธิ กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กล่าวในประเด็นของการทำงานทำร่วมกันระหว่างกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกับกรมองค์การระหว่างประเทศโดยอาศัยความแข็งแกร่งของทั้งส่วนหน่วยงาน ซึ่งกรมคุ้มครองสิทธิมีเครือข่ายและมีการลงพื้นที่เพื่อระดมความคิดเห็นเพื่อนำข้อมูลมาประกอบการทำรายงานยกร่าง UPR ในส่วนของกรมองค์การระหว่างประเทศจะเป็นหน่วยงานที่จะนำข้อมูลไปประกอบเพื่อให้ได้ร่าง UPR ขึ้นมาเสนอยูเอ็น

“การยกร่าง UPR นั้นอันดับแรก จะต้องมีคณะกรรมการที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะตามกลไก UPR และเป็นคณะกรรมการที่ดูแลการจัดทำรายงานด้วย ต่อมามีการลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมและนักวิชาการ แล้วนำข้อเสนอแนะให้กระทรวงการต่างประเทศเพื่อยกร่าง UPR ขึ้นมา หลังจากนั้นนำร่างนี้ลงไปพูดคุยในพื้นที่อีกครั้งเพื่อให้ดูว่าข้อเสนอแนะของทุกท่านได้อยู่ในรายงานครบถ้วนหรือไม่ หลังจากนั้นจะมีการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนโดยจะจัดเป็นเวทีระดับชาติขึ้นมา เพื่อช่วยกันดูความสมบูรณ์ของรายงาน แล้วจึงปรับปรุงร่างรายงานให้เป็นฉบับสมบูรณ์ แล้วนำเสนอ ครม. เมื่อ ครม.เห็นชอบจะให้กระทรวงการต่างประเทศนำเสนอยูเอ็นต่อไป” ศิริอรเล่ากระบวนการ

ก้าวหน้า หยุดนิ่ง ต้องผลักดัน 3 ฉบับจาก

‘รัฐ-ผู้เชี่ยวชาญ-ประชาสังคม’

สำหรับรายงาน UPR ที่จัดทำแต่ละครั้งนั้น ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน ระบุว่า จะมีด้วยกัน3 ฉบับ ฉบับที่ 1 จากภาครัฐ ฉบับที่ 2 จากผู้เชี่ยวชาญและฉบับที่ 3 จากภาคประชาสังคม โดยรายงานทั้ง 3 ชุดจะถูกรีวิวร่วมกันส่งเข้าไป OHCHR ซึ่งรวบรวมใส่ไปในเว็บไซต์ทุกประเทศที่เป็นสมาชิกของยูเอ็นจะได้อ่านรายงานทั้ง 3 ฉบับ ในกระบวนการเขียน UPR ในแต่ละประเด็นจะมีข้อเสนอแนะ 1-2 ข้อ

“ในการทำรายงานจะมีกรอบของ UN ได้กำหนดไว้แล้วว่าแบบไหน ซึ่งในการเขียน UPR จะต้องกระชับมากๆ และได้ใจความ และเมื่อได้ข้อเสนอแนะแต่ละประเด็นแล้วจะมีการจัดพบปะสถานทูตในประเทศไทยและฝากพิจารณาและนำเสนอกระทรวงการต่างประเทศนั้นๆ เพื่อที่จะนำไปรีวิวที่เจนีวา เพื่อที่จะให้ได้ข้อเสนอแนะแต่ละประเทศออกมา”

ในประเด็นการมีส่วนร่วมในภาคประชาสังคมนั้น พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ จาก Article 19 องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนนานาชาติ มองว่า เป็นกลไกลที่ ‘ใหม่มาก’ และมีการลงพื้นที่ของทุกภาคเพื่อให้ความรู้กับประชาชน มีการจัดการประชุมเพื่อที่จะดึงประเด็นต่างๆ ที่มีประเด็นหลากหลาย ซึ่งในเรื่องของสิทธิจะกว้างขวางและหลากหลาย และมีการจัดงานรีวิว เพื่อที่จะทำให้ประเด็นอยู่ในความสนใจของคนทั่วไป ซึ่งต้องการที่จะสื่อสารว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ได้เป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของทุกคน ส่วนการรับหรือไม่รับข้อเสนอแนะจะส่งต่อให้ภาครัฐตัดสินใจซึ่งภาคประชาสังคมจะทำหน้าที่แค่ดึงประเด็นและนำประเด็น เช่น ในปี พ.ศ.2559 มี 8 ประเทศที่เสนอให้รัฐไทยยกเลิก ม.112 หรืออย่างน้อยให้แก้ไขให้อยู่ในหลักสิทธิมนุษยชนหรือกฎหมายระหว่างประเทศ

“ที่ผ่านมาในเชิงนโยบายมีความคืบหน้าและมีแผนระดับชาติ ไทยมีการผ่านกฎหมายยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยในรัฐสภาซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอแนะ UPR ซึ่งหลายเรื่องถือว่ามีพัฒนาการแต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องผลักดันกันต่อไป เช่น มาตรา 112 มีข้อเสนอแนะมากมายจากหลายประเทศตั้งแต่ในรอบแรกและรอบที่สอง เรื่องเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ก็ยังไม่มีการตอบรับและต้องผลักดันต่อไป” พิมพ์สิริกล่าว

เสรีภาพการแสดงออกในไทยความท้าทายใน UPR ครั้งที่ 3

ปิดท้ายด้วยประเด็นของสถานการณ์การเมืองไทยกับเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งเป็นความท้าทายอย่างไม่ต้องสงสัย โดยผู้ร่วมสนทนาแต่ละท่าน วนกลับมา ‘คอมเมนต์’ กันอีกรอบ

อติกานต์ นักการทูตชำนาญการ กล่าวถึงการชุมนุมของประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปลายปี 2563 ว่าในบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับข้อร้องเรียนจากสหประชาชาติ และกระจายไปที่หน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องแล้วมีการจัดการประชุม สอบถามข้อเท็จจริง และเป็นกระบอกเสียงที่บอกว่ามาตรฐานพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี ตาม ICCPR อะไรบ้าง หลักการมาตรฐานคืออะไร และในทางกลับกันก็เป็นกระบอกเสียงเพื่อให้สหประชาชาติเข้าใจว่าตอนนี้สถานการณ์ภายในประเทศเป็นอย่างไร

ในขณะที่ ศิริอร นักวิชาการยุติธรรม ยืนยันว่ากรมคุ้มครองสิทธิ ไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหาทางการเมือง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหน่วยงานกันเองว่ามาตรฐานสากลเกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นในกรณีการชุมนุมควรจะเป็นไปในรูปแบบใดเพื่อให้การจัดการชุมนุมเป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องที่ควรจะมีในรายงานปีนี้น่าจะเป็นโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทางสิทธิทางเศรษฐกิจ และสิทธิทางการเมือง และความช่วยเหลือระหว่างประเทศ และกลไกความร่วมมืออื่นๆ สิทธิของสตรีเด็ก คนชรา คนพิการ

ด้าน ชลิดา ผอ.มูลนิธิศักยภาพชุมชน ย้อนกลับไปในการนำเสนอครั้งก่อน คือ รอบ 2 ของ UPR ในปี 2559 ประเด็นที่เป็นไฮไลต์คือการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย เพราะมีข้อเสนอแนะจากประเทศต่างๆ นับ 10 ข้อ สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศให้ความสนใจ มีการยกร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย รวมถึงนิยามใหม่ ให้ตรงตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ซึ่งกำลังจัดทำใหม่เพื่อเสนอรัฐสภา กระบวนการ UPR จึงเปลี่ยนแปลงไปได้พอสมควร

ส่วน พิมพ์สิริ ย้ำว่า ในประเด็นที่ ‘แหลมคม’ ภาคประชาชนก็ต้องยืนยันว่ารัฐต้องไม่ควรเลือกประเด็นในการแก้ไข

“ถึงอย่างไร ต้องทำให้รัฐรู้สึกได้ว่า การเข้าไปเป็นภาคีของสิทธิพลเมือง คุณก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามกติกา และอีกหนึ่งประเด็นที่จะผลักดันในครั้งนี้คือประเด็น พ.ร.บ.การชุมนุม การควบคุมการชุมนุม
การใช้กำลังควบคุมฝูงชน

เพราะมีการละเมิดมาตรฐานระหว่างประเทศอยู่”

ทีมข่าวเฉพาะกิจ