คอลัมน์ เล่าเรื่องหนัง : The Race for a Vaccine กว่าจะมาเป็นวัคซีนโควิด-19

7.02.21 | 16:20 น.

สถานการณ์โควิด-19 ดำเนินมาถึงหนึ่งปี เป็นหนึ่งปีที่โลกพูดถึงการล็อกดาวน์ ไปจนถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม และวันนี้ก็มาจนถึงวาระที่เราพูดถึง “วัคซีนต้านโควิด-19” ที่ขณะนี้ได้เริ่มทดลองฉีดในผู้คนนับล้านแล้ว

ความที่เคยเขียนถึงสารคดีในเน็ตฟลิกซ์เรื่องหนึ่ง ที่พูดถึงขวากหนามของการผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉิน และถูกมองว่าจะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จากโรคระบาดครั้งใหญ่นี้ และขณะนี้กระแสการพูดถึงวัคซีนโควิด-19 กำลังเป็นประเด็นสำคัญของโลก จึงขอนำซีรีส์สารคดีไขความกระจ่างเรื่องดัง “Explained” ที่ผลิตโดยสำนักข่าวออนไลน์ Vox ในชุด Coronavirus ซึ่งมีตอนหนึ่งที่เล่าถึงการเร่งวิจัยหาวัคซีนโควิด-19 ในชื่อตอนว่า “The Race for a Vaccine” มาเล่าให้เข้ากับสถานการณ์นี้อีกครั้งเพื่อเป็นข้อมูลความรู้

คุณค่าที่ซีรีส์สารคดีตอนนี้ พาเราไปดูเบื้องหลังวิธีการผลิควัคซีนโควิด-19 ที่มีทั้งขวากหนามและความท้าทายชุดความรู้ใหม่ของนักวิทยาศาสตร์และบริษัทผู้ผลิตยาทั่วโลก โดยโลกเริ่มทดลองวัคซีนต้านโควิด-19 เมื่อราวเดือนมีนาคม 2563 วันนี้ยังไม่ครบ 1 ปี แต่เราได้เห็นวัคซีนที่ผลิตออกมาจากทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ รัสเซีย จีน และอินเดีย เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นการคิดค้นฉบับเร่งรัดอย่างมาก เนื่องจากโดยทั่วไปวัคซีนหนึ่งตัวจะใช้เวลาประมาณหนึ่งทศวรรษในการเริ่มผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ

“The Race for a Vaccine” พาไปดูและอธิบายให้เราเห็นขั้นตอนการผลิตวัคซีนแบบทั่วไป ซึ่งใช้เวลานับปี เพราะตัววัคซีนจะต้องผ่านการทดลองฉีดกับคนเพื่อตรวจหาผลข้างเคียงอย่างน้อย 3 ขั้น ตั้งแต่ทดลองฉีดให้กับคนหลักร้อยจนถึงหลายพันคน เพื่อดูทั้งผลข้างเคียงและดูว่าได้ผลดีแค่ไหน

Advertisement

ทว่าโลกไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น ผลคือการทดสอบวัคซีนต้านโควิด-19 ที่มีในหลายประเทศจึงต้องเร่งเวลาให้เร็วขึ้น ซึ่งสารคดีได้พาผู้ชมไปดูอุปสรรคต่างๆ ของการพยายามคิดค้นวัคซีนต้านโควิด-19 ที่พบว่าในบรรดาวัคซีนทดลองกว่า 100 ตัวที่เร่งพัฒนากันทั่วโลกนั้น เกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศแถบอเมริกาเหนือและจีน โดยผู้พัฒนาส่วนใหญ่ได้รับทุนจากเอกชน ซึ่งในสารคดีเรื่องนี้ เล่าให้ฟังว่า การผลิตวัคซีนโควิด-19 นักวิทยาศาสตร์และผู้พัฒนาวัคซีนใช้วิธีทดลองแบบหลายขั้นตอนไปพร้อมกันเพื่อความรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมาจากที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์เคยทดลองวิจัยวัคซีนโคโรนาสายพันธุ์ของโรคซาร์สกับโรคเมอร์สที่เคยระบาดเมื่อหลายปีก่อน ทำให้สามารถนำการทดลองวัคซีนป้องกันโรคสองชนิดดังกล่าว มาต่อยอดเข้าสู่กระบวนการวิจัยทางคลินิกของโควิด-19 ได้เร็วขึ้น แปลว่าไม่ต้องเริ่มต้นกันใหม่ทั้งหมด

หนึ่งในประเด็นน่าสนใจที่สารคดี “The Race for a Vaccine” พูดไว้เมื่อหลายเดือนก่อนราวกับทำนายไว้ล่วงหน้าผ่านมุมมองจากนักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องวัคซีน นั่นคือ แม้ต่อไปวัคซีนต้านโควิด-19 จะได้รับใบอนุญาตให้ผลิตออกมาแล้ว แต่โดยทั่วไปวัคซีนก็ยังถูกตรวจสอบจับตาอยู่เสมอ ในฐานะที่ต้องรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ว่ากันตามจริงการผลิตวัคซีนจึงไม่สามารถใช้ทางลัดใดๆ ได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยา และหากผ่านด่านผลิตวัคซีนนี้ไปได้ ยังมีอุปสรรคการแจกจ่ายวัคซีนไปให้ถึงมือคนทั่วโลก ที่ยังอาจเจอสถานการณ์ “ชาตินิยมจากวัคซีน” ที่ประเทศที่ผลิตวัคซีนได้จะต้องใช้วัคซีนกับคนในประเทศตัวเองก่อน ยังไม่นับรวมถึงประเด็นราคา ที่จะเข้ามากำหนดจังหวะว่าประเทศไหนจะได้วัคซีนเร็วช้า

ปิดท้ายถึงเกร็ดน่าสนใจอ้างอิงข้อมูลจาก www.drkrok.com ที่เล่าถึงประวัติของวัคซีน ซึ่งพัฒนามาจากแนวคิดการนำเชื้อโรคมาป้องกันโรค โดยผู้ที่เป็นบิดาของวัคซีนคือ เอ็ดเวิร์ด แอนโทนี่ เจนเนอร์ แพทย์ที่ทำงานในชนบทประเทศอังกฤษ เขาพบว่าผู้ป่วยของเขาส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ทำงานในฟาร์มเลี้ยงวัว ในปี 1788 มีการระบาดของโรคฝีดาษ ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งคุณหมอเจนเนอร์ สังเกตว่าผู้ที่ทำงานเลี้ยงวัวเป็นโรคฝีดาษที่ติดจากวัว แต่มีความรุนแรงน้อยกว่าฝีดาษที่ติดจากคนมาก ทั้งยังสังเกตว่าผู้ที่ติดฝีดาษจากวัวจะไม่เป็นฝีดาษที่ติดจากคนอีกเลย เขาจึงสรุปว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคฝีดาษจากวัวจะมีภูมิคุ้มกันโรคฝีดาษจากคน จึงได้ทำการทดลองนำหนองจากฝีดาษจากวัวไปฉีดในแผลของเด็กที่เป็นฝีดาษ ซึ่งเด็กเป็นไข้ต่ำๆ แล้วก็หายไป หลังจากนั้นทดลองอีกครั้งโดยใช้ฝีดาษจริงจากคนปรากฏว่าเด็กคนนั้นไม่ติดฝีดาษแต่อย่างใด แปลว่าสมมุติฐานของเขาถูกต้อง เขาเรียกชื่อขบวนการนี้ว่า Vaccination

การทดลองของคุณหมอเจนเนอร์ อธิบายได้ว่าเมื่อร่างกายของคนที่ได้รับฝีดาษจากวัวที่ติดในคนได้แต่ไม่รุนแรงเท่าฝีดาษที่ติดจากคนสู่คนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายพร้อมที่จะต่อสู้และทำลายเชื้อโรคนั้นหรือเชื้อโรคที่ใกล้เคียงกันได้

เล่าถึงประวัติของวัคซีนกันแล้ว ทีนี้เรามาดูกันว่าแล้วบรรดาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคระบาดได้นั้นมีมากน้อยแค่ไหนบนโลกใบนี้ คำตอบจากในสารคดี The Race for a Vaccine ให้ข้อมูลว่า โลกใบนี้มีไวรัสประมาณ 1.3-1.6 ล้านชนิด ที่เรายังไม่รู้จัก และปรากฏว่านักวิทยาศาสตร์รู้จักไวรัสเหล่านี้อยู่ที่ราว 3,000 ชนิดเท่านั้น

หมายความว่ายังมีไวรัสอีกมากมายหลายสายพันธุ์ที่มนุษย์ไม่รู้จัก ซึ่งโควิด-19 คือกรณีศึกษาสำคัญของโลกว่าการเกิดโรคระบาดนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายดายมาก ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปในอีกกี่สิบกี่ร้อยปีข้างหน้าก็ตาม

ภาพประกอบ Youtube Video / Netflix