ปิยนุช โคตรสาร ผอ.แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย มอง”เสรีภาพ”ใน”พ.ร.บ.คอมพ์”

“พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์” เป็นหนึ่งใน “ชุดกฎหมายความมั่นคงดิจิตอล”

นับเป็นกฎหมายอีกฉบับที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง อันเป็นกฎหมายที่พัฒนาตามเทคโนโลยีและสภาพสังคม

ทว่ายังมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื้อหาตีความได้กว้าง อันนำไปสู่ความสับสนในการบังคับใช้ โดยเฉพาะถูกนำมาใช้กับความผิดด้านความมั่นคงมากกว่าความผิดเกี่ยวกับการเจาะระบบ

อีกทั้งถูกใช้ดำเนินคดีหมิ่นประมาทออนไลน์จำนวนมาก จนกระทบต่อเสรีภาพการแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ ทั้งที่มีกฎหมายหมิ่นประมาทเดิมที่บังคับใช้อยู่แล้ว

หลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างแก้ไขกฎหมายชุดนี้เมื่อต้นปีที่แล้ว ได้มีองค์กรภาคประชาชนเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ชะลอการพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.คอมพ์ ด้วยความเป็นห่วงว่ากฎหมายฉบับนี้จะกระทบสิทธิเสรีภาพและความเป็นส่วนตัวทางออนไลน์ของประชาชน

กระทั่งร่างแก้ไขล่าสุดผ่านมติเห็นชอบจาก ครม.ส่งต่อให้ สนช.พิจารณาประกาศใช้เป็นกฎหมาย โดยมีมติเอกฉันท์รับหลักการ และส่งต่อให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ก็มีการเรียกร้องให้ชะลอการพิจารณาอีกครั้ง ด้วยร่างแก้ไขนั้นยังไม่รัดกุมเพียงพอ นำมาสู่การเปิดรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อปรับปรุงกฎหมาย

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับ เครือข่ายพลเมืองเน็ต และไพรเวซี อินเตอร์เนชั่นแนล

ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ร่วมให้ความเห็นต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง โดยเห็นว่าการแก้กฎหมายจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หากเป็นไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ที่ไทยให้สัตยาบันไว้เมื่อปี 2539

โดยเฉพาะในข้อ 17 เรื่องการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัว และ ข้อ 19 เรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก

แม้จะมีการนำความเห็นไปปรับปรุงร่างบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีข้อน่ากังวลที่ยังกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอยู่

กระบวนการแก้ร่างถึงขั้นตอนไหนแล้ว?

ทาง สนช.มีการปรับแก้ร่างอยู่เป็นระยะๆ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. เพิ่งได้รับร่างล่าสุดมา แต่จะพูดถึงร่างที่ได้รับเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นหลักส่วนกระบวนการเสวนารับฟังความเห็นก็เป็นส่วนสำคัญที่จะรับฟังภาคส่วนต่างๆ เราจะดูว่าความคิดเห็นของเราจะนำไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่างหรือเปล่า

ทำไมแอมเนสตี้ให้ความสนใจประเด็นนี้?

เราทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพการแสดงออกเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม เรียกร้อง และการแสดงความคิดเห็น ถ้าเราโดนจำกัดสิทธินี้เราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ต่อไปได้อย่างไร และสิทธิความเป็นส่วนตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ พื้นที่ส่วนตัวแม้จะอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตแต่ข้อมูลส่วนตัวเราควรได้รับความเคารพ ไม่ให้มีการเข้าถึงง่ายเกินไป

เป็นเรื่องสำคัญมากโดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่มีคนที่เห็นแตกต่าง มีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์หลายอย่าง ถ้า พ.ร.บ.นี้ไม่มีความชัดเจน จะกระทบต่อสิทธิมนุษยชน มีความเสี่ยงต่อประชาชนในวงกว้างและประชาชนจะอยู่ในความหวาดกลัว

การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ที่ผ่านมา?

เราทำเป็นระดับโดยมีเครือข่าย เช่น เครือข่ายพลเมืองเน็ต ไพรเวซี อินเตอร์เนชั่นแนล ใน change.org ก็มีการลงรายชื่อไปกว่า 4 หมื่นรายชื่อ ยื่นหนังสือให้รองประธาน สนช. ขอเข้าไปแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมกรรมาธิการร่าง และขอเข้าพบเป็นการส่วนตัวกับสมาชิกคณะกรรมาธิการร่างเท่าที่จะทำได้ ทาง สนช.ก็ให้ความร่วมมือด้วยดี ไม่ใช่เป็นไปในเชิงต่อสู้แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นับเป็นก้าวที่ดีของรัฐบาลในการเปิดรับฟัง

เราทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพการแสดงออกเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม เรียกร้อง และการแสดงความคิดเห็น ถ้าเราโดนจำกัดสิทธินี้เราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ต่อไปได้อย่างไร และสิทธิความเป็นส่วนตัวก็เป็นเรื่องสำคัญ พื้นที่ส่วนตัวแม้จะอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตแต่ข้อมูลส่วนตัวเราควรได้รับความเคารพ ไม่ให้มีการเข้าถึงง่ายเกินไป

 

มาตราที่มองว่ามีปัญหา ล่าสุดมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

มีการรับฟังค่ะ คือปรับมาตรา 14 (1) แต่เดิมจะมีช่องว่างของกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดในการปลอมแปลงเอกสาร ยังไม่ครอบคลุมถึงการปลอมแปลงทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรานี้มีเจตนาในการเอาผิดคนทำเว็บไซต์หลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สินหรือข้อมูลส่วนบุคคลจากเหยื่อซึ่งเรียกว่าฟิชชิ่ง ซึ่งเราก็ชื่นชมที่คณะกรรมการมีการพิจารณาแก้ไขว่า มาตรา14 (1) คือการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จโดยทุจริต หลอกลวง เพื่อให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ซึ่งไม่สามารถตีความรวมไปถึงความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ เขาแก้ไขและปรับเอาสาระสำคัญตรงนี้เพื่อไม่ให้เกิดการซับซ้อน และลดจำนวนคดีที่เข้าสู่ศาลได้ เราก็ชื่นชม

มาตราที่ยังมีความเป็นห่วงอยู่?

มีส่วนอื่นที่เรายังเป็นห่วงอยู่ เช่น มาตรา 14 (2) สามารถถูกตีความให้ครอบคลุมความผิดฐานหมิ่นประมาทได้อยู่ คำนิยามยังกว้างอยู่มาก เช่น การระบุถึงความผิดในการเอาข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยทางสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การบริการทางสาธารณะ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ

เราห่วงว่าคำนิยามนี้กว้างและคลุมเครือ นำไปสู่การลงโทษทางอาญาต่อคนที่แสดงความเห็นบนอินเตอร์เน็ต รัฐอาจจะมีสิทธิในการจำกัดเสรีภาพการแสดงออกได้ แต่ต้องเป็นไปตามจุดประสงค์อันชอบธรรม มีความจำเป็นที่เหมาะสม และประชาชนต้องรู้ว่าแค่ไหนอย่างไรที่เขาทำได้

อย่างไรก็ต้องมีความเสี่ยงต่อคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตและกระทบต่อสิทธิของประชาชนน้อยที่สุด และเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะจุดยืนของแอมเนสตี้คือขอให้ พ.ร.บ.นี้เป็นไปตามกฎหมายและกติการะหว่างประเทศ คือ กฎหมายและกติกาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองซึ่งรัฐบาลไทยให้สัตยาบันไว้

มองว่าการแก้ร่าง พ.ร.บ.นี้ยังรัดกุมไม่พอ?

ใช่ค่ะ ยังไม่ครอบคลุม แล้วยังมีมาตรา 18, 19 และ 20 เกี่ยวข้องถึงอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่และศาล ถ้าเทียบกับ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 เรื่องการอนุมัติให้ยื่นขอคำร้องเพื่อขอหลักฐาน ต้องขออนุมัติอำนาจจากอธิบดี ผู้บังคับการและศาล ตามลำดับ แต่ พ.ร.บ.คอมพ์ พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องขออนุมัติใดๆ เพราะมาตรา 19 ให้พนักงานยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง

อีกเรื่องคือเงื่อนไขในการพิจารณาเพื่ออนุญาต พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า ต้องมีเหตุอันควรเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านั้น มีเงื่อนไขมากมายกว่าจะเข้าถึงข้อมูล แต่ พ.ร.บ.คอมพ์ไม่ได้ระบุชัดเจน แค่กำหนดเงื่อนไขการทำสำเนาข้อมูลเท่านั้นเอง

เราห่วงว่าคำนิยามนี้กว้างและคลุมเครือ นำไปสู่การลงโทษทางอาญาต่อคนที่แสดงความเห็นบนอินเตอร์เน็ต รัฐอาจจะมีสิทธิในการจำกัดเสรีภาพการแสดงออกได้ แต่ต้องเป็นไปตามจุดประสงค์อันชอบธรรม มีความจำเป็นที่เหมาะสม และประชาชนต้องรู้ว่าแค่ไหนอย่างไรที่เขาทำได้

 

มองจุดประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้อย่างไร

เราเข้าใจเจตนาเรื่องการปกป้องทรัพย์สินก็มีความสำคัญ แต่เรื่องที่เราคิดว่าทางรัฐให้ความสำคัญคือเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ เราเข้าใจสถานการณ์ ความปลอดภัยของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ข้อบังคับต่างๆ ยังมีข้อจำกัดและผลกระทบต่อเสรีภาพของคนในการใช้อินเตอร์เน็ต กระทบเรื่องการแสดงออกหรือความเป็นส่วนตัวสูงมาก มีมาตรา 14 (1) เท่านั้นที่พูดเรื่องทรัพย์สิน ส่วนอื่นยังค่อนข้างกว้าง ไม่ครอบคลุม และให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินไป

มอง พ.ร.บ.คอมพ์เทียบกับกฎหมายในต่างประเทศ?

แต่ละประเทศจะมีกฎหมายต่างกัน แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วกฎหมายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามกติกาสากล และจะเคารพในสิทธิของประชาชนและข้อมูลส่วนตัว แต่ถ้าเทียบกับประเทศในอาเซียน การสำรวจเสรีภาพออนไลน์ของฟรีดอม เฮาส์ปี 2558 ถ้าไม่รวมลาวและบรูไน ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 6 ถูกประเมินว่าไม่มีเสรีภาพ อันดับ 1 คือฟิลิปปินส์ มีเสรีภาพมากสุด ส่วนเราอยู่อันดับเดียวกับเมียนมา ตามมาด้วยเวียดนาม ไทยตามหลังกระทั่งกัมพูชา เฉพาะในอาเซียนเราอยู่อันดับท้ายๆ

กฎหมายนี้จะกระทบการทำงานของสื่อไหม?

เรามองสื่อหรือผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทุกคนควรได้รับการเคารพในเสรีภาพทางการแสดงออก แน่นอนคุณไม่ควรไปละเมิดผู้อื่น แต่ตอนนี้คำนิยามของการละเมิดผู้อื่นกว้างมาก สื่อควรได้รับการคุ้มครองด้วยเช่นกันและไม่ควรโดนจับกุมหรือโดนคดีอาญา สื่อเป็นกระบอกเสียงสำคัญ ถ้าสื่อไม่กล้านำเสนอมีความหวาดกลัวในกฎหมายต่างๆ ประชาชนก็เข้าถึงข้อมูลไม่ได้ เรามองว่าการมีกฎหมายเกิดขึ้นเพื่อคุ้มครองประชาชน และคุ้มครองความปลอดภัยของคน แต่ทุกคนต้องอุ่นใจในการใช้ด้วย

 

ถ้าไม่รวมลาวและบรูไน ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 6 ถูกประเมินว่าไม่มีเสรีภาพ อันดับ 1 คือฟิลิปปินส์ มีเสรีภาพมากสุด ส่วนเราอยู่อันดับเดียวกับเมียนมา ตามมาด้วยเวียดนาม ไทยตามหลังกระทั่งกัมพูชา เฉพาะในอาเซียนเราอยู่อันดับท้ายๆ

 

ควรมีกฎหมายอื่นควบคุมสื่อนอกจากกฎหมายหมิ่นประมาทไหม?

ทางแอมเนสตี้สนับสนุนเสรีภาพของสื่อ ควรจะมีกฎหมายที่คุ้มครองความปลอดภัยและเสรีภาพของสื่อ เรามองเรื่องเสรีภาพมากกว่าการควบคุม ตอนนี้มีกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่แล้ว ควรมีการคุ้มครองสื่อให้ได้ใช้เสรีภาพ จะได้ไม่ต้องหวาดกลัวในการนำเสนอข่าว ตอนนี้โลกอินเตอร์เน็ตกว้างมาก แต่ทุกคนต้องรู้ว่าอันไหนคือเส้นที่จะปกป้องคุ้มครองเขาได้ จะได้ไม่หวาดกลัวในการใช้

กรณีจากการใช้กฎหมายที่น่ากังวลที่ผ่านมา?

ถ้าประชาชนจะแชร์แสดงความเห็น วิพากษ์เกี่ยวกับการทำงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุทยานราชภักดิ์ เรื่องประชามติ ไม่ว่าคุณจะเลือกสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนอะไรก็ตาม คุณควรมีสิทธิที่จะแสดงออก แต่ที่ผ่านมาคนที่วิพากษ์รัฐบาลจะโดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษ บางคนก็โดนตั้งข้อหา ด้วยความที่นิยามต่างๆ กว้างมาก “ความมั่นคงของประเทศ” เราไม่รู้ว่าอะไรเป็นมาตรฐาน ทำแค่ไหนจะเป็นความมั่นคง การแชร์ทางออนไลน์จะกระทบหรือไม่

สมมุติเทียบกับการโพสต์ว่าอีกครึ่งชั่วโมงจะมีการระเบิดสนามบินกับการวิพากษ์ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล อาจโดนตั้งข้อหาว่าก่อความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศเหมือนกัน คิดว่าควรมีนิยามลงรายละเอียดชัดเจนว่าอะไรบ้างที่หมายถึงความมั่นคง อะไรบ้างที่หมายถึงบริการสาธารณะ

กับคำพูดที่ว่า “ไม่ได้ทำอะไรผิดทำไมต้องกลัว”

เราไม่รู้ว่าแค่ไหนผิดแค่ไหนไม่ผิด ถ้าเราไม่ได้ทำผิดเราไม่ควรจะกลัว แต่เราก็ไม่ควรหวาดระแวงว่าโพสต์ไปแล้วจะโดนหรือไม่ เราควรมีสิทธิในการแสดงออกและรู้ว่าอันนี้คือความผิด อันนี้ไม่ใช่ แต่นี่กว้างจนเราไม่รู้ว่าอันไหนคือเส้น นี่คือคำถามของเรา

 

ถ้าประชาชนจะแชร์แสดงความเห็น วิพากษ์เกี่ยวกับการทำงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุทยานราชภักดิ์ เรื่องประชามติ ไม่ว่าคุณจะเลือกสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนอะไรก็ตาม คุณควรมีสิทธิที่จะแสดงออก แต่ที่ผ่านมาคนที่วิพากษ์รัฐบาลจะโดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษ บางคนก็โดนตั้งข้อหา ด้วยความที่นิยามต่างๆ กว้างมาก “ความมั่นคงของประเทศ”…

 

พ.ร.บ.นี้ประชาชนหรือรัฐได้ประโยชน์มากกว่ากัน?

น่าจะเป็นทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องของทรัพย์สินและความปลอดภัย ค่อนข้างสำคัญต่อประชาชน ความมั่นคงก็เป็นส่วนสำคัญต่อทั้งรัฐและความเป็นอยู่ของคนในประเทศ แต่ต้องอยู่ในระดับที่เอาไปใช้แล้วเกิดประโยชน์จริงๆ ต่อสาธารณะและไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน แน่นอนรัฐจำเป็นต้องใช้เพื่อความปลอดภัยแต่ต้องไม่จำกัดสิทธิของประชาชน

แอมเนสตี้ยืนยันว่าไม่ได้ต่อต้าน

ไม่ได้ต่อต้านค่ะ แต่ขอให้ พ.ร.บ.นี้เป็นไปตามมาตรฐานสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยให้คำสัญญาไว้ และผลกระทบสูงสุดคือประโยชน์ของประชาชนที่สามารถใช้เสรีภาพในการแสดงออกและได้รับการเคารพความเป็นส่วนตัว

ตอนนี้จะรอดูว่าความเห็นที่เราแสดงออกไปจะได้รับการพิจารณาแค่ไหน อยากขอเชิญชวนให้คนทั่วไปเฝ้าดูพัฒนาการของร่างนี้ด้วย
เพราะไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อทุกคน

 

 

DSCF4729c

ไม่เลือกขั้วทางการเมือง
อยู่ข้างสิทธิมนุษยชน

ปิยนุช โคตรสาร เริ่มเข้ามาเกี่ยวพันกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ด้วยการเป็นสมาชิกเมื่อ 15 ปีก่อน ขณะที่ยังเรียนอยู่ จนเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการอย่างเป็นทางการเมื่อ 2 เดือนก่อน

เธอย่อมเข้าใจถึงคำถามที่ผู้คนในสังคมมีต่อแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จากการออกมารณรงค์เรียกร้องประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเรื่อยมา ซึ่งแน่นอนว่าต้องเกี่ยวพันกับประเด็นสังคมและการเมือง

“เราพยายามให้สังคมได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้ถือข้างทางการเมืองข้างใดข้างหนึ่ง เราไม่ได้สนับสนุนว่าระบบการเมืองการปกครองแบบนี้ถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี เรายืนอยู่บนมาตรฐานสิทธิมนุษยชน”

เธอกล่าวก่อนอธิบายต่อว่า ภาพที่ออกไปอาจถูกมองว่าเป็นผู้วิพากษ์รัฐ แต่ทั้งหมดเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งรัฐบาลให้สัตยาบันไว้กับสังคมโลก ถ้ามองในอีกทางคือไม่ได้ต่อต้านรัฐ แต่สนับสนุนให้รัฐทำตามที่ให้พันธสัญญาเอาไว้

ปิยนุชเล่าว่า แหล่งทุนที่ขับเคลื่อนการทำงานมาจากการบริจาคและระบบสมาชิก แทบจะรับเงินน้อยมาก หากรับจากรัฐบาลของประเทศใดมักจะเป็นเงินที่นำมาทำงานสิทธิมนุษยชนศึกษาซึ่งมีจำนวนน้อยมาก

“เราไม่มีนโยบายรับเงินจากภาครัฐหรือบริษัทใหญ่ๆ เพราะต้องตรวจสอบว่ามีประวัติการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ซึ่งก็น้อยมากที่เราจะรับได้” ปิยนุชเล่าพร้อมรอยยิ้ม

แอมเนสตี้เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนโดยสมาชิกและนักกิจกรรมทั่วโลกประมาณ 7 ล้านคน จึงเหมือนเป็นการเคลื่อนไหวทั่วโลก ประเด็นไหนที่สมาชิกมองว่าน่าเป็นห่วงก็จะแสดงความห่วงใย เช่น นักศึกษาที่ฮ่องกงแสดงความห่วงใยต่อไทย หรือทางไทยอาจแสดงความห่วงใยสิ่งที่เกิดขึ้นในซีเรีย

“เรื่องสิทธิเป็นเรื่องสากล ไม่แบ่งแยกประเทศ ไม่แบ่งแยกด้วยการปกครอง แต่เป็นเรื่องสากลและมีผลกระทบต่อทุกคน เพียงแต่ว่าภาพข่าวในความเข้าใจของคน หรือสังคมที่แบ่งขั้วสุดขั้วอาจมีพอใจและไม่พอใจ ซึ่งเราก็ยินดีรับฟังความคิดเห็นต่างๆ แต่จุดยืนของเราก็คือไม่มีการเลือกข้างทางการเมือง เราอยู่ในข้างของสิทธิมนุษยชน” ปิยนุชกล่าว

บทความก่อนหน้านี้พลังงานศึกษารถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าส่งเสริมเที่ยวทั่วไทย
บทความถัดไปลำปางสะพานขาด 2 แห่ง หลังน้ำป่าทะลักลงแม่น้ำ เฝ้าระวังระลอกใหม่ตลอด 24 ชม.