‘เปลี่ยน (ไม่) ผ่าน’ สู่ประชาธิปไตย? รัฐประหารเมียนมา 2021 เมื่อกองทัพถอยไม่ได้แล้ว

12.02.21 | 13:00 น.

ยังอยู่ในความสนใจของคนไทยอย่างกว้างขวาง สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา หลังเกิดเหตุรัฐประหาร นำมาซึ่งคำถามสำคัญมากมาย หนึ่งในนั้นคือประเด็นการ ‘เปลี่ยนผ่าน’ สู่ประชาธิปไตยว่าสุดท้ายเหตุการณ์นี้ชี้ทางไปสู่จุดจบหรือไม่?

‘รัฐประหารเมียนมา : กองทัพ การเลือกตั้ง และจุดจบของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย?’ คือหัวข้อเสวนาซึ่งจัดขึ้น ด้วยความร่วมมือของ สำนักพิมพ์มติชน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์วิจัยดิเรก ชัยนาม เมื่อช่วงบ่ายของวันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ เจ้าของผลงาน When We Vote : พลวัตการเลือกตั้งและประชาธิปไตยในอาเซียน

นอกเหนือจากผู้เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นภายในห้องเสน่ห์ จามริก คณะรัฐศาสตร์ รั้วแม่โดม สำนักท่าพระจันทร์ หากแต่ผู้รับชมสดๆ ผ่านไลฟ์ในเพจ ‘มติชนออนไลน์’ ยังล้นหลาม

จากเอกราช 1948 ถึงรัฐประหาร 2021

Advertisement

พลังนักศึกษา พระ ประชาชน

เริ่มต้นที่ ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งเพนต์เล็บเป็นอักษรพม่ามาขึ้นเวทีบอกเล่าถึงที่มาที่ไปและวัฒนธรรมการประท้วงของชาวพม่า ว่ามีพัฒนาการอย่างไรในฐานะ ‘นักประวัติศาสตร์’ เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดในพม่า แต่อันดับแรก มาสำรวจบรรยากาศในไทยกันก่อน

“สังคมไทยตื่นเต้นกับเหตุการณ์ในพม่า มีหลากหลายความรู้สึกทั้งสงสาร เห็นใจ ว่าผ่านไปไม่กี่ปี การถ่ายโอนอำนาจจากทหารมาเป็นพลเรือนในช่วงสั้นๆ เท่านั้น นับจาก ค.ศ.1948 ซึ่งเป็นปีที่พม่าได้รับเอกราช จนถึงปี 2021 ช่วงเวลา 70-80 ปี อาจดูไม่ยาวนาน แต่สำหรับพม่าซึ่งอยู่ในระบอบใดระบอบหนึ่งมาอย่างยาวนาน พัฒนาการจึงไม่มีการก้าวกระโดด”

อีกหนึ่งประเด็นน่าสนใจ คือ ‘เฟคนิวส์’ แม้ในฟากฝั่งประชาธิปไตย ดังเช่นที่คนไทยชอบพูดกันว่า คนพม่า ชูสโลแกน #ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างไทย เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีจริง

จากนั้น เข้าสู่โหมดประวัติศาสตร์ ผศ.ดร.ลลิตา เล่าย้อนว่า ในยุคอาณานิคม อังกฤษปกครองพม่าอย่างค่อนข้างแบ่งแยกกันเด็ดขาดโดยเฉพาะในเขตที่แตกต่าง ห่างไกล วิธีการคือปล่อยให้ปกครองกันเอง เช่น รัฐฉาน ยังมีเจ้าฟ้า ดังนั้น เมื่อพม่ากำลังจะได้รับเอกราช จึงมีคำถามว่า แล้วใครจะเป็นผู้นำ ชนกลุ่มน้อยมองว่าการอยู่ใต้การปกครองของพม่ามีปัญหาเยอะ ส่วนข้อตกลง ‘ปางโหลง’ หรือปางหลวง ‘สัญญาใจ’ ที่เคยคิดกันว่าดี แต่จริงๆ แล้วมีข้อจำกัดเยอะเพราะไม่ได้รวมทุกชาติพันธุ์

“กองทัพพม่ามีปรัชญาชัดเจนทุกยุคว่าจะไม่ยอมให้ชนกลุ่มน้อยแยกตัวเป็นอิสระได้ ความเป็นเอกภาพจะสุ่มเสี่ยงแตกสลาย” อาจารย์ลลิตาอธิบาย ก่อนเลคเชอร์ต่อไปในหลากหลายประเด็น อาทิ ประวัติศาสตร์การเมืองในยุค นายพลเนวิน ผู้ซึ่งได้นำกำลังทหารพม่ากระทำการรัฐประหารยึดอำนาจของรัฐบาล อู นุ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งใน ค.ศ.1962 อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์คนเฒ่าคนแก่ในพม่าตอนทำงานวิจัย พบว่าในช่วง 2 ปีแรก คนพม่าเห็นว่า ‘ไม่แย่’ เพราะเนวินเป็นคนทันสมัย เปิดรับอะไรๆ ที่เป็น ‘ตะวันตก’

สิ่งที่น่าพิจารณาคือ กองทัพพม่ามีลักษณะรวมศูนย์อย่างมาก ผู้บังคับบัญชาต่าง ‘อยู่ยาว’ ในตำแหน่งของตัวเอง ดังนั้น จากรุ่นสู่รุ่น จึงมีนายทหารที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลแบบ ‘นับตัวได้’ เพราะมีเพียงไม่กี่คน อาทิ เนวิน, ตาน ฉ่วย จนถึง มิน อ่อง ลาย ซึ่งก็ได้แนวคิดมาจากคนเดิมๆ ซึ่งแทบไม่ต่างกัน

สำหรับ ‘พลังนักศึกษา’ และประชาชนชาวพม่าปรากฏขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเมื่อครั้งรัฐประหารปี 1962 และ 1974 ในวิกฤตการณ์แย่งศพ ‘อู ถั่น’ เลขาธิการสหประชาชาติชาวเอเชียคนแรก กระทั่งการต่อสู้ครั้งสำคัญใน ค.ศ.1988 ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี ปะทุกลางปี ต่อเนื่องท้ายปี โดยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นักศึกษาพม่าถูกสังหารกลางวันแสกๆ โดยมักเรียกเหตุการณ์นี้ว่า ‘8 8 88’ ตามวันเดือนปีดังกล่าว โดยจุดเกิดเหตุอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยย่างกุ้งอันเป็นพื้นที่รวมตัวของนักศึกษาเพื่อต่อต้านทหารหลายครั้ง ผลกระทบคือ เนวิน ลาออกจากทุกตำแหน่งทั้งในกองทัพและรัฐบาล ต่อมาในปี 2007 การการลุกฮือของอีกครั้ง คือ ‘การปฏิวัติชายจีวร’ แต่สเกลไม่ได้ใหญ่มาก เพราะผู้นำหลักคือ ‘พระสงฆ์’

ตัดฉากมาที่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดของเมียนมา ซึ่งพรรคเอ็นแอลดีแลนด์สไลด์กว่าเดิม แม้ถูกชาวโลกตั้งคำถามหนักหน่วงในประเด็น ‘โรฮีนจา’

“ผู้ที่ไม่เข้าใจคนพม่าทายผิดหมด เนื่องจากประเด็นโรฮีนจาไม่มีผลต่อวิธีคิดของคนพม่าเลย”

ครั้นเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ออง ซาน ซูจีก็กลับมาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้อีกครั้ง ส่วนประเด็นรัฐประหาร ถือว่าหักปากกาเซียน เนื่องจากมักกล่าวกันว่า ไม่มีรัฐประหารแน่นอน เนื่องจากกองทัพมีโควต้าถึง 25% อยู่แล้ว

“เราต้องแยกให้ออกระหว่างซูจีคนเดิมที่มีเรื่องให้คนด่าเยอะมาก กับซูจีตอนนี้ที่เป็นเหยื่อในการปฏิวัติ ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร เด็กที่ไม่ได้อินซูจีขนาดนั้นก็ยังออกมา การประท้วงครั้งนี้ คนไทยสนใจเป็นพิเศษ มีคนบอกว่า พม่ารัฐประหารอีกแล้วหรือ แต่จริงๆ แล้ว พม่าไม่ได้รัฐประหารบ่อย คนมองว่าต้องมีการฉีกรัฐธรรมนูญแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วฉีกน้อยมาก ที่ผ่านมามีรัฐธรรมนูญแค่ 3-4 ฉบับเท่านั้น อยากชี้ให้เห็นว่าพม่ากับไทยอาจไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์”

สำหรับประเด็นที่แพทย์พยาบาลออกมาประท้วงรัฐประหารกันมาก ผศ.ดร.ลลิตาอธิบายว่า เนื่องจากในการต่อสู้ของประชาชน เมื่อ ค.ศ.1988 ทหารบุกจับนักศึกษา แพทย์พยาบาลอยู่แถวหน้าในการต่อต้านไม่ให้จับกุม สปิริตนี้จึงมีในจิตใจของแพทย์พยาบาล ไม่เหมือนบางประเทศ เช่น คองโก ส่วนการชู 3 นิ้ว เชื่อว่าส่วนหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อหลายปีก่อน ก็มีการชูฝ่ามือที่มีการเขียนชื่อผู้ถูกจับกุม

“คิดว่าการชู 3 นิ้วส่วนหนึ่งมาจากไทย เพราะคนพม่าชอบตามข่าวไทย เขารู้สึกว่าคนพม่าผ่านมาแล้วแต่ตอนนี้สถานการณ์กลับกัน คนพม่าต้องกลับไปอยู่สถานะตรงนั้น” ผศ.ดร.ลลิตากล่าว

ทหารพม่าคุมการเมือง ทหารไทย ‘เล่น’ การเมือง

จากนั้น ถึงคิว สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ซึ่งมีสถานะนักวิจัยอิสระ ทว่า เป็นที่คุ้นเคยกันมากกว่าในฐานะสื่อมวลชนคนดังของไทยผู้มีความรู้ด้านอาเซียนแน่นมาก โดยในเวทีนี้เจ้าตัวนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกองทัพเมียนมาและไทย โดยระบุว่า กองทัพเมียนมา เน้นเรื่องเอกภาพและบูรณภาพ บอกชัดเจนว่ามีภารกิจปกครองและบริหารประเทศ ในขณะที่กองทัพไทย นายทหารหลายท่านระบุถึงภารกิจการป้องกันประเทศ ปกป้องสถาบัน รักษาความมั่นคงภายใน และช่วยรัฐบาลในการแก้สถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติ พม่าเห็นว่าภัยคุกคามสำคัญที่สุดคือ ชนกลุ่มน้อย อย่างที่ 2 คือ ภัยจากเพื่อนบ้าน และ 3 คือมหาอำนาจ

“ทหารพม่าเห็นว่าต้องให้ชนกลุ่มน้อยอยู่ในสังคมพม่าอย่างเป็นเอกภาพ ที่ซีเรียสคือโรฮีนจา คนพม่าเองก็คิดว่าโรฮีนจาไม่เกี่ยวกับชาติตัวเอง เป็นสิ่งแปลกปลอม เป็นเอเลี่ยน เป็นคนนอกมาตลอด ส่วนชาติพันธุ์อื่นยังได้รับการยอมรับว่าอยู่มานานแล้ว นี่คือภัยคุกคามอย่างแรก ส่วนอย่างที่ 2 คือ ภัยจากเพื่อนบ้าน ซึ่งยุคทักษิณก็ยอมตกลงกับพม่า ละลายชนกลุ่มน้อย และ 3 คือ ภัยคุกคามจากมหาอำนาจ ส่วนไทย กองทัพสร้างศัตรูเทียม ภัยคุกคามเทียมในประเทศ กองทัพไทยไม่มีประสบการณ์ในสงครามใหญ่ถ้าเทียบกับพม่า มีการสร้างศัตรูในประเทศเป็นหลักเพื่อให้ตัวเองมีบทบาท ภัยที่อาจมีบ้างคือเพื่อนบ้านการปะทะเล็กน้อยตามแนวชายแดนซึ่งเล็กน้อยมากในสายตาชาวโลก”

สุภลักษณ์ ยังเอ่ยถ้อยคำที่นำไปพาดหัวได้ทันทีว่า ‘ทหารพม่าคุมการเมือง ส่วนทหารไทยแค่เล่นการเมือง’ เนื่องจากกรณีพม่า กองทัพนั่งบนชั้นยอดสุดของพีระมิด มีเครื่องมือต่างๆ ที่ทำให้สามารถคุมการเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ สังคมอีลิต หรือชนชั้นนำในพม่ายังจำกัด แม้คนรวยเยอะ แต่ใช้ชีวิตโลว์โปรไฟล์ ง่ายในการเจรจาต่อรอง นอกจากนี้ กองทัพยังควบคุมเศรษฐกิจด้วย แม้ว่าจะไม่ประสีประสาทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด ซ้ำยังมีความ ‘แคร์โลก’ เรียกได้ว่าทหารไทย ‘ผิวบาง’ กว่าทหารพม่าอย่างมาก

“กองทัพพม่า บริหารทั้งประเทศและเศรษฐกิจ พม่าไม่แคร์ตะวันตกว่าจะวิจารณ์อย่างไร ประณามอย่างไร ส่วนกองทัพไทย แค่เล่นการเมือง เพราะทหารคุมการเมืองไม่ได้เนื่องจากไม่ได้นั่งบนพีระมิดสูงสุดของอำนาจ กองทัพเดี่ยวๆ ไม่สามารถควบคุมการเมืองได้ นอกจากนี้ สังคมอีลิตไทยยังซับซ้อน มีหลายกลุ่ม เกี้ยเซี้ยยาก มีทั้งอีลิตเสื้อแดง อีลิตเสื้อเหลือง กองทัพไทยไม่สามารถบริหารเศรษฐกิจไทยที่ซับซ้อนได้ นี่คือภาวะอับจนของกองทัพไทย”

แนวโน้ม ‘สู่ความรุนแรง’ กองทัพพม่า ‘ถอยไม่ได้แล้ว’

มาถึงประเด็นสำคัญ คือสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นในเมียนมา

ผศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นคือ ทหารพม่าคงทำทุกอย่างให้การรัฐประหารมีความชอบธรรมโดยรัฐธรรมนูญ และระบุว่าเป็นการทำรัฐประหารแบบถูกกฎหมาย กองทัพระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการหาเสียงแบบไม่เป็นธรรม เพราะมีการนำภาพนายพลออง ซาน ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคมาถ่ายรูปคู่ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่กองทัพจริงจังมากคือกรณีนำอาสาสมัครไปดูแลเรื่องโควิด โดยมองว่าเป็นการใช้กลไลรัฐในการหาเสียง สำหรับประเด็นเศรษฐกิจ ในช่วงตั้งแต่ปี 2011 จนถึงปัจจุบัน รูปแบบการลงทุนในเมียนมาเปลี่ยนไป กล่าวคือ สิ่งที่กองทัพชอบคือการลงทุนสูง แต่จำนวนนักธุรกิจน้อย เพื่อให้สามารถจัดการได้ ทว่า สิ่งที่พรรคเอ็นแอลดีทำคือ เน้นการลงทุนแบบโรงงาน เป็นบริษัทต่างๆ ประเทศที่ลงทุนเยอะคือสิงคโปร์ จึงไม่น่าแปลกใจว่า สิงคโปร์ออกแถลงการณ์ให้เจรจา

สำหรับสถานการณ์การต่อต้านรัฐประหารในเมียนมาในขณะนี้ มีความพยายามเชื่อมระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ โดยมีอดีตแกนนำนักศึกษา ปี 1988 อาทิ มิน โก นาย ออกมา ปัจจุบันกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวมี 2 แบบ ทุกแบบมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ออกมาต้านรัฐประหาร แต่ต้องการประชาธิปไตยแบบใดอาจไม่เหมือนกัน เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ต้องการประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในรูปแบบสหพันธรัฐ 2.ชาว ‘บะหม่า’ หรือพม่า ต้องการให้เคารพผลการเลือกตั้ง ในขณะที่รูปแบบกิจกรรมการต่อต้านรัฐประหารมีหลายรูปแบบ แล้วแต่ใครจะสร้างสรรค์อย่างไร เช่น ตีหม้อเวลา 2 ทุ่ม ส่วนกลุ่มต่างๆ ก็มีมากมาย อาจไม่ถึงขนาด ‘ทุกคนคือแกนนำ’ เหมือนกลุ่มราษฎรในไทย แต่มีกลุ่มย่อยจำนวนมากที่เป็นอิสระ เช่น กลุ่ม forever

“สิ่งที่ต่างจากปี 1988 ซึ่งศูนย์กลางการเคลื่อนไหวต่อต้านอยู่ที่ย่างกุ้ง แต่ปัจจุบันอยู่ที่มัณฑะเลย์และเนปยีดอ อยู่ในช้อปปิ้งมอลล์ทุกคนโหลดลงโซเชียล จึงนำมาซึ่งการตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต แต่ต่อมาก็ต้องเปิดเพราะไม่อย่างนั้นทำธุรกรรมทางการเงินไม่ได้”

ส่วนรูปแบบการปราบปรามของฝั่งกองทัพ มีการใช้กระสุนยาง รถฉีดน้ำ ใช้ตำรวจปราบจลาจล มิน อ่อง ลาย ออกมายืนยันประเด็นเดิม ว่ามีการโกงเลือกตั้ง มีการตั้งข้อหา กกต. ส่วนประธานาธิบดี และซูจี ให้ตำรวจฟ้อง กองทัพพม่าถอยไม่ได้แล้ว ผศ.ดร.นฤมลมองว่าอาจมีการใช้ม็อบชนม็อบ และใช้เงื่อนไขการปราบปราม สิ่งที่น่าสังเกตคือ ยังไม่เห็นทหารออกมา แต่ใช้ตำรวจปราบจลาจล อาจเพราะคำนึงถึงภาพลักษณ์ต่อชาวโลก

‘อาเซียน’ คือ คอมฟอร์ตโซน ท่าทีรัฐบาลไทย ‘ในสถานะลำบาก’

ยังมีประเด็นสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ นั่นคือ ท่าทีของมหาอำนาจต่อการรัฐประหารเมียนมา ซึ่ง ผศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ไม่เห็นว่าสหรัฐจะเปลี่ยนพม่าได้ ทั้งจากในประวัติศาสตร์และเหตุผลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่เพียงเท่านั้น เมียนมาเองก็รายล้อมด้วยประเทศที่เคารพกฎระเบียบ ‘ไม่แทรกแซงกิจการภายใน’ เมื่อย้อนไปในสถานการณ์ปี 1988 ก็พบว่าการคว่ำบาตรของโลกตะวันตกแทบไม่ได้ส่งผลต่อพม่าเลย

“การคว่ำบาตรของตะวันตกในปี 1988 ไม่เวิร์ก พม่าแทบไม่ได้รับผลกระทบเพราะมีประเทศทั้งในเอเชียและอาเซียนเข้าไปลงทุน พม่ายังมีเกราะกำบังมากมายจากแรงกดดันนานาชาติ โดยเฉพาะตะวันตก และยังมีทางเลือกด้วย”

ส่วนกรณีของจีน ก็ไม่ใช่โจทย์ง่ายๆ ที่จะขับเคลื่อนตัวเองไปหา

“จีนเป็นประเทศที่ทำให้พม่ากระอักกระอ่วนใจที่สุด พม่าดำเนินความเป็นกลางมาตลอด และพยายามมากในการเป็นสมาชิกอาเซียน พยายามมากในการสร้างเสถียรภาพในความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นด้วย ซึ่งญี่ปุ่นแสดงชัดว่าไม่ต้องการให้พม่าเข้าสู่อ้อมกอดจีน”

ผศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ย้ำว่า ‘อาเซียน’ นี่แหละคือ ‘คอมฟอร์ตโซน’ ที่สุด

ในช่วงท้าย นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ ซึ่งเข้าร่วมฟังเสวนาตั้งแต่ช่วงต้นจึงสอบถามในประเด็นท่าทีของรัฐบาลไทยต่อรัฐประหารในเมียนมา

อาจารย์รัฐศาสตร์ท่านนี้ ให้คำตอบว่า ไทยอยู่ในสถานะลำบาก เนื่องด้วยปัจจัยภายในประเทศและความสัมพันธ์อันดีกับเมียนมา อย่างไรก็ตาม ควรใช้โอกาสนี้เป็นสะพานเชื่อมเมียนมากับอาเซียน

“ไทยอยู่ในสถานะที่ลำบากจากความเป็นตัวเราด้วยและความสัมพันธ์อันดีกับทางพม่า ทั้งในส่วนของพลเรือนและกองทัพ แต่ก็เป็นโอกาสที่จะทำอะไรบางอย่าง เพราะเท่าที่ติดตาม ไม่ค่อยมีช่วงไหนที่สมบูรณ์ในความแนบแน่นแบบนี้ ดังนั้น ประการที่ 1 ไทยควรมีความชัดเจนต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมา ว่ามันส่งผลต่อเมียนมาเองและภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาข้ามชาติในที่สุด แต่ประการที่ 2 ซึ่งผมคิดว่าไทยควรสนับสนุนคือไทยควรเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเมียนมากับอาเซียน ผมยังมองโลกในแง่ดีว่าไทยเคยดำรงสถานะเป็นผู้นำอาเซียน และในกรณีนี้เมียนมาคือเพื่อนบ้านของเรา

แต่ก็เป็นเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ ด้วยเงื่อนไขต่างๆ นานาในประเทศเรา” ผศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ปิดท้าย

สร้อยดอกหมาก สุกกทันต์