แทงก์ความคิด : มองเห็นแสง
หลังจากได้ฟังการสัมมนา “เบรกทรูไทยแลนด์ 2021” โดยมีคณาจารย์
ผู้รู้มองไทยและส่องทางรอด
ต่อมาอีกไม่กี่วัน ได้ฟังสัมมนา “พลิกสูตรวัคซีนสู้โควิด พลิกวิกฤตเศรษฐกิจไทย”
คราวนี้มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษคนละหัวข้อ
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ร่วมเสวนา
ทั้งหมดนี้จัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน ในรูปแบบ เวอร์ชวล คอนเฟอเรนซ์ และรูปแบบ ไลฟ์ สตรีมมิ่ง ผ่านทางเฟซบุ๊กเครือมติชน
ใครได้ฟังทั้ง 2 สัมมนาคงใจชื้นขึ้นเยอะ
ฟังสัมมนาครั้งแรก ได้มองเห็นทางรอดจากความเปลี่ยนแปลง
ฟังสัมมนาครั้งที่สอง ได้รับความมั่นใจว่า ภัยโรคระบาด และภัยจากความอดอยากกำลังมีการเยียวยา
นายอนุทินปาฐกถายืนยันว่า วัคซีนโควิด-19 ที่รัฐบาลเตรียมไว้ เพียงพอสำหรับคนไทย
รับรองปลอดภัย ฉีดฟรีทุกคน
นายอนุทินย้ำว่า คำว่า “กระจอก” ที่กลายเป็นดราม่านั้น ถ้าฟังให้ครบจะเข้าใจ
“โรคโควิดกระจอก ถ้าเราเข้าใจมันและอยู่กับมันได้” นั่นคือความเต็มๆ ที่พูดไปก่อนหน้านี้
ส่วนวัคซีน ยืนยันว่า มิถุนายนจะเริ่มฉีดเดือนละ 5 ล้านโดส
แต่วัคซีนล็อตแรก ยืนยันว่าจะถึงไทยเดือนกุมภาพันธ์
ขณะที่ นพ.นครขยายความว่า ช่วง 3 เดือนนี้อาจจะมีข่าวแย่งวัคซีนกัน แต่หลังจาก 3 เดือนไปแล้ว เชื่อว่าปริมาณวัคซีนจะมีเพียงพอกับความต้องการ
ครึ่งปีหลัง สถานการณ์การระบาดจะค่อยๆ คลี่คลาย
สอดรับกับนายสาธิต ที่ยืนยันบนเวที มั่นใจว่ากระทรวงสาธารณสุขควบคุมการระบาดได้
หลังจากนายสาธิตพูดไปไม่กี่วัน มาตรการคลายล็อกก็เกิดขึ้น
นี่แสดงว่าสาธารณสุขเอาอยู่
เพียงแต่ แม้จะคุมได้แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ ทุกคนต้องปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุขต่อไป
แม้จะฉีดวัคซีนไปแล้ว ก็ใช่ว่าจะไม่ติดเชื้อ เพียงแต่ผู้ที่ฉีดวัคซีนมีโอกาสเสียชีวิตน้อยมาก
ต่อมานายอาคมที่เป็นฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลขึ้นเวที ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ล้มละลายแน่
พร้อมกับอธิบายภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจไทย 3 ระดับให้ฟัง
หนึ่ง ภูมิคุ้มกันระดับชาติ ให้ความมั่นใจว่าไทยยังมีฐานะการคลังเข้มแข็ง
เพราะจีดีพียังเติบโต ทุนสำรองระหว่างประเทศมี 2-3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เงินสำรองในประเทศก็เยอะ ขณะที่หนี้สาธารณะมี 50 เปอร์เซ็นต์
ต่อจีดีพี น้อยกว่ากรอบที่กำหนดไม่ให้เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี
สอง ภูมิคุ้มกันระดับกลุ่ม เป็นภูมิคุ้มกันภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม
ภาคการเกษตร และภาคบริการ
และ สาม ภูมิคุ้มกันระดับประชาชนและแรงงาน โดยรัฐบาลดำเนินการผ่านมาตรการเยียวยา กระตุ้น และฟื้นฟู
ขณะที่นายสุชาติเสริมเรื่องแรงงานว่า ผู้ประกันตนตาม ม.33 กฎหมายประกันสังคม 9 ล้านคน จะได้เงินเยียวยาคนละ 4 พันบาท ภายในเดือนมีนาคม
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ นำเรื่องเข้า ครม. และเริ่มลงทะเบียนวันที่ 21 กุมภาพันธ์
ส่วนการขับเคลื่อนประเทศต่อไป นายอาคมชี้ว่า การลงทุนยังสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
ถัดมาคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ การปฏิรูปโครงสร้างรายได้ การส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ การสร้างอาชีพที่ยั่งยืน
รวมไปถึงการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่
ใครได้ฟังการสัมมนาตั้งแต่ต้นจนจบ ย่อมมองเห็นช่องทางเดินของประเทศ
มองเห็นการให้ความสำคัญกับการใช้ดิจิทัลมาช่วยขับเคลื่อน
มองเห็นทิศทางการพัฒนาธุรกิจสีเขียวที่กำลังเป็นเทรนด์โลก
มองเห็นความเป็นไปได้ของการผลักดันธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ
แม้ปลายปี 2563 ประเทศไทยเผชิญหน้ากับการระบาดรอบใหม่
แต่ดูเหมือนว่าเพียงแค่ต้นปี 2564 ไทยก็สามารถปรับตัวจนควบคุมโรค
โควิด-19 ได้
มาตรการทางสาธารณสุข คือ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ วัดอุณหภูมิร่างกาย เว้นระยะห่าง ใช้แอพพ์ไทยชนะ หมอชนะ คือ วัคซีนที่ประชาชนและภาคเอกชนใช้อยู่
ส่วนวัคซีนโควิด-19 เริ่มต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป
ขณะที่มาตรการทางเศรษฐกิจ เงินเยียวยากำลังทุ่มลงไปสู่ฐานรากตั้งแต่เดือนนี้และเดือนต่อไป
ทั้ง “เราชนะ” คนละ 7,000 บาท ทั้ง “เรารักกัน” ม.33 คนละ 4,000 บาท ทั้ง “คนละครึ่ง” 3,500 บาท และยังมี “เราเที่ยวด้วยกัน” อีก
จากข้อมูลที่ปรากฏ เชื่อว่าภาคเอกชนน่าจะวางแผนกันแล้วว่าจะต้อนรับเม็ดเงินต่างๆ ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดแบบไหน
สำหรับภาคประชาชนคงมองเห็นทิศทางของเศรษฐกิจในปี 2564 และ 2565
และอีกไม่กี่วัน “มติชน” จะจัดสัมมนาอีก
สัมมนาคราวนี้ทุกคนจะได้อัพเดตข้อมูลทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน
ปลายเดือนมีนาคมถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด
ทุกคนจะได้รับข่าวสารจากการสัมมนา เพื่อตอกย้ำความมั่นใจ
ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จะได้มีทิศทางการก้าวเดิน
รวมพลังผลักดันให้ “ประเทศไทยไปต่อ”
โดย : นฤตย์ เสกธีระ

