หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์ For a...

คอลัมน์ For a Song ท่องโลกผ่านเพลง : SLEEPY LAGOON 20 ปีที่ขอหลับ

21.08.16 | 17:45 น.

ใครที่หลับยากหรือนอนไม่ค่อยหลับ อยากชวนให้ฟัง Sleepy Lagoon เพลงสวยชวนง่วงที่ติดอันดับหนึ่งของบิลบอร์ดเมื่อเกือบ 70 ปีที่่แล้ว

“ทะเลสาบง่วงงุน” : นี้เป็นฝีมือของคุณ Eric Coates คอมโพเซอร์ชาวอังกฤษ ซึ่งประพันธ์ไว้เกือบ 90 ปีมาแล้ว (ค.ศ.1930) และให้ชื่อว่า By the Sleepy Lagoon ทั้งๆ ที่เจ้าตัวแต่งขึ้นเพราะมีทะเลที่เมือง Selsey ในแถบ West Sussex ของอังกฤษเป็นแรงบันดาลใจ ทุกวันนี้แฟนเพลงที่มีโอกาสไปเดินริมทะเลที่่นั่นยังจะเห็นแผ่นจารึกเขียนไว้ว่า ตรงนี้ มุมนี้ มองทะเลจากจุดนี้แหละที่คุณเอริคได้แรงบันดาลใจไปแต่ง By the Sleepy Lagoon

ครั้งที่คุณเอริคแกยกออเคสตราทั้งวงมาบรรเลงให้ฟัง เขาว่าแฟนๆ ชาวอังกฤษหลับตาพริ้ม แทบจะหลับไหลไปทั้งคอนเสิร์ตฮอลล์ ราวกับคนไทยต้องเสียงปี่พระอภัยยังไงหยั่งงั้น

สถานีวิทยุบีบีซีนำท่วงทำนองของ (By the) Sleepy Lagoon ไปเป็นเพลงประจำรายการ Desert Island Discs มาตั้งแต่ครั้งนั้นเหมือนกัน แฟนๆ ของบีบีซี 4 ยังฟังได้จนทุกวันนี้

อีกสิบปีหลังจากที่คุณเอริคประพันธ์เพลงนี้ไว้ คุณ Jack Lawrence ได้รับอนุญาตให้ใส่เนื้อร้อง ชื่อเพลงก็ถูกขลิบให้สั้นลง แต่คุณเอริคเจ้าของเพลงปลาบปลื้มเสียเหลือเกิน ว่าคุณแจ๊ค ลอว์เรนซ์ ประพันธ์เนื้อร้องได้งดงาม ใส่วางแต่ละคำลงกับตัวโน้ตพอดิบพอดีไม่มีรอยตะเข็บ จนยากที่จะเชื่อว่าทำนองมาก่อนเนื้อร้อง

Advertisement

วงบิ๊กแบนด์ของคุณ Harry James ยอดนักเป่าทรัมเป็ตชาวอเมริกัน รีบรับ Sleepy Lagoon ไปบรรเลง ทำได้น่าฟังจนติดอันดับหนึ่งของบิลบอร์ดไปเมื่อเกือบ 70 ปีมาแล้ว (ค.ศ.1943)

นักเพลงเก่านอนไม่ค่อยหลับจนต้องอาศัย Sleepy Lagoon เพราะเป็นห่วง คสช.ว่าอาจจะต้องอยู่ดูแลสยามไปอีก 20 ปี

คสช.ก็คงห่วงตัวเองอยู่เหมือนกันแหละน่า แต่จะกังวลไปไย 20 ปีมันหนึ่งชั่วคน อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ในศตวรรษที่ 21 นี้ไม่ว่าผู้นำหรือผู้ตามในแต่ละประเทศ แค่ประคองตัวให้ผ่านไปแต่ละปีก็หืดจับ การเปลี่ยนแปลงทุกด้านรอบตัวรุนแรงรวดเร็ว จนมนุษย์ที่เกิดในศตวรรษที่ 20 พลิกผันตนได้ไม่ค่อยทันโลก แม้จะเป็นคนสูงวัยที่บอกใครๆ ว่า “I know everything!” แต่ everything มันก็ไม่ค่อยร่วมมือด้วย

เอาน่า หากกังวลนัก จงหาทางหลับไป 20 ปี แล้วค่อยตื่นมาพบคำตอบ อย่างอีตา Rip Van Winkle ในเรื่องสั้นอเมริกันที่ใครๆ ก็รู้จัก

“ริป แวน วิงเคิล” เป็นเรื่องสั้นเสียดสีและคมคาย ที่แทรกทั้งการเมืองและการบ้านเข้าไว้ในโครงเรื่องที่เหมือนนิทาน เพราะคุณ Washington Erving ผู้เขียนเรื่องนี้หยิบเค้าโครงนิทานแถบยุโรปมาใช้ แล้วเติมประวัติศาสตร์อเมริกันช่วงก่อนและหลัง American Revolution/ปฏิวัติอเมริกา (ค.ศ.1775-1783) เข้าไป ปฏิวัติครั้งนั้นคือการที่ผู้คนในอเมริกากระด้างกระเดื่องต่อสู้กับอังกฤษ ปลดแอกออกจนเป็นไท สร้างชาติใหม่ขึ้นได้

คุณวอชิงตัน เออร์วิง นี้นอกจากจะเป็นนักประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นนักเขียนเบสท์เซลเลอร์คนแรกๆของอเมริกา คุณวอชิงตันเขียนงานชิ้นนี้ได้เนียนเป็นอันมาก ของเก่าเป็นเพียงนิทาน แต่ “ริบ แวน วิงเคิล” จากปลายปากกาของคุณวอชิงตันกลายเป็นเรื่องราวกึ่งจริงกึ่งมโน มีทั้งเมืองจริง คนจริง เหตุการณ์จริงๆ อยู่ในเรื่องสั้นๆ นี้ จนอีตา “ริป แวน วิงเคิล” มีตัวตนที่คนอเมริกันเกือบจะเช็กแฮนด์ด้วยได้ เพราะดูแกมีที่มาที่ไป และอยู่ในช่วงประวัติศาสตร์จริงๆ อย่างที่บอกไปแล้ว

คนฮอลแลนด์อพยพไปอยู่แถวรัฐนิวยอร์กเป็นพวกแรกๆ บริเวณนั้นจึงมีคนอเมริกันเชื้อสายดัตช์อยู่มาก อีตาริปตัวเอกแกเป็นอเมริกันเชื้อสายดัตช์ อยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ตีนเขา Catskill ไม่ไกลจาก Woodstock สถานที่ในฝันของแฟนเพลงร็อก

อีตาริปแกเป็นผู้ชายพันธุ์ “ไก่จิก” หรือที่เรียกภาษาอังกฤษว่า henpecked คือเป็นตาผัวที่โดนเมียจิก-จิก-จิก-จิก บ่นว่าอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่แกเป็นคนไม่เอาไหน งานการทั้งที่บ้านและที่ไร่นาไม่ชอบทำ วันๆ ดีแต่ลั้นลา เที่ยวโม้กะคนโน้นคุยกับคนนี้ และชอบเล่านิทานให้เด็กๆ ฟัง

แต่คนในหมู่บ้านเดียวกันก็รักใคร่แกเป็นอันดี เพราะแกมีอัธยาศัย มีน้ำใจช่วยเหลือใครๆ พูดง่ายๆ คือชอบทำอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัว เพราะเป็นการทำแบบสบายๆ ไม่ต้องรับผิดชอบ อย่างนี้เองยัยเมียของตาริบจึงต้องจิก-จิก-จิกตลอดเวลา (“ลิ้นคือของมีคมสิ่งเดียวที่ยิ่งใช้ยิ่งคม” Washington Irving)

พอเมียจิกมากๆ ตาริบแกก็แว่บเข้าป่าหายไปพร้อมกับปืนและหมาของแก ไปพักหู ไปยิงสัตว์ ไปชมนกชมไม้หรืออะไรของแกตามเรื่อง สบายเมื่อไหร่แกก็ออกจากป่ามาฟังเมียบ่นต่อไป

แต่วันหนึ่งตาริปเข้าป่าไปแล้วไม่กลับมา หายไป 20 ปีเต็มๆ คือระหว่างปี ค.ศ.1769-1789 โดยเจ้าตัวคิดว่าแกแค่หลับไปแค่คืนเดียว หลังจากได้เฮฮาปาร์ตี้กินเหล้ากับ (วิญญาณ) คนดัตช์ด้วยกันที่พบในป่า แต่เมื่อตื่นมากลับพบว่าหนวดเคราตัวเองยาวเป็นศอก ปืนสนิมเขรอะ หมาที่มาด้วยก็หายไป

วันสุดท้ายที่ตาริปเข้าป่าไป อเมริกายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ช่วงระหว่างแกหลับก็เกิดปฏิวัติอเมริกา เพื่อนฝูงบางคนไปตายในสงคราม ยัยเมียก็ตายไปตามประสาคนโบราณที่ค่าเฉลี่ยอายุสั้นกว่าคนสมัยนี้มากนัก ลูกๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ตัวตาริปเองจากหนุ่มใหญ่ก็กลายเป็นชายชรา

แม้แต่ดินแดนที่แกอยู่ก็กลายเป็นประเทศใหม่ที่คนไทยยุคโน้นเรียกว่าสหปาลีรัฐอเมริกา ตาริปคิดว่าแกเป็นข้าแผ่นดินอังกฤษแต่พบว่าประเทศใหม่มีผู้นำเป็นประธานาธิบดีชื่อจอร์จ วอชิงตัน

เขาว่าชื่อของตาริปมาจาก RIP หรือ Rest in Peace/จงพักอย่างสงบ ที่มักเห็นตามศิลาจารึกเหนือหลุมศพในเมืองฝรั่ง แต่แกไม่ได้ตาย เพียงแต่หลับ in peace ไป 20 ปี เวลายาวนานพอที่จะเห็นโลกเปลี่ยนไปมหาศาลในทุกๆ ทาง

เราจะมองตาริปในแบบใด? มองว่าเป็นคนไม่เอาไหนที่ปล่อยวันเวลาผ่านไปเปล่าๆ เป็นคนรักสบายขาดความรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคม หรือมองว่าเป็นคนโชคดีที่ไม่ต้องเอาเรื่องบ้านและเมืองรอบๆ ตัวมาสุมกะโหลก ไม่รู้ไม่เห็นซะก็สบายไปเอง วิธีการมองชีวิตของริป แวน วิงเคิล มีได้หลายแบบให้คนอ่านตีความเอาเองตามชอบใจ

ฟัง Sleepy Lagoon แล้วหลับได้ถึง 20 ปีไม่กลัว กลัวแค่ตื่นขึ้นมา เห็นลุงตู่ท่านผู้นำเดินหง่อมๆ ไปที่โพเดียม โดยมีทหารหนุ่มแข็งแรงส่งมือให้เกาะ แบบเดียวกับที่ป๋าเปรมทำอยู่ทุกวันนี้ แล้วเลยลมใส่หลับไปอีก 20 ปี

Sleepy Loei Goo


By the sleepy lagoon – Eric Coates

SLEEPY LAGOON จาก วง Harry James

SLEEPY LAGOON พร้อมเนื้อร้องจากคณะ The Platters