คอลัมน์เล่าเรื่องหนัง : The Head ความหนาวเหน็บ แรงจูงใจ และใครคืออาชญากร

14.02.21 | 17:17 น.

The Head เป็นมินิซีรีส์ของ HBO ที่หากจะดูกันตามเนื้อเรื่องถือว่าสนุกและน่าติดตาม ด้วยพล็อตเรื่องแนวเขย่าขวัญที่มีส่วนผสมทั้งการเป็นเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์และซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวน ซีรีส์ความยาว 6 ตอนจบนี้ เล่าเรื่องราวของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และเจ้าหน้าที่ประจำสถานีวิจัยโพลาริส 5 ที่ตั้งอยู่ในแอนตาร์กติกา ขั้วโลกใต้ โดยเป็นการปฏิบัติการภารกิจเพื่อหาทางแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน Global Warming โดยซีรีส์ผูกเรื่องให้กลุ่มคนเล็กๆจะต้องอยู่ประจำที่สถานีวิจัยนี้ในช่วงฤดูหนาวเป็นเวลา 6 เดือนร่วมกัน ขณะที่เพื่อนร่วมทีมอีกหลายสิบคนจะได้เดินทางกลับ จนเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนในอีก 6 เดือนข้างหน้าสถานีวิจัยโพลาริส 5 ก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่พลันเมื่อแสงอาทิตย์จากไปพร้อมๆกับเงาที่มองไม่เห็น กระนั้นความจริงที่ถูกกลืนฝังไปนานก็ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนเกิดเหตุการณ์ชวนช็อค
ซีรีส์ผูกโยงให้เรื่องราวมีความน่าติดตามโดยอิงกับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติบริเวณขั้วโลกที่รู้กันดีว่าจะมีแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง 6 เดือน และจากนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวก็จะมืดสนิท หรือ เรียกว่าคืนโพลาร์ไนท์ ใน 6 เดือนที่เหลือของปี ซึ่งเรื่องราวก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นปริศนาว่า หลังจาก 6 เดือนของฤดูหนาวผ่านไป กลับมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นในสถานีวิจัยโพลาริส 5 บรรดาผู้ปฏิบัติงานถูกสังหารเกือบทุกคน เหลือคนมีชีวิตรอดเพียง 2 คนเท่านั้น ส่วนอีก 1 คนหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา และตรงนี้ซีรีส์ก็จะดำเนินการเล่าเรื่องแบบแฟลชแบคย้อนอดีตคู่ขนานว่าเกิดอะไรขึ้น และใครคืออาชญากรที่แท้จริง โดยค่อยๆปะติดปะต่อไปพร้อมกับคนดู


ตัวซีรีส์ที่นำเสนอออกมาในแนวสไตล์ Survival ของตัวละครที่พยายามหาทางเอาชีวิตให้รอด การสงสัยและหวาดระแวงกันและกันว่าในบรรดาคนกลุ่มเล็กๆในสถานีวิจัยใครกันแน่เป็นผู้ลงมือ ตลอดจนการสืบสวนสอบสวนเพื่อแกะรอยย้อนหลังว่าเกิดอะไรขึ้นจนทำให้มีการฆาตกรรมหมู่ในสถานีโพลาริส 5
The Head เล่นกับมุมเรื่องสยองขวัญในพื้นที่จำกัดของทวีปแอนตาร์กติกาที่สภาพอากาศเข้ามามีส่วนสำคัญในการดำเนินเรื่อง รวมทั้งคลี่คลายปมเรื่อง พร้อมกับที่นำเสนอแง่มุมมืดในจิตใจมนุษย์คู่ขนานไปกับความมืดมิดอันหนาวเหน็บของฤดูหนาวที่ผ่านพ้นไปแต่ละวันแต่ละคืน โดยในเรื่องเราจะได้เห็นการปะทะกันของแนวคิดคนจำพวกที่เชื่อว่า พวกเขาทำเพื่อโลก มีความฉลาดเฉลียว เก่งกาจ แต่กลับอ่อนด้อยทางศีลธรรม ความมุ่งมั่นที่เชื่อว่ากำลังทำประโยชน์เพื่อสาธารณะนั้น ในอีกด้านคือความกระหายความสำเร็จจนนำไปสู่เรื่องราวโศกนาฎกรรม

Advertisement

หนึ่งในประเด็นทางสังคมและจิตวิทยาของซีรีส์ 6 ตอนจบเรื่องนี้ ยังพูดถึงแง่มุมที่น่าสนใจว่า คนก่ออาชญากรรมที่ว่าเลวร้ายแล้ว แต่กลับมีคนที่ช่วยปกป้องคนทำผิดและพยายามจูงใจหว่านล้อมคนอื่นให้เห็นดีเห็นงามร่วมกันปกป้องคนทำผิดเพื่อผลประโยชน์บางอย่างนั้นน่ากลัวอย่างถึงที่สุด ซึ่งในเรื่องเราจะได้เห็นหนึ่งในตัวละครหลักพยายามหว่านล้อมให้ผู้คนเปลี่ยนความเชื่อและพฤติกรรมเพื่อสร้างมุมมองใหม่อย่างที่ตัวเองโน้มน้าว ซึ่งมีตั้งแต่การจูงใจด้วยการอ้างเหตุผลที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน การจูงใจโดยอ้างว่าเป็นการปิดบังเพื่อช่วยเหลือเรื่องที่สำคัญกว่า การจูงใจเพื่อให้รอดพ้นจากมลทินและความผิด จนกระทั่งถึงการจูงใจได้ด้วยเหตุผลเพียงเพราะคนส่วนใหญ่เห็นชอบมากกว่าจะตัดสินใจด้วยตัวเอง เป็นต้น

ขณะเดียวกันตัวมินิซีรีส์เรื่องนี้ดูภายนอก อาจจะคล้ายคลึงกับภาพยนตร์เรื่องดัง The Thing หนังมนุษย์ต่างดาวขึ้นหิ้งความคลาสสิกเมื่อปี 1982 กำกับโดยจอห์น คาร์เพนเตอร์ ที่เนื้อเรื่องเป็นหนังแนวไซไฟมีเรื่องราวมนุษย์ต่างดาวมาเกี่ยวข้อง และดำเนินเรื่องอยู่ในขั้วโลกเหนือ ทวีปแอนตาร์กติกาอันหนาวเหน็บ โดยมีเหตุการณ์ทีมศูนย์วิจัยถูกฆาตกรรมทั้งหมดก่อนจะค่อยๆไขความจริงของเรื่องทั้งหมดว่ามีความเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่กลายเป็นหายนะ ขณะที่ใน The Head อาจจะทำฉากหน้าเหมือนกับมินิซีรีส์ที่จะมีเรื่องราวเหนือธรรมชาติ แต่ที่สุดก็คือเรื่องราวฆาตกรรมแบบสืบสวนสอบสวนในแนวลกลิ่นอายในแบบนวนิยายของอกาธา คริสตี้ ที่ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดเหตุในพื้นที่จำกัด พื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากสังคมชุมชน มีการฆาตกรรมลึกลับ การหายตัวอย่างเป็นปริศนา และน่าสงสัยว่าอาชญากรที่แท้จริงก็อยู่ในกลุ่มคนคุ้นเคยกัน การแกะรอยที่เริ่มจากความมืดมิด

The Head เป็นงานร่วมสร้างระหว่างสเปนกับญี่ปุ่น ในด้านโปรดักชั่นการสร้างนั้นต้องถือว่ามินิซีรีส์มีโลเคชั่นที่นำเสนอได้สวยงามกับการเห็นลานน้ำแข็งสีขาวโพลนกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ซึ่งถ่ายทำในไอซ์แลนด์ ขณะที่ฉากภายในสถานีวิจัยนั้นถ่ายทำในสเปน โดยมีเพียงสถานีวิจัยเล็กๆตั้งอย่างเคว้งคว้าง ขณะเดียวกันจุดแข็งของพล็อตเรื่องเริ่มต้น สถานที่ และตัวเรื่องที่เล่าได้น่าติดตามที่ทำให้เรารู้จักตัวละครต่างๆในสถานีวิจัยไปเรื่อยๆ และลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
อย่างไรก็ตามช่วงท้ายอาจจะกลายเป็นจุดอ่อนสำหรับคอหนังแนวสืบสวนสอบสวนที่จะเริ่มเดาทิศทางเรื่องได้ และทำให้ตอนจบอาจจะอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่โดยภาพรวมถือเป็นมินิซีรีส์ที่ดูได้เพลิดเพลินในช่วงอยู่บ้านเวิร์คฟรอมโฮมของหลายคนที่ชอบดูเรื่องราวแนวสืบสวนสอบสวน

ภาพประกอบ Youtube Video / HBO