‘ผมต้องการ 2 สิ่ง สิ่งหนึ่งคือ เสรีภาพแบบธรรมดาๆ’ สบตา ‘สามัญชน คนชื่อป๋วย’ ผ่านหอจดหมายเหตุยุคใหม่ ใน 105 ปีชาตกาล

13.03.21 | 13:31 น.
‘ผมต้องการ 2 สิ่ง สิ่งหนึ่งคือ เสรีภาพแบบธรรมดาๆ’ สบตา ‘สามัญชน คนชื่อป๋วย’ ผ่านหอจดหมายเหตุยุคใหม่ ใน 105 ปีชาตกาล

‘เสรีภาพของประชาชนเป็นสิ่งแปลก ถ้าตัวเราเองไม่ได้ถูกลิดรอนเสรีภาพดังกล่าว ก็จะไม่รู้สึกอะไร และจะพูดได้เสมอว่าคนอื่นยังสามารถอยู่ได้เลยภายใต้การกดขี่ปราบปราม’

คือคำกล่าวของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปูชนียบุคคลวงการเศรษฐศาสตร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ถูกนำมาอ้างถึงบ่อยครั้งในสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อการเมืองไทย ‘ไม่ปกติ’

เช่นเดียวกับบรรยากาศในห้วงเวลานี้ ที่การเรียกร้องของประชาชนยังเกิดขึ้นแทบทุกหัวระแหงในโลกออฟไลน์ คู่ขนานไปกับทุกแพลตฟอร์มในโลกออนไลน์ แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแส ‘แผ่ว’ ลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็หาใช่หยุดชะงัก ดังปรากฏการนัดม็อบต่อเนื่องในหลายจุดเกือบทุกวันไม่มีเว้น ท่ามกลางการทยอยจับกุมคุมขังแกนนำโดยไม่ได้รับการประกันตัว แม้ระดับอดีตอธิการบดี อดีตคณบดี อีกทั้งบรรดาคณาจารย์รั้วธรรมศาสตร์ รับเป็น ‘นายประกัน’ ครั้งแล้วครั้งเล่า

นี่จึงเป็นอีกปีที่ต้องจับตาในสิทธิเสรีภาพ สิ่งซึ่ง ‘อาจารย์ป๋วย’ ให้ความสำคัญยิ่งเช่นเดียวกับ ‘สันติ ประชาธรรม’ หลักคิดซึ่งส่งต่อสู่คนรุ่นหลัง ยับยั้งความรุนแรงทุกรูปแบบ

พุทธศักราช 2564 ครบรอบ 105 ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์

Advertisement

9 มีนาคมที่ผ่านมา ‘วันอาจารย์ป๋วย’ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ไม่เพียงจัดงานแสดงมุทิตาจิตอย่างเคย แต่ยังทำพิธีเปิดหอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ อาคารอุทยานการเรียนรู้ป๋วย 100 ปี หรือที่มักถูกเรียกสั้นๆ ว่า ‘สวนป๋วย’

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีคนเดิมและคนใหม่แห่งรั้วแม่โดม เปิดงาน โดยกล่าวถึงอาจารย์ป๋วยในตอนหนึ่งว่า ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานเศรษฐกิจไทยสมัยใหม่ อีกทั้งเป็นผู้ที่อุทิศตนให้กับชาติบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีจริยธรรมในการทำงานเสมอมา จนได้รับการยกย่องจาก องค์การยูเนสโก ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในด้านผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์

นอกจากนี้ ยังย้อนเล่าถึงความเป็นมาของหอจดหมายเหตุฯ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2534 เพื่อเป็นแหล่งบริการข้อมูล การศึกษา งานวิจัย โดยให้บริการสังคมและประชาชนมาตลอด 30 ปี จนกระทั่งปี 2560 ที่หอจดหมายเหตุฯ ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในหน่วยงานของหอสมุดฯ ซึ่งถือเป็นการยกระดับการให้บริการให้เท่าทันยุคสมัยมากยิ่งขึ้น

กล่าวโดยสรุปว่า หอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์พัฒนาขึ้นตามโลกเทคโนโลยี โดยมีการพัฒนาระบบการจัดเก็บเอกสารที่ทันสมัย ใช้นวัตกรรมเพื่อจัดเก็บเอกสารให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลไฟล์เต็มรูปแบบ ตลอดจนพัฒนาระบบการสืบค้นตามมาตรฐานสากล ซึ่งทำให้ง่ายต่อการใช้งาน

นอกจากนี้ หอจดหมายเหตุฯ ยังได้รับการจัดสรรพื้นที่ภายในอาคารอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี เพื่อจัดตั้งเป็นสํานักงานและสถานที่ให้บริการ โดยมีการออกแบบ ตกแต่ง และสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ รวมถึงจัดแสดงนิทรรศการ “สามัญชนคนชื่อ ‘ป๋วย’ ชีวิต ความคิด และผลงาน” ซึ่งประกอบด้วยนิทรรศการถาวร และนิทรรศการเสมือนจริง เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี ในฐานะผู้ริเริ่มและบุกเบิกการขยายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มายังศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี

2 สิ่งที่ ‘ป๋วย’ อยากได้ ‘เสรีภาพแบบธรรมดาๆ’
กับสิทธิร่วมกำหนดชะตากรรมสังคม

“ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ อาจารย์ป๋วยของชาวธรรมศาสตร์ เป็นบุคคลที่ชาวธรรมศาสตร์รักและเคารพ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะคุณความดีของตัวท่านเป็นสำคัญ……

……ชีวิตของท่านอาจารย์ป๋วยนั้นควรค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะแสดงถึงความอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร ทั้งในการศึกษาและการงาน และที่โดดเด่นเป็นพิเศษก็คือความซื่อสัตย์ กับจิตใจที่รักประชาธิปไตย รักประเทศชาติ ด้วยการสร้างความเป็นธรรมในสังคม เป็นตัวอย่างของคนดี ผู้นำที่สังคมยังต้องการ อาจารย์ที่ศิษย์รักและเคารพ”

ศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงอาจารย์ป๋วย เมื่อครั้งจัดพิมพ์หนังสือครบรอบ 80 ปีเมื่อ พ.ศ.2539 ให้ภาพรวม และภาพจำของอาจารย์ป๋วย ต้นแบบคนดีในนิยามที่แตกต่างไปจากคำเสียดสียั่วล้อ ‘คนดี’ ในปัจจุบัน คนที่มองเห็นความสำคัญของสิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความทุกข์ยากของผู้อื่น

ในคำให้การของอาจารย์ป๋วย ต่อคณะอนุกรรมการว่าด้วยองค์การระหว่างประเทศ ของคณะกรรมการวิเทศสัมพันธ์ ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งรัฐสภาที่ 95 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2520 ในตอนหนึ่งที่ลึกซึ้งกินใจ สะท้อนปมปัญหาที่ต้องแก้ไข ในความขมขื่นที่แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ความว่า

“ถ้าคุณเป็นชาวนา และบุตรของคุณถูกตำรวจนำตัวไปโดยที่เขามิได้ก่อกวนแต่อย่างใด มิได้ทำอะไรทั้งนั้น ถูกนำตัวไปโดยปราศจากข้อหา เมื่อนั้นแหละคุณจะรู้สึกขมขื่นมาก

ฉะนั้น ผมจึงไม่คิดว่า จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของปัญญาชนที่จะวิตกกังวลเท่านั้น คนตัวเล็กๆ ซึ่งได้รับความเดือดร้อน เพราะการไร้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพ ถูกข่มขู่จากพวกเผด็จการ จะได้รับความทุกข์กันทุกคน มีพวกปัญญาชนเท่านั้นที่สามารถจะบอกเล่าอะไร ชาวนาไม่ทราบจะพูดออกมาอย่างไร แต่พวกเขารู้สึกขมขื่นอย่างรุนแรง

ผมอยากจะเตือนคุณว่า คำว่า ‘ไทย’ หมายความว่ามีเสรีภาพ และพวกเราคนไทยที่อยู่ในประเทศไทยต้องมีเสรีภาพ ไม่ว่าเราจะจน ไม่ว่าเราจะอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้

ผมเห็นว่า การเป็นอยู่ของเพื่อนร่วมชาติของผมนั้น ไม่มีทางอื่นนอกจากอยู่อย่างเป็นไท อย่างมีเสรีภาพพอสมควร

ผมเห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า สภาพต่างๆ อาจไม่พร้อมพอที่จะทำให้ได้ประโยชน์จากประชาธิปไตย จากเสรีภาพอย่างเต็มที่ ทว่าบทสรุปของผมต่างจากพวกที่คุณอ้างมามากทีเดียว

ผมอยากจะพูดว่า ขอให้เราพยายามให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย มากกว่าจะบอกว่ามีเผด็จการกันเถอะ ประชาธิปไตยต้องใช้เวลาแน่นอน และเราต้องมุ่งที่จะทำให้ประชาธิปไตยก่อตั้งขึ้นมาให้ได้

ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสอนในชั้นเรียนได้เลย ผมไม่แคร์นักกับรูปแบบของประชาธิปไตยที่จะมีขึ้นในประเทศของผม มันจะต้องเหมาะกับสภาพความเป็นมาทางวัฒนธรรมของประเทศของผม ประชาธิปไตยวิถีทางรัฐสภาแบบในตะวันตกอาจจะไม่เหมาะกับเรา ผมเห็นด้วยอย่างนั้น

ขอให้เราได้มีเสรีภาพที่จะค้นคว้าแสวงหาสิ่งนั้น

และในที่สุดแล้วผมต้องการ 2 สิ่ง สิ่งหนึ่งคือ เสรีภาพ เสรีภาพแบบธรรมดาๆ อีกสิ่งหนึ่งคือ สิทธิที่จะได้มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของสังคม

2 สิ่งนี้จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นแนวคิดของตะวันตกแต่ผู้เดียว ในคำสอนทางพุทธศาสนามีแนวคิดเกี่ยวกับสังฆะ เกี่ยวกับความเป็นปึกแผ่นและการมีตัวแทน

แต่เราละเลยแนวคิดนี้ แล้วไปคิดว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่เอื้อมไม่ถึง เราจึงมักคิดว่า เราต้องใฝ่หาเสถียรภาพโดยการมีระบบเผด็จการ”

เปิดจม.ถึง ‘คุณสุชาติที่รัก’ (สังคมศาสตร์ปริทัศน์)
เป็นเพลิงให้เสรีชนได้มองเห็น

ในช่วงเวลาของการรำลึกถึงอาจารย์ป๋วยในปีนี้

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นักเขียนและบรรณาธิการรุ่นใหญ่ฝั่งประชาธิปไตย นำข้อความในเอกสารฉบับหนึ่งมาเปิดเผย โดยระบุว่า เป็นหนึ่งในจดหมายจากอาจารย์ป๋วย ในช่วงที่ตนเป็นบรรณาธิการ “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” ที่เหลือรอดจากเหตุการณ์ “6 ตุลาคม 2519” ในช่วงที่ต้องหลบหายไปจากบ้าน “ศรีดาวเรือง” ภริยาได้ช่วยเป็นธุระเอาหนังสือ “ต้องห้าม” และจดหมายส่วนตัวจำนวนหนึ่ง มัดรวมกันใส่ไว้ในถังข้าวสารพลาสติกหลายสิบใบ และขุดดินฝังไว้ใต้ถุนบ้าน

นี่คือข้อความในจดหมายฉบับนั้น

3 Barton Close
Cambridge CB 3 9 L Q
England.
10 กุมภาพันธ์ 2515

คุณสุชาติที่รัก

จดหมาย 28 มค.ของคุณที่ส่งมาพร้อมกับ “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” ฉบับหลัง 17 ผมได้รับแล้วด้วยความขอบคุณ

ผมเห็นด้วยกับคุณในเรื่องที่จะต้องประคับประคอง ปริทัศน์ ไว้เท่าที่จะทำได้ (โดยถือเสรีภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้) เป็นดุลที่ค่อนข้างจะยากในการรักษา แต่ก็จำเป็น เพราะเราเป็นฉบับเดียวที่ถือเสรีภาพอยู่ได้ตลอดมา เป็นเพลิงให้เสรีชนได้มองเห็นอยู่ ถ้ามืดมนเมื่อใดก็จะหาหนทางได้ยาก

ผมอยากจะเขียนเรื่องมาลง ปริทัศน์ แต่ระหว่างนี้กำลังงานแยะเพราะค้างมาเมื่อต้นปี ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ไปหลายเวลา แต่ถ้าคุณเตือนมาเรื่อยๆ ก็จะดี

มีบทความที่ผมเขียนเสร็จอยู่ 1 บท ทำนองจดหมายจาก ‘นายเข้ม เย็นยิ่ง’ ถึง ‘นายทำนุ เกียรติก้อง ผู้ใหญ่บ้านไทยเจริญ’ ผมจะส่งไปให้จอมพลถนอม กิตติขจร พรุ่งนี้ และจะส่งสำนวนให้ คุณสาคร ถาวโรฤทธิ์ เลขานุการของผมที่คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. พิมพ์โรเนียวแจกในหมู่เสรีชนทั้งหลาย ไม่อยากนำลงใน ปริทัศน์ เพราะเหตุข้างต้น ขอให้คุณติดต่อคุณสาครมารับเอาไป (คุณชวลิต ปัญญาลักษณ์ รู้จัก) ผมจะให้คุณสาครโทรศัพท์บอกคุณด้วย

รัก + คิดถึง
(ป๋วย อึ๊งภากรณ์)

เป็นเรื่องราวจุดกำเนิด “จดหมายจากนายเข้ม เย็นยิ่ง ถึงนายทำนุ เกียรติก้อง ผู้ใหญ่บ้านไทยเจริญ” เมื่อต้นปี พ.ศ.2515 ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์

‘พูนดินที่โคนต้นไม้’ ถึง ‘สวนป๋วย 100 ปี’

ไม่เพียงผลงานที่จารึกไว้ในความทรงจำธรรมศาสตร์และสังคมไทย ชีวิตส่วนตัวของอาจารย์ป๋วยก็มากมายด้วยเกร็ดน่าสนใจ ตั้งแต่ชื่อ ‘ป๋วย’ ซึ่งท่านได้อธิบายไว้อย่างละเอียดว่า

“ชื่อของผม ‘ป๋วย’ นั้น เตี่ยผมตั้งคำจีนให้เป็นชื่อตัว (ซึ่งต่างจากชื่อสกุลและชื่อรุ่น คือ Generation ตามธรรมเนียมจีน ชื่อสกุลของผมคือ อึ๊ง ชื่อรุ่นคือ เคียม อ่านทั้ง 3 ตัวตามลำดับประเพณีจีน สำเนียงแต้จิ๋ว จะเป็น ‘อึ้ง ป้วย เคียม’ แต่ถ้าอ่านโดดๆ วรรณยุกต์จะเปลี่ยนไป ชื่อสกุลเป็น อึ๊ง และชื่อตัวเป็น ป๋วย)

คำว่า ‘ป๋วย’ ตามที่เตี่ยเขียนให้นั้น แปลตรงตัวได้ว่า ‘พูนดินที่โคนต้นไม้’ เพราะตัวประกอบในอักษรระบุไว้เช่นนั้น แต่มีความหมายกว้างออกไปอีก คือ ‘บำรุง’ ‘หล่อเลี้ยง’ ‘เพาะเลี้ยง’ และ ‘เสริมกำลัง’ ปทานุกรมจีน-อังกฤษที่พิมพ์จำหน่ายที่ฮ่องกง แปลว่า ‘to bank up with earth; to cultivate; to nourish; to nurse; to add energy; to strengthen’

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยสัพยอกผมในเรื่องชื่อของผมครั้งหนึ่ง ท่านเคยพูดว่า คุณป๋วยน่าจะเป็นข้าราชการผู้ใหญ่แล้วไม่เปลี่ยนสักที ชื่อเป็นเจ๊กเป็นจีนอยู่อย่างนั้น

ผมก็เรียนท่านว่า พ่อผมตั้งชื่อมา ถ้าจะให้เปลี่ยนก็ต้องให้พ่อเปลี่ยน แต่เสียใจที่พ่อตายเสียแล้ว เลยเปลี่ยนไม่ได้

อีกประการหนึ่ง ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีรู้จักภูมิศาสตร์ของไทยดี จะทราบว่าที่จังหวัดลำปางมีตำบลหนึ่งชื่อว่า ปางป๋วย ฉะนั้น ป๋วยจึงเป็นคำไทยด้วย ท่านก็เลยหัวเราะและเลยไม่พูดถึงนามสกุลด้วยซ้ำ”

ความหมายของชื่อป๋วยนี้ ต่อมา เมื่อมีการสร้าง ‘อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี’ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการออกแบบ โดยมีการสร้างอาคารใต้หลังคาที่มีลักษณะเป็น ‘พูนดิน’ สื่อถึงการบำรุง หล่อเลี้ยง เสริมกำลัง ดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยเปิดเป็นสาธารณะประโยชน์ให้คนทั่วไปเข้าใช้ได้ ไม่เฉพาะนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเพียงไม่กี่วันก่อน 9 มีนาคม ‘สวนป๋วย 100 ปี’ ก็เป็นสถานที่ต้อนรับ กลุ่มผู้ทำกิจกรรม ‘เดินทะลุฟ้า’ ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดนครราชสีมาเป็นวันที่ 14 เปิด ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจระบอบ คสช.’ อย่างเผ็ดร้อน โดยเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.), คณะกรรมการนักศึกษาวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์

ประติมากรรมอาจารย์ป๋วย นั่งคู่ ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การ ม.ธรรมศาสตร์ บนม้านั่งในสวนป๋วย ซึ่งสร้างขึ้นจากภาพถ่ายของ จริย์วัฒน์ สันตะบุตร บริเวณหอพัก Beit Hall ของ Imperial College กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2520 เป็นจุดสนใจในการแปะ ‘โพสต์อิท’ ข้อความสะท้อนการเมืองไทยในวันที่ทั้ง 2 ท่านยังคงมีชีวิตอยู่บนผลงานและแรงบันดาลใจสู่คนรุ่นใหม่

เป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย ที่ต้องสบตา สนทนา และทำความรู้จักย้อนสู่วันเวลาในอดีต เพื่อหันมองปัจจุบัน และต่อสู้เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเมื่อวาน

เข้าชมนิทรรศการ “สามัญชนคนชื่อ ‘ป๋วย’ ชีวิต ความคิด และผลงาน” ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ณ หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาคารอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี
รวมถึง อ่านจุลสารหอจดหมายเหตุฯ หนังสือ คลังภาพ โปสเตอร์ และชมนิทรรศการออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ของหอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ http://archives.library.tu.ac.th/