‘ชิยา อามอส’ : จากวาทยกรสู่คนส่งอาหาร,บทเรียนชีวิตแห่งการละวางของคนหนุ่ม
เราเคยรู้สึกต่ำต้อยไร้ค่าไหม, ถ้าเราเคยรู้สึกว่าเราโชคร้าย เรื่องราวของวาทยกรหนุ่มตกอับแห่งสิงคโปร์วัยเพียง 30 ปี นาม “ชิยา อามอส” (Chiya Amos) คงจะเป็นเพื่อนปลอบใจเราได้บ้างว่า อย่างน้อยที่สุดในโลกนี้ก็ยังมีคนที่โชคร้ายอยู่อีกมากที่ยังต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตเป็นเพื่อนร่วมโชคชะตาทุกข์ยากของเราในโลกนี้ มีคำคมกล่าวไว้ว่า “ถ้ามองทางโลกให้มองทางต่ำ ถ้ามองทางธรรมให้มองทางสูง” ซึ่งหมายความไปในทำนองที่ว่า หากเราคิดว่าเราโชคร้ายตกอับ ชีวิตยากลำบากแล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้นยังมีคนที่ต้องทุกข์ยากลำบากยิ่งกว่าเราอยู่อีกมากมายนัก (อันนี้คือ “มองทางโลกให้มองทางต่ำ”) และหากเราคิดหยิ่งทะนงตัวว่าเราดีพอแล้ว เราเก่งแล้ว ก็ขอให้พึงรู้ว่าในโลกนี้ยังมีคนดี, คนเก่งกว่าเราอีกมากจงพึงหมั่นฝึกฝนปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมเถิด (อันนี้คือ “มองทางธรรมให้มองทางสูง”) เรื่องราวของวาทยกรหนุ่มชาวสิงคโปร์ที่กำลังเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ในคณะอุปรากรและบัลเลต์ในแถบรัสเซีย แต่ต้องมาตกงาน, ชีวิตตกอับราวกับเทวดาตกสวรรค์ ต้องมาทำงานขี่จักรยานส่งอาหาร-เครื่องดื่ม นับเป็นเรื่องราวสอนใจเราทุกคนได้ดี ถึงความไม่แน่นอนแห่งชีวิต คนที่ชีวิตมาจากศูนย์แล้วไต่เต้าขึ้นไปจนได้ดีเป็นใหญ่เป็นโตนั้นน่ายกย่องนับถือ แต่คนที่เคยเป็นใหญ่เป็นโตและต้องกลับลงมาสู่สามัญในชั่วพริบตานี่สิ เป็นเรื่องที่ยิ่งน่าจะต้องเรียนรู้และนับเป็นแบบอย่าง ในการประคองสติประคองชีวิตให้อยู่รอดได้ โดยเฉพาะหากเรื่องนั้นเกิดขึ้นในช่วงที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ นี่เองกระมังที่มีคำสอนกันอยู่เสมอๆ ว่าหากต้องการเรียนรู้ชีวิตก็จงเรียนจากความทุกข์เพราะทุกข์นั้นจะทำให้เราแข่งแกร่งเติบโตขึ้นในจิตวิญญาณ แต่ความสุขเป็นมายาที่มักจะทำให้เราเพลิดเพลินอยู่กับกิเลสและความประมาทในชีวิต
เรื่องราวของ “ชิยา อามอส” กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันอยู่ในโลกออนไลน์ เขาเป็นวาทยกรหนุ่มวัยเพียง 30 ปี ชาวสิงคโปร์ ก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เขาเป็นวาทยกรที่ตั้งหลักแหล่งพำนักอยู่ในรัสเซีย มีความเชี่ยวชาญในการอำนวยเพลงอุปรากร (Opera) และบัลเลต์ (Ballet) ในปี พ.ศ.2561 เขาได้ดำรงตำแหน่งวาทยกรรับเชิญประจำ (Permanent Guest Conductor) แห่งคณะอุปรากร-บัลเลต์ “มาริยินสกี” (Mariinsky Theatre North Ossetia-Alania) อันเป็นสาขาย่อยของคณะมาริยินสกีแห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและเขายังเป็นหนึ่งในคณะวาทยกร (Conducting Fellow) ในเทศกาลดนตรีฤดูใบไม้ผลิที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ.2562-2564 โดยมีวาทยกรระดับโลกนาม “ริคคาร์โด มูติ” (Riccardo Muti) เป็นหัวหน้าคณะวาทยกร ชิยา อามอสเคยชนะได้รับรางวัลในการแข่งขันอำนวยเพลงหลายรายการ เป็นวาทยกรผู้ช่วย (Assistant Conductor) ให้กับวาทยกรชาวฝรั่งเศสชั้นนำอย่าง “ญอง ปาสกาล ทอร์เทลิเยร์” (Yan Pascal Tortelier) แห่งวงไอซ์แลนด์ซิมโฟนีออเคสตรา (Iceland Symphony Orchestra) และ “บีบีซี. ฟิลฮาร์โมนิกออเคสตรา”(BBC. Philharmonic Orchestra) ก่อนหน้าการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นแม้ว่าเราไม่อาจเรียกเขาได้ว่าเป็น “วาทยกรระดับโลก” ได้เต็มปาก แต่เขาก็เป็นคนหนุ่มที่กำลังเจริญก้าวหน้า มีงานอำนวยเพลงรับเชิญให้สั่งสมประสบการณ์และบารมีกับโรงอุปรากร, คณะบัลเลต์และวงออเคสตราต่างๆ ทั่วรัสเซียและยุโรป

ชิยา อามอส เล่าถึงประสบการณ์ตกสวรรค์ที่แทบจะเรียกได้ว่าสายฟ้าแลบ กล่าวคือหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โรงละครและสถานที่แสดงต่างๆ ถูกปิดตัวลง เขาตกงานกะทันหัน ไม่มีการจ้างงาน ไม่มีเงินชดเชยจากการถูกยกเลิกงานใดๆ อีกด้วย นับเป็นระยะเวลากว่า 10 เดือน เขาเริ่มหันไปสอนดนตรีส่วนตัวบ้างเล็กๆ น้อยๆ บรรยายในการสัมมนาออนไลน์บ้าง และแม้ว่าจะมีมาตรการผ่อนคลายมากขึ้นทั่วยุโรปในช่วงปลายปีที่แล้ว แต่ทว่าสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างกลับตาลปัตร บรรดาวงออเคสตราส่วนใหญ่เริ่มที่จะเลือกใช้งาน, ว่าจ้างวาทยกรที่เป็นคนท้องถิ่นก่อน และในขณะเดียวกันก็สนับสนุนวาทยกรคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ซึ่งกำลังเติบโตขึ้น แทนที่จะต้องเชิญวาทยกรต่างชาติอย่างตัวเขา
ในการแพร่ระบาดรอบสองของโควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกในปลายปีที่แล้วทำให้สถานการณ์ซ้ำร้ายลงไปกว่าเดิม เขาต้องนำเงินเก็บออมไว้ออกมาใช้จ่าย คนเราเมื่อชีวิตตกอับหมดทางไป มักจะหวนคิดถึงบ้านอย่างรุนแรง ตัวเขาก็เช่นกัน (เขากล่าวว่าบ้านคือที่ซึ่งดวงใจเราจะอยู่ที่นั่น!) เขาจึงตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า เดินทางกลับบ้านที่สิงคโปร์ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ยื่นขอสมัครงานไปกว่า 40 แห่ง ทั้งงานขาย, งานบริหารจัดการ และงานทางวิชาการ, การศึกษา แต่ก็ถูกปฏิเสธไปทุกงาน และด้วยการที่เขาได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศเป็นระยะเวลาหลายปี เขาจึงไม่มีสิทธิในการรับเงินช่วยเหลือในโครงการเยียวยาใดๆ จากทางรัฐบาล ชิยา อามอส บอกว่า เขาต้องเผชิญหน้ากับความไม่มั่นคงในชีวิตและการเงิน เขารู้สึกเศร้าใจ, สลดหดหู่, ท้อแท้ผิดหวัง, วิตกกังวล
ในที่สุดวาทยกรหนุ่มที่กำลังจะไต่สวรรค์, สร้างสะสมความสำเร็จในชีวิตก็จึงตัดสินใจว่าทำไมไม่ไปรับใช้สังคมในวิถีทางที่แปลกออกไปบ้างล่ะ เขาจึงตัดสินใจไปสมัครเป็นคนส่งอาหาร โดยในช่วงแรกต้องไปใช้รถสกู๊ตเตอร์แบบขายันใช้แล้ว (Second-hand kick scooter) มาใช้เป็นพาหนะในการส่งอาหาร เขาบอกว่าไม่มีแม้กระทั่งเงินที่จะซื้อจักรยานมาใช้ เขาเล่าว่าในช่วงแรกๆ อาจมีผู้คนพากันพูดว่า “โอ้ว……คุณกำลังทำอย่างนี้อยู่รึ?” ผมก็จะบอกว่า “ใช่ มีอะไรผิดปกติหรือ?” ผู้คนจะพูดกันว่า “เราคิดว่าคุณเป็นวาทยกรเสียอีก” ผมก็จะบอกว่า “ทำไมวาทยกรจะทำสิ่งนี้ไม่ได้ล่ะ” ชิยา อามอส เริ่มทำงานเป็นคนส่งอาหารมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่เดือนมกราคม (ช่างเป็นการต้อนรับชีวิตในช่วงปีใหม่ที่ท้าทายอะไรเช่นนี้) เขาเล่าถึงความลำบากในช่วงแรกๆ ว่า เขาต้องใช้ขายันรถสกู๊ตเตอร์วันละ 12 ชั่วโมง จนข้อเท้าพลิก บาดเจ็บ และโดยธรรมชาติเขาเกิดมาเป็นคนผิวขาว, ผิวบางอีกทั้งไปใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซียเป็นระยะเวลายาวนาน ที่รัสเซียไม่ค่อยมีแสงแดด เมื่อครั้นต้องมาทำงานส่งอาหารในสิงคโปร์ที่ต้องเดินทางผ่านแสงแดดจัด จนผิวเริ่มไหม้เกรียมต้องหาครีมโลชั่นกันแดดมาช่วยบรรเทาอาการแสบผิว การที่ต้องไถรถด้วยเท้าพร้อมแบกกระเป๋าใส่อาหารหนักอึ้งบนหลัง ปีนขึ้นสะพานลอยเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางถนนใหญ่ เป็นเรื่องที่ลำบากอยู่ไม่น้อย (อาจมีเรื่องดีขึ้นมาบ้าง เพราะมีบทความในต่างประเทศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ชิยา อามอส เก็บเงินซื้อจักรยานมาใช้ขี่ส่งอาหารได้แล้ว)

คนเราเมื่อชีวิตทุกข์ยากลำบาก สิ่งหนึ่งที่จะช่วยประคับประคองชีวิตเราได้ก็คือ ความคิดเชิงบวก หรือการมองโลกในแง่ดี ผู้เขียนเองเชื่อเหลือเกินว่านี่เป็นกุศลที่ตัวเขาได้รับภูมิคุ้มกันชีวิตนี้มาจากการทำงานกับศิลปะอันดีเลิศของมนุษยชาติ ผู้คนที่ใช้ชีวิตกับศิลปะขั้นนี้มักต้องฝึกมุมมองในการตีความเข้าใจชีวิตจากมายาในงานศิลปะอยู่เสมอๆ การฝึกมุมมอง, การตีความชีวิตในงานศิลปะย่อมมีส่วนช่วยส่องทางให้บุคคลผู้นั้นมีมุมมองและเข้าใจชีวิตจริงๆ ได้ดีขึ้น ชิยา อามอส ก็เช่นกัน เขากล่าวเปรียบเทียบถึงงานการเป็นวาทยกรและการเป็นคนส่งอาหารของเขาว่า “……… เรานำอาหารไปส่งให้ผู้คน นั่นคือเราได้นำปัจจัยยังชีพไปส่งให้ผู้คน และในฐานะวาทยกรเราได้ทำงานกับออเคสตราต่างๆ นั่นคือหน้าที่ในอันที่จะนำปัจจัยยังชีพไปสู่จิตวิญญาณและความคิดของผู้คนเช่นกัน………” ในเวลาที่เขาขี่จักรยานส่งอาหารเขายังคงใส่หูฟังเพลงซิมโฟนีและอุปรากรที่เขารักไปด้วย ในช่วงเวลาหยุดพักเขายังคงศึกษาสกอร์ดนตรี (Score) อย่างไม่หยุดพัก มาถึงขั้นนี้แล้วดนตรีจะสถิตมั่นอยู่กับบุคคลนั้นเสมอไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด (ดาเนียล บาเรนบอย์ม วาทยกรและศิลปินเดี่ยวเปียโนระดับโลกจึงมักกล่าวเสมอๆ ว่า ดนตรีไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของ “อาชีพ” หากแต่เราต้องทำให้ดนตรีเป็น “วิถีชีวิต” ของพวกเรา) ชิยา อามอส ได้รับภูมิชีวิตสะสม มาจากดนตรีและอุปรากรที่เขาสัมผัสซึมซับมาตลอดระยะเวลาหลายปี ในยามนี้พลังแห่งศิลปะในการมองโลกในแง่บวกส่งอานิสงส์ ให้เขายังคงมีพลังและเต็มไปด้วยความหวัง เขาหวังว่า โลกนี้จะต้องดีขึ้น, สถานที่แสดงดนตรีและศิลปะ, โรงอุปรากร, โรงคอนเสิร์ตจะกลับมาเปิดได้เป็นปกติหลังจากผู้คนจะได้รับวัคซีนทั่วโลก (ผู้เขียนเองอึดอัดมากกับคำว่า “ชีวิตวิถีใหม่” New Normal ในช่วงการแพร่ระบาด เพราะมันไม่ใช่ New Normal หากแต่มันคือชีวิตที่ “Abnormal” ต่างหาก ซึ่งมนุษย์ที่ชาญฉลาดจะต้องพยายามแก้ไขและนำพาโลกนี้กลับสู่ชีวิตมนุษย์ในสภาพปกติให้ได้โดยเร็วที่สุดมิใช่ยอมรับความผิดปกติในชีวิตว่าเป็น “วิถีใหม่” และพูดติดปากตามๆ กัน) ชิยา อามอส กล่าวว่าเขายังคงมีความหวังที่จะกลับไปยืนอำนวยเพลงอีกครั้ง

เขาบอกว่ามาถึง ณ ตอนนี้เขารู้สึกสงบนิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก แม้วิกฤตจะผ่านมาเป็นระยะเวลาแค่ปีกว่าๆ หากแต่เขากลับรู้สึกเติบโตขึ้นอย่างมากมายราวกับเวลาผ่านไปนานหลายปี เขากล่าวว่าเขากำลังมองเห็นมันในฐานะประสบการณ์แห่งการเดินทางเพื่อเรียนรู้ตนเอง, การเดินทางค้นพบด้วยตนเอง พบปะผู้คนมากขึ้นรู้สึกเข้าใจ, สัมผัสความรู้สึกและรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผู้คนได้มากขึ้น เขากล่าวว่านั่นคือทักษะสำคัญมากที่พวกเราพึงมี และเป็นอะไรบางอย่างที่สอนกันไม่ได้ (ใช่แล้วมันเป็นเรื่องสอนกันไม่ได้ หากแต่เราจะเรียนรู้สัมผัสและเติบโตแข็งแกร่งได้ทางจิตวิญญาณได้เยี่ยงนี้ ก็ในยามช่วงลำบากหรือช่วงวิกฤตในชีวิตนั่นเอง) ชิยา อามอส ยังมีโชคดีทางดนตรีเหลืออยู่บ้าง เพราะในเทศกาลดนตรีฤดูใบไม้ผลิที่กรุงโตเกียวในเดือนเมษายน ที่จะถึงนี้เขามีกำหนดการได้ขึ้นอำนวยเพลงในเทศกาลนี้ด้วย (คงจะเป็นสัญญาตกค้างข้ามปีที่มีอยู่เดิม) และความงดงามในมุมมองแห่งอุดมคติทางศิลปะที่ไม่เกินจริงจนเกินไปก็คือ เขาบอกว่าประสบการณ์นี้ได้ช่วยเสริมสร้างมุมมองและวุฒิภาวะให้กับเขาเป็นอย่างมาก “….ผมอำนวยเพลงอุปรากรของแวร์ดิ (Giuseppe Verdi) มาหลายเรื่อง มีสิ่งที่เป็นโศกนาฏกรรมมากมายอยู่ในอุปรากรเหล่านั้น ซึ่งผมคิดว่าประสบการณ์ชีวิตในครั้งนี้ที่สร้างความยากลำบากในชีวิต จะช่วยให้ผมสามารถแสดงออกและถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ได้ดีขึ้น ผมรู้สึกว่าผมได้เติบโตขึ้นมาหลายๆ ขวบปี ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วมันเป็นเวลาเพียงแค่ปีเดียว……”
ผู้เขียนคิดว่ามันมิได้เป็นการกล่าวเกินเลยความจริงแต่อย่างใด การยืนอำนวยเพลงเป็นงานแห่งการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและความคิดจากดุริยกวี ผ่านไปสู่นักดนตรีเพื่อถ่ายทอดผ่านไปสู่ผู้คน (ผู้ชม) ปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งปกติธรรมดาๆ ในวิถีทางดนตรีอยู่เป็นปกติ ซึ่งมันก็คือการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านกระแสจิตผ่านกระบวนการอย่างเป็นระบบชนิดหนึ่งนั่นเอง เราจึงไม่ต้องแปลกใจที่เรามักจะพบคำกล่าวในเชิงปรัชญาคมๆ ออกมาจากปากศิลปินระดับนี้กันได้เสมอๆ เรื่องราว 1 ปี ในวิกฤตชีวิตของวาทยกรหนุ่มผู้หนึ่ง มันคงเป็นเพียงฉากตอนหนึ่งในละครชีวิตจริง หากแต่ก็มีประเด็นอันงดงามมากมายที่เราน่าจะเรียนรู้และสัมผัสได้โดยไม่จำเป็นต้องไปประสบกับความเจ็บปวดนั้นด้วยตนเอง เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนคิดไปถึงบทเพลงระดับกวีนิพนธ์บทหนึ่งนั่นคือเพลงจากละคร ผลงานของพลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ที่ชื่อว่าเพลง “โชคมนุษย์” จึงขอนำเนื้อเพลงนี้มาปิดท้ายไว้ในบทความครั้งนี้ ซึ่งผู้เขียนแอบทึกทักเอาเองว่า นี่ถ้าเอาบทเพลงนี้ไปแปล และขับร้องให้ชิยา อามอส ได้ฟังในตอนนี้เขาน่าจะชื่นชอบและประทับใจจนอาจจะน้ำตาคลอก็เป็นได้ เนื้อเพลงของหลวงวิจิตรท่านว่าไว้ดังนี้
“โลกมนุษย์ นี้ไม่มี ที่แน่นอน ประเดี๋ยวเย็น ประเดี๋ยวร้อน ช่างแปรผัน
โชคหมุนเวียน เปลี่ยนไป ได้ทุกวัน สารพัน หาอะไร ไม่ยั่งยืน
ชีวิตเหมือน เรือน้อย ล่องลอยอยู่ ต้องต่อสู้ แรงลม ประสมคลื่น
ต้องทนทาน หวานสู้อม ขมสู้กลืน ต้องจำฝืน สู้ภัย ไปทุกวัน
เป็นการง่าย ยิ้มได้ ไม่ต้องฝืน เมื่อชีพชื่น เหมือนบรรเลง เพลงสวรรค์
แต่คนที่ ควรชม นิยมกัน ต้องใจมั่น ยิ้มได้ เมื่อภัยมา”
บวรพงศ์ ศุภโสภณ

