ก่อนเดือนมีนาจะพ้นผ่าน ชีวิตในม่านฝุ่นPM2.5 มลพิษในเขตเมือง เรื่อง‘ซีเรียส’กว่าที่เคยรู้

17.03.21 | 14:05 น.

“ในช่วงเวลาที่เกิดปัญหามลพิษทางอากาศมากๆ คือเดือนพฤศจิกายนจนถึงมีนาคม การติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

คือคำแจ้งเตือนจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทาง ด้านโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ในช่วงเวลาที่หลายจังหวัดโดยเฉพาะในเขตเมืองของพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ เชียงราย รวมถึงกรุงเทพมหานคร กำลังประสบปัญหามลภาวะทางอากาศที่มีความรุนแรงมากขึ้นทุกที

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกพบว่าปัญหามลภาวะทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในลำดับที่ 5 ประชากรที่เสียชีวิตในโลก จำนวน 4.2 ล้านคน มีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากปัญหามลพิษทางอากาศ ที่พบบ่อยเป็นลักษณะแบบ Particulate matter (PM) เป็นฝุ่นละอองที่มีทั้งของเหลวและของแข็ง ซึ่งเป็นโลหะพิษ (toxic compound) และสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon) แขวนลอยในอากาศโดยที่ผิวของฝุ่นละอองจะมีโลหะพิษผสมอยู่เช่น สารหนู (arsenic) ตะกั่ว (lead) แคดเมียม (cadmium) ส่งผลให้มีสภาพความเป็นกรดที่ผิวของฝุ่นละออง การแยกชนิดของฝุ่นละอองขนาดเล็กแบ่งตามขนาดออกได้เป็น 4 ประเภทโดยขนาดยิ่งเล็กเท่าไรยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก จะเกาะติดบริเวณช่องปาก คอ และลิ้น ส่งผลให้คัดจมูก แสบตา เจ็บคอ จาม ไปจนถึงการลงไปยังหลอดลม และขั้วปอดส่วนต้น ก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าว ทำให้มีอาการ ไอ หอบเหนื่อยมากขึ้นในผู้ป่วยโรคหืด และในกรณีของฝุ่น PM2.5 จะสามารถลงไปจนถึงหลอดลมฝอย และถุงลม ได้

นพ.ศิระ ย้ำด้วยว่า มาตรการรณรงค์เพื่อป้องกันและลดปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ในระยะยาว ควรรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการ ลด ละ เลิก กิจกรรมกลางแจ้งเมื่อมีคำเตือน และใช้หน้ากากอนามัย หรือหน้ากาก N95 ถ้ามีความจำเป็นต้องสัมผัสฝุ่นละออง โดยฝุ่นละออง
ขนาดเล็กในอากาศมีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่สามารถลงไปจนถึงถุงลมปอดก่อให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น

Advertisement

ด้าน นพ.ยุทธนา อภิชาตบุตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อายุรกรรมโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล หยิบยกข้อมูลของ กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีรายงานในปี 2561 ว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรม รวมไปถึง
ยานพาหนะก่อให้เกิดฝุ่นละอองอย่าง PM2.5 โดยสาเหตุมักเกิดจากการเผาไหม้ในที่โล่งในทางเกษตรกรรม การเผาไหม้น้ำมันดิบ ไอเสียรถยนต์ดีเซล การเผาไหม้ในเตาเผาครัวเรือน

การรายงานระดับความรุนแรงของมลพิษในอากาศ จะรายงานเป็นภาพรวม โดยรวมเอา particulate matter (PM10, PM2.5), carbon monoxide, ozone, nitrogen dioxide และ sulfur dioxide มาคำนวณเรียกว่า Air Quality Index (AQI) โดย AQI ในประเทศไทยจะแบ่งเป็น 5 ระดับโดยระดับสูงสุด คือ AQI ที่มากกว่า 201 ขึ้นไป ในเรื่องของค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศที่เทียบเท่ากับค่าดัชนีคุณภาพอากาศ โดยค่าเฉลี่ย PM2.5 นั้น จะรายงานเป็นค่าเฉลี่ยต่อเนื่อง

“PM2.5 นั้น ส่งผลทำให้การต่อต้านอนุมูลอิสระลดลง ธาตุโลหะ เช่น เหล็ก ทองแดง วาเนเดียม และแมงกานีส บนผิว PM2.5 ทำให้ความแข็งแรงของเซลล์ลดลงเกิดการตายของเซลล์ นำไปสู่การอักเสบของเนื้อเยื่อ และการทำงานของอวัยวะต่างๆ ผิดปกติ โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กกับระบบทางเดินหายใจนั้น อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้กำเริบได้โดยเฉพาะในส่วนโรคระบบทางเดินหายใจ และยังส่งผลทำให้มีอัตราการ
เจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ โรคหอบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปอดติดเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังพบว่าอัตราการเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นในระดับของ PM2.5 ที่เพิ่มขึ้น” นพ.ยุทธนากล่าว ทั้งยังอธิบายเพิ่มเติมถึงผลของฝุ่นละอองต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ที่ส่งผลทำให้ระบบเยื่อบุหลอดเลือดผิดปกติ ซึ่งก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจโต และหัวใจวาย

สำหรับอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้คนหวาดหวั่น อย่างโรคร้ายอย่าง ‘มะเร็ง’ นั้น ฝุ่น PM2.5 มีความเป็นพิษต่อยีนโดยตรง ทำให้สารพันธุกรรมเสียหาย โดยสัมพันธ์กับการก่อให้เกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบถึงระบบอื่นๆ เช่น ระบบไต ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบประสาทส่วนกลาง
และอื่นๆ อีกด้วย

แม้สังคมไทยจะรับรู้ถึงพิษร้ายของฝุ่นจิ๋วตัวฉกาจอย่างแพร่หลาย แต่การอัพเดตข้อมูลใหม่ๆ ผลิตซ้ำย้ำเตือนถึงอันตรายของมลพิษทางอากาศครั้งสำคัญในห้วงเวลานี้ ก็สำคัญยิ่ง