‘ใจแผ่นดิน’ กลับไม่ง่าย แม้ใครๆจะช่วย#เซฟบางกลอย

19.03.21 | 13:30 น.

ทําท่าจะมีแนวโน้มเชิงบวกอยู่ได้แค่ “ไม่กี่ชั่วโมง” หลังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จรดปากกาลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหากรณีกะเหรี่ยงบางกลอยซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องที่ผลักดันโดยภาคีเซฟบางกลอยและขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ “พีมูฟ” เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ทว่า เมื่อชาวบ้านม้วนเสื่อหอบมุ้งออกจากสะพานชมัยมรุเชฐ พร้อมกลับบ้าน ยังไม่ทันถึงจุดหมาย นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักไทยก็ให้สัมภาษณ์สื่อในทำนองว่า ชาวบางกลอย “กลับใจแผ่นดินไม่ได้” และอย่าดูแค่รัฐธรรมนูญ ต้องดูกฎหมายลูกด้วย

ทำเอาชาวบ้านตะโกนบอกคนขับแตะเบรกรถแทบไม่ทัน ก่อนที่ส่วนหนึ่งจะหันกลับมายัง “หมู่บ้านบางกลอย ซอยชมัยมรุเชฐ” เช่นเดิม สมทบกับภาคีเซฟบางกลอยที่ประกาศปักหลักเดินหน้าทำกิจกรรมต่อไปไม่หยุดยั้ง โดยกล่าวชัดถ้อยชัดคำว่า “นายกฯตระบัดสัตย์” ในค่ำคืนเดียวกันยังจับมือ “หมู่บ้านทะลุฟ้า” ซึ่งตั้งเวที โรงครัว กระทั่งสำนักสงฆ์ บนถนนพระรามที่ 5 เลียบคลองเปรมประชากรเฉกเช่นเดียวกัน ร่วมประจันหน้าสู้อำนาจรัฐ โดยมี “เฟมิสนิสต์ปลดแอก” แจมด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังอ่านแถลงการณ์ประกาศ “ยกระดับ” กิจกรรมให้เข้มข้นขึ้นกว่าเก่า พร้อม “ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า” ซึ่งจงใจตั้งชื่อยั่วล้อ “ปฏิบัติการตะนาวศรี” เมื่อ พ.ศ.2554 ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบุกเผาทำลายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และยุ้งฉาง เพื่อขับไล่ชาวกะเหรี่ยงบางกลอยออกจากใจแผ่นดินตามนโยบายทวงคืนผืนป่า ซึ่งสุดท้ายศาลตัดสินว่าการกระทำเยี่ยงนี้มีความผิดตามกฎหมาย และต้องชดใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

ในคืนเดียวกัน

Advertisement

มีความกังวลของหลายฝ่าย ว่าจะมีฉาก “สลายชุมนุม” ที่หมู่บ้านสร้างใหม่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐหรือไม่ โดยในวันที่นายกฯ ลงนามตั้งกรรมการ แล้วนั้น มีการขีดเส้นให้โยกย้ายข้าวของและผู้คนออกจากพื้นที่ภายในเวลา 21.00 น. แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปจากถ้อยคำให้สัมภาษณ์สื่อของ “บิ๊กตู่” ผู้ลงนามด้วยตนเอง คนที่อยู่ ยังไม่กลับ คนที่กลับ ก็หวนคืนมาบางส่วนเพื่อสู้ต่อ ความหวาดระแวงต่อการใช้ความรุนแรงจึงเกิดขึ้นในใจ การร่วมนำดอกไม้สีขาวไปวางในแนวรั้วใกล้ทำเนียบรัฐบาล จึงเกิดขึ้นในช่วงกลางดึก โดย พชร คำชำนาญ ภาคีเซฟบางกลอย ระบุว่า เป็นไปเพื่อสื่อสารถึงการสู้อย่าง “สันติ”

รุ่งขึ้น พุธที่ 17 มีนาคม ภาคีเซฟบางกลอยยุติการชุมนุม ส่งชาวบ้านที่ยังเหลืออยู่แยกย้ายกลับ

อย่างไรก็ตาม ถามว่าสถานการณ์นี้คือสิ่งที่น่าประหลาดใจหรือไม่ ในความ “ไม่แน่นอน” ของการรับคำมั่นจากรัฐบาล คำตอบย่อม “ไม่ใช่” เพราะย้อนไปก่อนหน้านี้ ก็มีตัวแทนภาครัฐลงนามใน “เอ็มโอยู” ร่วมกับภาคประชาสังคม เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอ “เร่งด่วน” ได้แก่

1.ถอนกำลังเจ้าหน้าที่ออกจากชุมชนบางกลอยทั้งหมด

2.หยุดการสกัดการขนส่งเสบียง อาหาร รวมถึงการตั้งจุดสกัดเดิม และที่จุดเพิ่มเติมขึ้นมาทั้งหมด

3.ยุติคดีของสมาชิก ภาคี#SAVE บางกลอย ทั้งหมด 10 คน กรณีการยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีกระทรวง

รายนามผู้จรดปากกา มีทั้ง วราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ), จตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, และธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ

ทว่า เมื่อชาวบ้านกลับไปพร้อมความหวัง หัวใจก็สลายอีกครั้ง โดยมีหลักฐานถึงการโดนจับตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ กักขัง กระทั่งพรากลูกจากอกแม่ โกนศีรษะราวกับนักโทษอุกฉกรรจ์ ภายใต้ยุทธการ “พิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร”

นำมาซึ่งการกลับมาเรียกร้องยังสะพานชมัยมรุเชฐอีกครั้ง ก่อนจะปรับยุทธศาสตร์ไม่เอาเอ็มโอยู แต่เน้นย้ำยกระดับถึง “ครม.” และนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ระดับรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์ เหมือนคราวก่อน แต่สุดท้าย สถานการณ์ก็วนลูปซ้ำจากถ้อยคำให้สัมภาษณ์ ของบุคคลนามประยุทธ์ จันทร์โอชา

ท่ามกลางความใจเก้อ ทั้งชาวบ้าน และ “กองเชียร์” ดูเหมือนหนึ่งในผู้รู้เท่าทันในสถานการณ์นี้พร้อมคาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้วนั้น ไม่ใช่ใคร นั่นคือ ประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาพีมูฟ ซึ่งเคยกล่าวไว้ในคืนก่อนการประชุมครม. ทำนองว่าแม้ผลเจรจาจะออกดูเหมือนจะดี แต่นี่เป็นเพียง “บันไดก้าวที่ 0.5” ไม่ใช่ “ก้าวแรก” ด้วยซ้ำ ในบันได 100 ขั้นของการแก้ปัญหาปมกะเหรี่ยงบางกลอย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเปิดเผยเอกสารซึ่ง คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่งถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง นำเสนอหลักการเพื่อประกอบการพิจารณาจัดการกรณีประชาชนบ้านบางกลอย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจยิ่งในตอนท้าย นั่นคือ “ข้อกังวล” หากมีการกลับไปตั้งถิ่นฐาน ไม่ว่าจะเป็น การกระทบต่อหลักการการดูแลพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรสัตว์ป่าที่หายาก ใกล้สูญพันธุ์ เช่น สมเสร็จ เก้งหม้อ แมวลายหินอ่อน เลียงผา และจระเข้น้ำจืด, ความเหมาะสมที่จะกลับไปอยู่ในพื้นที่เดิม ซึ่งกระทบต่อการให้บริการของระบบนิเวศของพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร, เสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ เพราะการไปตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายในพื้นที่ห่างไกลที่แนวชายแดน ควบคุมได้ยาก เพราะเป็นพื้นที่ที่เคยมีความขัดแย้งทางการเมือง การสู้รบของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กับตำรวจตระเวนชายแดนในอดีต การสู้รบของพม่าและกองกำลัง KNU บรรดาอาวุธ และเครื่องกระสุนในพื้นที่น่าจะยังคงมีอยู่ในชายแดน, อาจเสี่ยง ต่อการหลั่งไหลเพิ่มเข้ามาของประชากรจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่สามารถควบคุมได้ และการดูแลคุณภาพชีวิต อาชีพ สุขอนามัย และยกระดับการศึกษาให้กับผู้กลับไปในพื้นที่ ทำได้ยาก

ลงนามโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์กอบศักดิ์ วันธงไชย คณบดีคณะวนศาสตร์

ข้อความส่วนหนึ่งในเอกสารข้างต้น นำมาซึ่งคำวิพากษ์ถึงการย้ำชัดในแนวคิด “ป่าปลอดคน”

รศ.ดร.ปื่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีดังกล่าวว่า นี่คือการเดิมพันปกป้อง “ลัทธิป่าปลอดคน” เป็นวนศาสตร์แบบเหยียดชาติพันธุ์ มองป่าไม่เห็นมนุษย์ ผลิตสร้าง/ซ้ำความรู้นิเวศที่ตายและตกยุคสมัย สร้างป่าที่ลิดรอนสิทธิชนพื้นเมือง ป่าที่ผูกขาดอำนาจไว้ที่ชนชั้นนำ ป่าที่เหยียบย่ำชนชั้นล่าง ความรู้ในการสร้างป่าแบบนี้ เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ไหน อยากจะมาเรียนกัน?

นอกจากนี้ ยังพยายามลากเอาประเด็นความมั่นคงชายแดนที่เลื่อนลอย ปราศจากความจริง มาใส่ความชาวบ้านบางกลอย

รศ.ดร.ปื่นแก้วถามกลับด้วยว่า คอมมิวนิสต์นี่มันยุคไหนกันแล้ว ส่วนประเด็นกะเหรี่ยง KNU (Karen National Union) นั้น ข้อเท็จจริงคือ โบสถ์ที่บางกลอยสร้างในปี 2554 หลังจากชาวบ้านถูกอพยพลงมา ได้มีมิชชันนารีเข้าไปเผยแพร่ศาสนา ทำให้ชาวบ้านบางส่วนหันมานับถือศาสนาคริสต์ สมัยอยู่ที่ใจแผ่นดิน ชาวบ้านทั้งหมดเป็นกะเหรี่ยงพุทธ และปัจจุบันเมื่อถูกบังคับย้ายถิ่นกันลงมา ก็ยังเป็นพุทธกันมากกว่า 80% เรื่องความพยายามยัดเยียดให้ชาวบ้านเป็นพวก KNU ที่เป็นกองกำลังของกะเหรี่ยงคริสต์ จึงเป็นสิ่งที่ถูกปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมา เพื่อลากประเด็นเรื่องความมั่นคงเข้ามาให้ร้ายชาวบ้าน

และหากจะโฟกัสที่ประเด็นสิ่งแวดล้อมกันจริงๆ ก็ยังมีความเห็นของ ดร.สุรินทร์ อ้นพรม อดีตอาจารย์ภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เอง ที่ออกมาร่วมวงเสวนา #Saveบางกลอยตั้งแต่ช่วงแรกๆ ก่อนการเซ็นเอ็มโอยูฉบับเก่าที่โดนฉีก โดยย้ำว่ารัฐต้องปรับตัว ทบทวนการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ให้สอดคล้องกับบริบทความซับซ้อน และความเป็นพหุวัฒนธรรม

“ถึงเวลาต้องทบทวนการจัดการอุทยานแห่งชาติ รูปแบบเดียวทั่วประเทศยังใช้ได้อยู่หรือเปล่า”

สำหรับประเด็นที่กลุ่มชาติพันธุ์ถูกเพ่งเล็งเสมอมาว่าเป็นผู้ทำลายป่าด้วยการเผาทำลาย ดร.สุรินทร์ยกตัวอย่างการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบว่า ในพื้นที่ซึ่งมีการทำไร่หมุนเวียน พื้นที่ป่าลดลงหรือไม่ ดินพังทลาย หรือสูญเสียหน้าดินมากน้อยแค่ไหน ธาตุอาหารในดินเปลี่ยนแปลงอย่างไร

“ปี 2547 มีการทดลองที่นำโดยเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ ร่วมกับคณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ พบว่าหลังจากเผา ธาตุอาหารเพิ่มมากขึ้น ข้อมูลที่ได้คือ ธาตุฟอสฟอรัส เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนความหลากหลายของพืชในไร่หมุนเวียน มีการเข้าไปสำรวจ ซึ่งได้เห็นการทดแทนของพืชชนิดต่างๆ ทั้งชนิดที่ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วย บางชนิดเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ป่า” นักวิชาการวนศาสตร์กล่าว

ศิษย์เก่ารั้วเกษตรอีกราย ที่ออกมาเล็กเชอร์รัฐบาล คือ ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา ผู้เชี่ยวชาญด้าน “คนไร้บ้าน” ที่ยืนยันว่าคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งสร้างบุคลากรรับราชการกรมป่าไม้ ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในประเด็นของกลุ่มชาติพันธุ์ ในอดีตเป็นการนำศาสตร์ความรู้จากต่างประเทศมาใช้โดยไม่ได้คำนึงถึงบริบทที่แตกต่าง พูดง่ายๆ ว่า กรมป่าไม้ผูกขาด วนศาสตร์ไม่เก็ต และการเผาบ้าน ไล่คนออกจากป่าคือละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง

“กรมป่าไม้ผูกขาด มองคนแยกจากป่า ไม่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ทั้งที่บุคลากรก็ไม่เพียงพอในการดูแลป่า สำหรับการเผาบ้านของชาวปกากะญอ คือการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง ไม่มีอะไรเลวร้ายกว่านี้อีกแล้ว นี่ไม่ใช่การอพยพธรรมดา แต่เป็นกระบวนการละเมิดชีวิตคนอย่างไม่รู้จะสรรหาคำใดมาใช้ได้ เป็นอาชญากรรมที่ทำลายชีวิตผู้คน

“ผมชอบคำที่เขาบอกว่า อยากกลับบ้าน เวลาคิดถึงเรื่องคนไร้บ้าน หัวใจสำคัญคือ ใครๆ ก็อยากกลับบ้าน คำว่า บ้าน มีความหมายกินใจมาก สมมุติว่าใครมีห้องเช่าหรือตึกแถวว่างให้อยู่ ถามว่าชาวบ้านที่มาอยู่กรุงเทพฯอยากอยู่ไหม ไม่มีใครอยากอยู่ เพราะบ้านมีความหมายมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่มีความผูกพันอยู่ในนั้น”

กลับมาที่สถานการณ์ในข้อเรียกร้อง สิ่งที่น่าห่วง คือ หากย้อนไปในประวัติศาสตร์ 7 ปีจาก คสช.สู่รัฐบาลประยุทธ์ 2 การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่ต่อสู้มาอย่างยาวนาน ก็จบลงเมื่อเข้าสู่ปีที่ 27 ผ่านไปหลายผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร หลากรัฐบาล จนช่วงท้ายตั้งคณะกรรมการ ประชุมร่วมกับภาครัฐ นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย เอ็นจีโอ และชาวบ้านอย่างนับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายวันดีคืนร้าย ก็ลุกขึ้นมาไถบ้านเรือนจนราบ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 กลายเป็นสวนสาธารณะที่ร้างผู้คนจนถึงวันนี้

สะท้อนความไม่แน่นอน คาดเดาไม่ได้ คล้ายคลึงมหากาพย์ใจแผ่นดินที่ดูเหมือนภาครัฐอาจมีธงในใจ บนเดิมพันสูงยิ่ง นั่นคือ ชีวิตของผู้คนที่มีแม้กระทั่งบัตรประชาชนไทย แต่กลับถูกกระทำราวไร้ค่าในสายตาผู้มีอำนาจ

ภาพบางส่วนจาก ‘ภาคีเซฟบางกลอย’

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร