เริงโลกด้วยจิตรื่น : ไม่มีอะไรเป็นของใคร

21.03.21 | 12:07 น.

“ตายแล้วไม่มีใครเอาอะไรไปได้”

เราได้ยินคำทำนองนี้บ่อยๆ เป็นคำที่จะมาในห้วงยามที่ใครสักคนต้องการกระตุ้นเตือนให้ตระหนักถึงสภาวะไร้ค่าของความโลภ เอาแต่สะสม และหวงแหน

หรือไม่ก็ได้ยินในจังหวะที่เรียกหาการแบ่งปัน เสียสละ หรือทำใจกับความสูญเสียข้าวของอันเป็นที่รัก

ไม่ว่าจะเป็นอะไร ล้วนจะไม่อยู่กับเราตลอดไป อาจจะอยู่อย่างยืนยาวไปตลอดชีวิตได้ แต่เมื่อความตายมาถึงก็จะต้องพลัดพรากอยู่ดี

กระนั้นก็ตาม ทั้งที่ “ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้” ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่กลับกลายเป็นว่าคำที่เป็นสัจธรรมนี้ ดูจะไม่มีพลังพอที่จะกระตุ้นให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกจนหยุด และวางที่จะแสวงหาอย่างล้นเกิน หวงแหน จมอยู่กับความเสียดายที่ต้องสูญเสีย

Advertisement

พลังของความอยากได้ อยากมี สำนึกในทางที่ว่าต้องหาอะไรต่ออะไรมายึดเหนี่ยว สะสมไว้ก่อให้เกิดความรู้สึกที่จะรักษาความมั่นคง ปลอดภัยให้กับตัวตนได้มากกว่า

แม้ว่าระหว่าง “ไม่มีอะไรที่เป็นของเราตลอดไป” คือความจริงมากกว่า

เรื่องราวเหล่านี้ หากมองให้ลึกลงไป ด้วยจิตใจที่ว่างพอ อันหมายถึงไม่ถูกบังด้วยความคิด ถูกกรอบความเชื่อ หรือสัญชาตญาณบางอย่างสร้างขึ้น เราจะเห็นว่าเกิดจากการไม่เห็นธรรมชาติที่แท้จริง

ธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่งที่ล้วนแต่ประกอบด้วยสิ่งอื่นต่างๆ

ธรรมชาติที่เคลื่อนไปด้วยความแปรเปลี่ยนของสิ่งต่างๆ ที่มาประกอบกันขึ้นนั้น

และแม้แต่ละสิ่งที่มาประกอบ เมื่อมองให้ลึกลงจะพบว่าล้วนประกอบด้วยสิ่งอื่นๆ และเคลื่อนไปด้วยผลแห่งความแปรเปลี่ยนของสิ่งย่อยๆ ที่มาประกอบกันขึ้นเป็นทอดๆ ไปเรื่อยๆ เหมือนไม่รู้จบ

ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรา ล้วนแล้วแต่เป็นการผ่านมาแล้วผ่านไปตามเหตุปัจจัยที่สร้าง ทั้งที่ให้ผ่านมาถึงและผ่านหายไป

ต่างเคลื่อนผ่านกันและกัน

กระทั่งความสามารถในการปล่อยวาง หรือสภาวะที่ยังจมอยู่กับความยึดติด ล้วนมีเหตุปัจจัยที่มาประกอบให้เกิดขึ้น

การปล่อยวางไม่ได้เกิดขึ้นเพราะใครคนใดคนหนึ่งแสดงความประสงค์จะปล่อยวาง แต่เป็นเพราะปัจจัยต่างๆ แปรเปลี่ยนมาถึงจุดที่พร้อมสร้างสภาวะปล่อยวางนั้นขึ้น

เช่นเดียวกับบางคนที่ปล่อยอะไรไม่ได้ ยังยึดเหนี่ยวสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้เหนียวแน่น ย่อมเพราะเหตุปัจจัยที่มาประกอบกันให้เห็นคนคนนั้น ณ ขณะนั้น ก่อสภาวะที่ทำสร้างความยึดติดขึ้น

แน่นอน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเคลื่อนมาและเคลื่อนไปตามการแปรเปลี่ยนของส่วนประกอบ ทำให้ไม่มีอะไรคงได้อย่างถาวร มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา

“ยึดติด หวงแหน เสียดาย” จึงเป็นเรื่องฝืนสภาวะที่ต้องเป็นไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างใจได้ตลอดไป และเป็นที่มาของความทุกข์

การปล่อยวางซึ่งดำเนินไปในวิถีของสัจธรรมที่ว่า ไม่มีอะไรคงอยู่ได้ถาวรตลอดไป จึงเป็นจิตที่ไม่ต้องเผชิญสภาวะต้องถูกเสียดทานจากสัจธรรมของสรรพสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ความจริงของ “ไม่มีใครตายแล้วเอาอะไรไปได้” ก็คือ “ไม่มีอะไรที่เป็นของใครมาแต่ต้นแล้ว”

ความเห็นผิดที่ก่อให้เกิดความคิดเข้าไปถือครองต่างหาก ที่สร้างความเป็น “เจ้าข้าว เจ้าของ” ขึ้นมา

จันทร์รอน