ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งกระแสท้องถิ่นและเหตุการณ์อันเกี่ยวเนื่องกับมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการ “ทวงคืน” ประติมากรรมล้ำค่าจากพิพิธภัณฑ์ในต่างแดน ซึ่งบางฝ่ายยังมีข้อสงสัยเรื่อง “ความแท้” ของโบราณวัตถุ ไหนจะเป็นข้าวของที่ถูกคืนให้โดยสมัครใจจากต่างชาติ อาทิ เครื่องสำริดและภาชนะดินเผาบ้านเชียงที่มิวเซียมในสหรัฐส่งมาให้
หรือจะเป็นประเด็นทั้งสดและร้อน อย่างกรณีที่กรมศิลปากรลงนามความร่วมมือให้ “ไอคอนสยาม” ยืมโบราณวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของห้างสรรพสินค้า ก็เกิดเสียงท้วงติงว่า ถ้าถูก “สับเปลี่ยน” เหมือนในหนังฝรั่งขึ้นมา จะเอาหน้าไปไว้ไหน
ยังไม่นับอภิมหาเทคโนโลยีอันล้ำยุคอย่าง “เครื่องพิมพ์สามมิติ” ที่กระทรวงพาณิชย์ห่วงใยว่าจะถูกใช้ในทางที่น่าเป็นห่วง อย่างการทำปืน แน่นอนว่ารวมถึงการเนรมิต “โบราณวัตถุ” ฉบับก๊อปเกรดเอ ดูด้วยตาแล้วเหมือนเป๊ะทุกสัดส่วน
เช่นนี้แล้ว กรมศิลปากรจะนิ่งนอนใจอยู่ก็หาไม่ จึงมอบหมายโจทย์ยากอย่างการหาเอกลักษณ์โบราณวัตถุให้นักวิทยาศาสตร์อย่าง ดร.ศิริชัย หวังเจริญตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไปค้นหาวิธีการตรวจ “ดีเอ็นเอ”
นำมาสู่การวิเคราะห์โบราณวัตถุชิ้นเอก คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริด จาก อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ศิลปะศรีวิชัย ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งมีการนำเสนอผลงานดังกล่าวไปในการสัมมนา “วิจัย วิจักขณ์ สิปปวิทยาการ” เมื่อ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา เรียก
เสียงฮือฮาด้วยภาพที่ได้จากการใช้รังสีราวกับฟิล์มเอกซเรย์เรือนร่างของมนุษย์ ทั้งยังเผยรหัสที่เป็นความลับมานานกว่าพันปี
เป็นนักวิทยาศาสตร์ ทำไมสนใจงานโบราณคดี?
ใจชอบวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และนักวิทยาศาสตร์ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมมีน้อยมาก ทั้งที่งานโบราณคดี มีวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องเยอะ ทั้งการหายุคสมัย องค์ประกอบของโบราณวัตถุ อีกอย่างหนึ่งที่คนคิดไม่ถึงคือการอนุรักษ์ เพราะข้าวของต่างๆ ทำจากวัตถุหลายชนิด ซึ่งเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ก็ต้องการหมอรักษาเหมือนร่างกายคน ซึ่งมีความรู้ในการตรวจหาสาเหตุ เหมือนการวินิจฉัยโรค เมื่อรู้แล้วจึงเริ่มรักษา อย่างเช่น โลหะเป็นสนิม ถ้าเป็นสนิมทองแดง จะกัดกร่อนกินเนื้อโลหะเหมือนมะเร็ง เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทำให้ผุกร่อนไปหมดทั้งชิ้น วิธีรักษามีหลายอย่าง เช่น ผ่าตัดใหญ่ หรือใช้น้ำยาเพื่อหยุดสนิม แต่สนิมก็ไม่ใช่เลวร้ายหมด ที่ดีก็มี อย่างสนิมสำริดซึ่งเป็นทองแดงผสมกับดีบุก สนิมออกสีเขียว จะป้องกันไม่ให้โลหะข้างล่างเกิดสนิม ดังนั้น จึงไม่ควรเอาออก
ตอนที่เข้ามาทำงานในกรมศิลป์ครั้งแรก ทำในส่วนของวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ยุคนั้นเมื่อราวๆ 40 ปีก่อนมีนักวิทยาศาสตร์แค่ 4-5 คน ตอนนี้มี 10 กว่าคนแล้ว
งานในมือตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง?
มีหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือการอนุรักษ์บานประตูวัดสุทัศนเทพวราราม ยุคต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งไฟไหม้เสียหาย แล้วถูกขนมาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครตั้งแต่ พ.ศ.2502 แต่ยังไม่มีการอนุรักษ์ทางวิทยาศาสตร์ เลยรู้สึกสนใจ เป็นงานที่ท้าทายความสามารถ เพราะบางส่วนกลายเป็นถ่านไปแล้ว ด้านหน้าเป็นไม้แกะสลักฝีมือประณีตมาก เชื่อกันว่าบางส่วนเป็นฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ 2 ด้วย นับเป็นงานชิ้นเอก ข้างหลังเป็นจิตรกรรมรามเกียรติ์ โครงการอนุรักษ์บานประตูนี้เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2557 ตอนนี้ใกล้เสร็จแล้ว คาดว่าไม่เกินปลายปีนี้
ของชิ้นสำคัญที่เคยตรวจพิสูจน์?
ตัวอย่างที่โด่งดังคือ ทองจากพัทลุงที่มีคนมอบให้กรมศิลป์เป็นข่าวฮือฮา ก็ตรวจว่าเป็นของจริงไหม ทองก้อนตันหรือเปล่า ผลออกมาก็แบ่งเป็นหลายเกรด มีแผ่นจารึก ทองเปอร์เซ็นต์สูง แต่พวกเครื่องประดับเปอร์เซ็นต์ลดลงมา
ขั้นตอนการดำเนินงานโดยทั่วไป?
ถ้าเพื่ออนุรักษ์ งานจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เหมือนพวกเทคนิคการแพทย์ อีกส่วนหนึ่งเป็นพวกนักอนุรักษ์ คือ เมื่อได้ของมาแล้ว สมมุติว่าเป็นเหรียญที่มีดินพอกอยู่เต็มเลย ก็จะถูกนำไปเอกซเรย์เป็นพื้นฐานก่อนเลยเพื่อดูว่าข้างในเป็นอะไร ตรงไหนเนื้อโลหะผุ ตรงไหนแข็งแรง ซึ่งดูได้จากฟิล์มที่จะเห็นเลยว่าเป็นสีขาวเพราะรังสีผ่านไม่ได้ เหมือนฟิล์มเอกซเรย์ร่างกายคน พอเจอกระดูกที่ปกติ จะเห็นเป็นสีขาว แต่จุดที่แตกหักเสียหายจะเห็นเป็นสีดำ เพราะรังสีทะลุผ่านไปได้ โดยไม่ทำลายเนื้อวัตถุ ซึ่งตรงนี้มีประโยชน์สำหรับนักอนุรักษ์ที่จะได้ทราบว่าจุดไหนของโบราณวัตถุที่ต้องระวัง จุดไหนใช้แรงได้ พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกทำหมด แม้แต่ภาพเขียนหรือจิตรกรรมก็เอกซเรย์ได้ โดยใช้พลังงานต่ำ
นอกจากนี้ ยังต้องวิเคราะห์ให้รู้ว่าการเสื่อมสภาพเกิดได้อย่างไร จะได้รู้วิธีรักษา ซึ่งจะคงสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด จะมีการใช้วัสดุเสริมเฉพาะกรณีที่จำเป็น และต้องเป็นวัสดุชนิดเดียวกับของเดิม เพราะฉะนั้น นักอนุรักษ์เป็นคนที่ต้องรู้ทั้งวิทยาศาสตร์และรูปแบบศิลปะ เช่น ลวดลายด้วย
การใช้รังสีกับโบราณวัตถุ เหมือนหรือแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอย่างไร?
ความสั้นยาวของเวลา ถ้าเป็นมนุษย์ต้องฉายให้สั้นที่สุด เพราะมีผลต่อร่างกาย แต่ถ้าเป็นโบราณวัตถุจะฉายนานแค่ไหนก็ได้ แต่ถ้าถามว่าลึกๆ แล้วจะมีผลไหม ก็อาจจะมีสำหรับชิ้นที่ทำจากอินทรียวัตถุ เช่น ผ้า หนัง ไม้ ก็จะพยายามใช้เวลาสั้นๆ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ตัวผู้ดำเนินการเองก็ต้องได้รับความปลอดภัยด้วย เพราะรังสีมีหลายอย่าง ที่รู้จักกันดีคือ รังสีเอ็กซ์ ที่เรียกกันว่าเอกซเรย์ แต่ยังมีรังสีแกมมา ซึ่งมีพลังงานสูงมาก แต่มีประโยชน์ต่อการใช้กับโลหะที่มีความหนามากๆ ซึ่งรังสีเอ็กซ์ผ่านไม่ได้ เช่น โพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จากไชยาที่เพิ่งเสนอบทความไปก็ใช้รังสีแกมมาด้วย แต่ข้อเสียคืออันตรายมาก ถ้าโดนเข้าไปไม่รู้สึกว่าเจ็บ แต่เซลล์ตายหมดแล้ว ดังนั้น เวลาทำต้องให้คนออกไปให้หมด คือจะทำในช่วงก่อนพิพิธภัณฑ์เปิด หรือช่วงเย็นหลังปิดทำการ รัศมี 10 เมตรไม่ให้คนอยู่ ต้องมีเซอร์เวย์มิเตอร์วางตลอด ว่าร้องไม่ร้อง ความปลอดภัยสำคัญที่สุด
“ดีเอ็นเอ” โบราณวัตถุ คืออะไร?
จริงๆ แล้วเป็นคำที่พูดเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ โดยเริ่มต้นจากท่านอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งมองการณ์ไกลว่าจะมีวิธีอย่างไรที่ช่วยพิสูจน์เอกลักษณ์ของโบราณวัตถุแต่ละชิ้น เพราะเดี๋ยวนี้คนปลอมแปลงก๊อปได้เหมือนมาก ทั้งรูปแบบและเนื้อวัสดุ ถ้าดูด้วยตา แยกไม่ออกเลย ดังนั้น ต้องใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย ยกตัวอย่างกรณีโลหะ หลักการคือ ช่างโบราณหล่อประติมากรรมขึ้นมาหนึ่งชิ้น ในแต่ละจุดจะมีค่าเฉพาะที่ไม่ตรงกัน สิ่งที่เราทำคือ หาค่าเฉลี่ยว่ามีค่าทองแดง ดีบุก เท่าไหร่ในจุดต่างๆ อย่างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่เพิ่งทำไป จะมีการมาร์กตำแหน่งที่แน่นอนไว้ แล้วบันทึกค่าเฉพาะ ยิ่งละเอียดเท่าไหร่ ยิ่งชัดเจน เช่น ข้างหน้า 50 จุด ข้างหลัง 50 จุด หรือจะมากกว่านั้นก็ยิ่งดี หากวันหนึ่งของหายไป ก็พิสูจน์ได้ว่าที่กลับมาเป็นองค์เดิมหรือไม่

สิ่งที่ได้จากการตรวจดีเอ็นเอโพธิสัตว์ที่ไชยา?
เยอะมาก ตอนทำครั้งแรกไม่คิดว่าจะได้ข้อมูลเยอะแยะแบบนี้ สรุปสั้นๆ คือ เนื้อประกอบด้วยทองแดงประมาณ 67% ดีบุก 23% ธาตุเจือต่างๆ ที่พบมีสัดส่วนรวมกันน้อยกว่า 1% ได้แก่ เหล็ก สังกะสี สารหนู และตะกั่ว ส่วนเนื้อโลหะในตำแหน่งที่มีความแตกต่างเป็นพิเศษ คือเทริด (เครื่องประดับศีรษะ) และพาหุรัด (เครื่องประดับบริเวณต้นแขน) พบทองแดงเพียงธาตุเดียว และมีสารหนูเจือที่พบในโลหะทองแดง นอกจากนี้ ด้านในของแขนขวามีลักษณะคล้ายแกนโลหะ พบธาตุเหล็ก ซึ่งเราเก็บข้อมูลไว้ทั้งหมดแล้ว นี่แค่ค่าเฉลี่ยคร่าวๆ ความจริงมีตัวเลขแบบละเอียดเยอะมากๆ ซึ่งแต่ละจุดถูกเก็บไว้เป็นความลับ (ยิ้ม)
ถ้าโจรมางัดสำนักงานปล้นข้อมูลไป จะเลียนแบบดีเอ็นเอแบบได้ไหม?
ยากมาก ก๊อบปี้อย่างไรองค์ประกอบก็ไม่เท่ากัน ต่อให้รู้ค่าเฉลี่ย หรือให้ช่างคนเดียวกันเมื่อเป็นพันปีที่แล้วมาทำ ก็ไม่เหมือน โดยเฉพาะถ้าเรายิ่งวิเคราะห์และเก็บข้อมูลตัวเลขเหล่านี้อย่างละเอียด แล้วยังมีในส่วนของการเสื่อมสภาพ เช่น ข้างในมีลวดกี่ขด กี่เส้น รอยหักร้าว การผุอีก เราบันทึกไว้หมดแล้ว วันดีคืนดี ใครโวยขึ้นมา ก็ตรวจได้
แต่ละชิ้นงานใช้งบประมาณเยอะไหม ต้องคัดเลือกที่สำคัญก่อนหรือไม่?
เครื่องมือแพงแน่นอน บุคลากรต้องชำนาญ เบื้องต้นเน้นโบราณวัตถุชิ้นที่เร่งด่วนก่อน ว่าอาการหนักรอไม่ได้ ต้องทำก่อน แล้วค่อยๆ ไล่ไป โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมากกว่า 40 แห่งในไทยต้องมีการดูแลอยู่แล้วโดยหน้าที่ และขณะนี้พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ไม่ได้สังกัดกรมศิลปากร เราก็ต้องทำด้วย รวมถึงพิพิธภัณฑ์เอกชนที่ขอความอนุเคราะห์มาทางอธิบดีก็ต้องให้ความช่วยเหลือ เพราะเราเป็นตัวแม่
ชิ้นสำคัญที่วางแผนทำต่อไป?
มีหลายชิ้นในพิพิธภัณฑ์พระนคร เช่น พระพุทธรูปสำริดศิลปะล้านนา ที่จัดแสดงในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน, พระพุทธรูปทรงเครื่องยุครัตนโกสินทร์, พระนาคปรกสำริดจากไชยา รวมถึงเศียรพระโพธิสัตว์จากบ้านโตนด ซึ่งจัดเป็นกลุ่มศิลปะแบบประโคนชัย และอีกชิ้นที่น่าสนใจมากคือพระพุทธรูปปางลีลา สมัยสุโขทัย อยากรู้ว่าแกนด้านในเป็นอย่างไร
ทราบว่าคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร นำโพธิสัตว์ประโคนชัยซึ่งพบที่ตึกคณะมาส่งให้ตรวจ ผลเป็นอย่างไร?
ของแท้ (ยิ้ม) ดูได้จากการเกิดสนิม ซึ่งเกิดลึก บ่งบอกถึงการใช้เวลาที่ยาวนาน ไม่ใช่การนำสนิมมาพอก ผลการวิเคราะห์นี้ได้จากการเอกซเรย์

จารึกพ่อขุนรามคำแหงที่ถกเถียงกันหนักมาก ว่าทำขึ้นเมื่อไหร่ วิทยาศาสตร์ช่วยได้ไหม?
ต้องพูดตามเนื้อผ้าว่า ถ้าให้วิเคราะห์ว่าเป็นหินชนิดไหน ทำได้ แต่เรื่องอายุสมัยของจารึก ต้องพึ่งศาสตร์สาขาอื่น เช่น นักประวัติศาสตร์ศิลป์ เหมือนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เพราะถ้าเอาหินที่อยู่แหล่งเดียวกันมาแกะ อายุก็ใกล้เคียงกันถึงจะเพิ่งถูกแกะขึ้นมาใหม่
บางกรณีดูเป็นประเด็นอ่อนไหว?
(ยิ้ม) ใช่ แต่วิทยาศาสตร์ก็คือวิทยาศาสตร์ ถ้าให้พิสูจน์ก็ต้องพูดตามความเป็นจริง บางอย่างมีเรื่องความศรัทธาเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ที่อยากให้พิสูจน์ก็ต้องยอมรับผล ไม่เช่นนั้นก็อาจเลือกที่จะไม่นำมาพิสูจน์จะดีกว่า หากจะให้ลากเข้าตามที่ใจอยากให้เป็นคงไม่ได้ เช่น ขอให้ตรวจสอบพระพุทธรูปทองคำว่าแท้ไหม ผลออกมาอย่างไร ก็ตามนั้น หรือของอายุสมัยเท่านี้จะให้บอกว่าเก่าถึงยุคทวารวดีก็ไม่ได้
กระแสสแกนนิ่ง “พระสมเด็จ”?
ถ้าจะใช้พิสูจน์ว่าของใหม่ หรือของเก่า ส่วนตัวมองว่ายาก เพราะค่าบวกลบ 200 ! แต่ถ้าตัวเองมีของที่รู้แน่ว่าจริง แล้วนำมาบันทึกข้อมูลเหมือนกรณีที่เราทำกับโบราณวัตถุ เพื่อหาเอกลักษณ์ เผื่อว่าพระสมเด็จองค์นั้นๆ หายไป หรือสงสัยว่าถูกสับเปลี่ยน อย่างนี้ทำได้
มีข้อจำกัดบ้างไหม?
มี เพราะในบางกรณีวิทยาศาสตร์ไม่ได้ช่วยได้ทั้งหมด อย่างการบอกแหล่งวัตถุดิบ ยังยากอยู่ และบางกรณีต้องใช้ศาสตร์อื่นร่วมวิเคราะห์ เช่น ประวัติศาสตร์ศิลปะ
แนวทางในอนาคต?
ยังคงต้องตรวจสอบ พิสูจน์ และพัฒนาวิธีการอนุรักษ์ให้ก้าวหน้า ตอนนี้เราตรวจดีเอ็นเอโบราณวัตถุเก็บไว้ แต่ในอนาคตเทคโนโลยีการปลอมอาจรุดหน้าไปอีก ในอนาคตเราก็ต้องพัฒนา
โจรไล่มา ก็ต้องหนีโจร (ยิ้ม)
นักวิทยาศาสตร์ผู้หลงใหลใน ‘รัก’
กว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์วัย 64 ผู้มีคุณูปการต่อวงการโบราณคดีในวันนี้ ย้อนไปในวัยเยาว์ ด.ช.ศิริชัยมีความสนใจในการ “คำนวณ” เป็นพิเศษ หลังจบการศึกษาชั้นมัธยมจากสันติราษฎร์วิทยาลัย จึงเข้าเป็นนักศึกษาวิทยาศาสตร์รุ่นแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ร่ำเรียนกับปูชนียบุคคลชั้นครูอย่าง ศ.เกียรติคุณ ดร.ยอดหทัย เทพธรานนท์ ประธานกรรมการบริหารบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (บวท.) เจ้าของรางวัลนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีเด่นอาเซียน พ.ศ.2538 ผู้ซึ่ง ดร.ศิริชัยบอกว่า ยึดถือเป็นแบบอย่างตลอดมา
จากนั้นข้ามน้ำข้ามทะเลไปศึกษาต่อที่ออสเตรเลียในด้าน “วิทยาศาสตร์ประยุกต์” ที่ Western Australian Institute of Technology ก่อนจะคว้าปริญญาเอกจาก The University of Western Australia ด้วยวิทยานิพนธ์ที่ย้อนไปสู่ความสนใจส่วนตัวอย่าง “ยางรัก”
“สนใจผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ยางรัก ซึ่งเกิดจากยางไม้ธรรมชาติ สมัยก่อนไม่มีกาวอีพ็อกซี่ คนโบราณเอายางรักมาใช้เป็นกาว พอแข็งแล้ว ไม่ละลายน้ำ เป็นโพลีเมอร์ธรรมชาติ เลยสนใจว่ามีปฏิกิริยาอย่างไร ทำไมอยู่ได้ทนนาน หลักฐานในจีนมีเก่าถึง 5,000 ปี เนื้อไม้ที่ถูกยางรักเคลือบผุไปแล้วแต่รักยังอยู่ คิดดูว่าทนทานขนาดไหน รักของจีนกับญี่ปุ่นอยู่ในสปีชีส์เดียวกัน ส่วนรักของไทยเหมือนกับพม่า สำหรับเทคนิค ของจีนมีความพิเศษมาก คือมีการนำรักมาปั้นทำเป็นเส้นสร้างสรรค์ลวดลายต่างๆ เรื่องยางรักคือสิ่งที่ผมศึกษามาเรื่อยๆ เพราะชอบส่วนตัว โชคดีมากที่ในปี 2550 มีโครงการเกี่ยวกับการศึกษายางรัก เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ซึ่งเป็นพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงได้ทำโครงการนี้” ดร.ศิริชัยเล่าด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ แล้วยังอธิบายต่อว่า งานดังกล่าวคงไม่สามารถสำเร็จได้เพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องร่วมมือหลายฝ่าย
“ผมเรียนอธิบดีกรมศิลป์ในขณะนั้นว่า หากจะทำให้สำเร็จ ไม่ใช่กรมศิลป์อย่างเดียว เรื่องเทคนิคดั้งเดิม อะไรเก่าๆ โอเค หน้าที่กรมศิลป์ แต่ส่วนของวัตถุดิบ คนที่จะตอบได้คือกรมป่าไม้ สำหรับการสร้างอาชีพให้คนปัจจุบัน ใครจะช่วยขาย ก็ต้องกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เลยมาจับมือกันทำแล้วเชิญจีนกับญี่ปุ่นมาให้ความรู้เพิ่ม พอปี 2553 มีการจัดประชุมวิชาการ ครั้งที่ 1 มีนิทรรศการให้ทรงวินิจฉัยว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร หลังจากนั้นก็มีการจัดงานอีก”
กล่าวได้ว่า จากความหลงใหลส่วนตัว นำมาสู่การเป็นผู้บุกเบิกองค์ความรู้เกี่ยวกับรักให้เป็นที่รู้จักในวงวิชาการไทยตลอดมาจนถึงทุกวันนี้


