หน้าแรก ประชาชื่น รีวิวทางด่วนใ...

รีวิวทางด่วนใหม่ ‘ศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ’

27.08.16 | 22:31 น.

วันนี้ เบอร์ 5 (บ้าเห่อ) ชวนคุยเรื่องทางด่วนสายใหม่ “ศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ” เพิ่งให้ทดลองใช้ฟรีเมื่อ 15-17 สิงหาคมที่ผ่านมา เปิดใช้จริงหลังเที่ยง 22 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไป

เป็นทางด่วนสายแรกที่วิ่งทะลุฝั่งธน ระยะทางรวม 16.7 กิโลเมตร ต้นทางอยู่ที่หมอชิต (จตุจักร) ทางเจ้าของโครงการคือ “การทางพิเศษแห่งประเทศไทย” เขาปักป้ายชวนคนไปขึ้นทางด่วนจะบอกว่าเป็น “ทางด่วนจตุจักร” มีปลายทางอีกด้านอยู่ที่ถนนกาญจนาภิเษก หรือถนนวงแหวนรอบนอกฯ

แลนด์มาร์กที่จะทำให้จำได้ง่าย ต้นทางอยู่หมอชิต ปลายทางอยู่ใกล้โรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ก็แล้วกันค่ะ

ทาง ด่วนสายนี้ไม่ฟรี ต้องเสียตังค์ แบ่ง 3 ราคาสำหรับรถยนต์ 3 ประเภท เริ่มจากรถบ้าน (หมายถึงรถยนต์ 4 ล้อ) 50 บาท, รถ 6-10 ล้อ (รถพาณิชย์หรือรถบรรทุก) 80 บาท ถ้าเกิน 10 ล้อก็เป็นประเภทรถหัวลาก รถเทรลเลอร์ 115 บาท

ราคานี้อย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์ว่าถูกหรือแพง เพราะในอนาคตค่าผ่านทางต้องแพงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุเนื่องจากรัฐบาลให้สัมปทานเอกชน ซึ่งก็คือบริษัทในเครือ ช.การช่าง รับสัมปทาน 30 ปี หักเวลาก่อสร้าง 4 ปี เท่ากับเอกชนมีเวลาเก็บสตางค์จากผู้ใช้ทาง 26 ปี

Advertisement

สัญญาสัมปทานระบุ ว่า ให้ใช้วิธีจ่ายค่าผ่านทางแบบเหมาจ่าย เอกชน หรือ ช.การช่าง เก็บเงินเข้ากระเป๋าตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ ดังนั้น เขาก็เลยเร่งสร้างยิกๆ จนเปิดเร็วขึ้นถึง 4 เดือน จากเดิมกำหนดเปิดใช้ปลายปี?59

โดยค่าผ่านทางตามสัญญารัฐบาลเปิดทาง ให้ปรับได้ทุก 5 ปี ปีละ 15 บาท จำได้แต่ว่าช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนจะหมดอายุสัมปทานรอบแรกในปี 2585 ค่าผ่านทางรถบ้านไม่ใช่เริ่มต้น 50 บาท แต่ขยับไปอยู่ที่ 125 บาท

ทาง ด่วนสายนี้เขาประเมินกันว่าแต่ละวันมีผู้ใช้ทางเฉลี่ย 88,000 คัน/วัน (ศัพท์เทคนิคเขาจะใช้คำว่า “เที่ยวคัน” หมายถึงรถคันเดียวกัน ถ้าขึ้นขาเข้าเมือง 1 เที่ยวกับขาออกเมืองอีก 1 เที่ยวนับเป็น 2 เที่ยวคัน โดยที่เป็นรถคันเดิม)

ตามสัญญาระบุว่า ถ้าผลตอบแทนการลงทุนแตะ 13% เมื่อไหร่ (ตัวเลขกลมๆ) เอกชนผู้รับสัมปทานจะเริ่มแบ่งรายได้บางส่วนให้กับการทางพิเศษฯ คำนวณคร่าวๆ คือต้องมีรถใช้ทางวันละ 180,000 เที่ยวคันนั่นเอง

ทั้งนี้ทั้งนั้น เอกชนรับความเสี่ยงไปส่วนหนึ่งเนื่องจากเป็นผู้ควักกระเป๋าค่าก่อสร้างและ บำรุงรักษา ตลอดอายุสัมปทานเป็นตัวเลขลงทุนกลมๆ ตก 3.2 หมื่นล้านบาท รายได้จากค่าผ่านทางจึงใช้วิธีเหมาจ่าย คำว่ารับความเสี่ยงหมายความว่า ทางด่วนเส้นนี้วิ่งเชื่อมในเมืองกับนอกเมือง โอกาสมีรถวิ่งจึงประเมินไว้ที่หลัก 1 แสนคัน/วัน

แตกต่างกับทางด่วน 1-2 วิ่งวนอยู่ในเมือง สถิติมีผู้ใช้ทางวันละเป็น 1 ล้านคัน ซึ่งมีการแบ่งรายได้จากค่าผ่านทางให้การทางพิเศษฯ ตั้งแต่ 40-50-60%

สำหรับ จุดขึ้น-ลง 6 จุด ไม่ได้จำมาบอกต่อว่าชื่อด่านอะไรบ้าง แต่มีรายละเอียดจากขับรถตระเวนสำรวจดังนี้ จุดแรก หมอชิต มองหาป้ายไปราชพฤกษ์ กาญจนาภิเษก (บางแค-บางบัวทอง) จุดที่ 2 ถนนประชาราษฎร์สาย 1 (วงศ์สว่าง-บางโพ)

จุดที่ 3 ถนนจรัญสนิทวงศ์ (กฟผ.-บางกรวย) จุดที่ 4 ถนนสิรินธร ใกล้ห้างตั้งฮั่วเส็งที่ตอนนี้รีแบรนด์เป็น T Square จุดที่ 5 ถนนราชพฤกษ์ (ถนนบรมราชชนนี) และจุดที่ 6 ถนนกาญจนาภิเษก (บางแค-บางบัวทอง)

ข้อมูล แถมสักเล็กน้อย ในแง่อสังหาริมทรัพย์ จุดปลายทางฝั่งธนโดนผังเมืองสีเขียวทแยงขาว แปลว่าอนุรักษ์พื้นที่เข้มข้น อยากให้เมืองหลวมๆ ก็เลยสร้างได้แต่บ้านเดี่ยวไซซ์ใหญ่หลังละ 100 ตารางวาขึ้นไป อย่างน้อยสี่เขตหลักตั้งแต่วงแหวน บางแค บรมราชชนนี ตลิ่งชัน เขาตั้งราคาขายกันเลือดสาดหลังละ 15-30-100 ล้าน

ถ้ากำลังมองหา บ้านราคากลางๆ อาจจะบ้านเดี่ยวบ้านแฝดหลังละ 3.99-5 ล้าน หรือทาวน์เฮาส์หลังละ 2.5-3 ล้านอย่าเพิ่งใจฝ่อ แค่ออกให้พ้นเขตกรุงเทพฯ ไปก่อน ซึ่งก็ไม่ยาก เพราะจุดหมายปลายทางถนนกาญจนาฯ พอเลี้ยวออกไปทางบางบัวทอง ขับรถพ้นเขตทางด่วนเมื่อไหร่มีป้ายปักต้อนรับใหญ่มากเขียนบอกว่า “ยินดีต้อนรับสู่นนทบุรี” อยู่ใกล้กับโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์นั่นแหละ

ทางด่วนสายนี้ถือว่ามาในจังหวะที่เป็นตัวเสริมโครงข่ายคมนาคม ช่วยให้การทำมาหากินที่ต้องเดินทางจากฝั่งธนเข้าจตุจักรทำได้คล่องตัวมาก ขึ้น อย่างน้อยร่นเวลาเดินทางจาก 1 ชั่วโมงเหลือ 20-25 นาที ถือว่ากระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง และเนื่องจาก to be early เพิ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นเปิดใช้งาน จึงมีเสียงติชมหนาหูเป็นธรรมดา แต่อย่างน้อยมีทางด่วนเข้าถึงพื้นที่ย่อมดีกว่าไม่มีแน่นอนค่ะ