ในห้วงเวลาที่ต้องใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าอยู่กับสังคม
การหาหนังสือมาอ่านสักเล่มก็ไม่เลวนัก
หนังสือเล่มหนึ่งที่เห็นชื่อคนเขียนแล้วต้องหยิบขึ้นมาอ่าน คือ หนังสือชื่อ “สงครามเย็น (ใน) ระหว่าง โบว์ขาว”
เขียนโดย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล
อาจารย์กนกรัตน์ เป็นผู้ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเยาวชนในช่วงเวลาปี 2563
อาจารย์มีความตั้งใจจะสะท้อนความคิดของคนรุ่นใหม่ให้คนรุ่นเดิมเข้าใจ
ขณะเดียวกันก็มีความปรารถนาให้คนรุ่นใหม่เข้าใจคนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายด้วย
หนังสือชื่อ “สงครามเย็น (ใน) ระหว่าง โบว์ขาว” นี้ ได้แสดงเจตนานั้นไว้ชัด
ชื่อเรื่องของหนังสือได้แบ่งคนออกเป็น 3 รุ่น
หนึ่ง คือ รุ่นสงครามเย็น
คนรุ่นนี้เติบโตท่ามกลางการขยายตัวทางเศรษฐกิจในยุคสงครามเย็น
มีฐานคิดแบบอำนาจนิยม กฎระเบียบ และโครงสร้างทางสังคมแบบลำดับชั้น
หนึ่ง คือ คนรุ่นใหม่ โดยใช้สัญลักษณ์โบว์ขาว
คนรุ่นนี้เป็นคนรุ่นที่เติบโตร่วมสมัยกับขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี พ.ศ.2563
เกิดมาพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลง และถูกท้าทายตลอดเวลาทุกมิติ
อีกหนึ่ง คือ คนที่อยู่ระหว่างคนในยุคสงครามเย็นกับคนรุ่นใหม่
คนรุ่นนี้ คือ คนรุ่นที่อยู่ระห่างคนรุ่นสงครามเย็นและคนรุ่นโบว์ขาว
เป็นกลุ่มคนที่อยู่ระหว่างคน 2 รุ่นในหลากหลายมิติ
เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ แม้จะเป็นงานวิจัย แต่อาจารย์กนกรัตน์บ่งบอกชัดแจ้งในช่วงต้นว่าจะนำเสนอด้วยภาษาง่ายๆ
อาจารย์กนกรัตน์อธิบายด้วยตัวเองภายในเล่มว่าได้แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ
ส่วนแรก ฉายภาพให้เห็นความแตกต่างระหว่างคนรุ่นสงครามเย็นและคนรุ่นโบว์ขาว
อ่านแล้วจะได้เข้าใจว่า ทำไมเมื่อ 2 ขั้วเผชิญหน้ากัน จึงเกิดความขัดแย้ง
ในส่วนนี้จะแบ่งเป็น 2 บท
บทที่ 1 สำรวจและทำความเข้าใจคนรุ่นสงครามเย็น
บทที่ 2 ให้ภาพการก่อตัวขึ้นของคนรุ่นโบว์ขาวที่อยู่ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง
ส่วนที่สองก็แบ่งออกเป็น 2 บท โดยนำเสนอพัฒนาการอันรวดเร็วของขบวนการคนรุ่นโบว์ขาว
บทที่ 3 และบทที่ 4 สะท้อนภาพการเริ่มต้นแสดงออกและความพยายามมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนรุ่นโบว์ขาว
และส่วนสุดท้าย เป็นบทที่ 5
บทนี้นำเสนอภาพเปรียบเทียบความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในส่วนต่างๆ ของโลก
อาทิ ขบวนการนักศึกษาฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1968 ขบวนการนักศึกษาอเมริกันต่อต้านสงครามกับสงครามเวียดนาม หรือขบวนการศึกษาประชาธิปไตยเยอรมนีกับคนรุ่นเก่า
สุดท้ายอาจารย์กนกรัตน์พยายามนำเสนอทางออก
ตรงจุดนี้ได้ผลักดันให้คนรุ่น (ใน) ระหว่าง แสดงบทบาท
เนื้อหาที่อาจารย์กนกรัตน์ได้มา เกิดจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล
เป็นการเก็บข้อมูลจากขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ด้วยการสัมภาษณ์
ทำงานตั้งแต่เริ่มต้นมีการเคลื่อนไหวประมาณช่วงต้นปี พ.ศ.2563
การออกแบบคำถามเกิดขึ้นท่ามกลางการเข้าร่วมและสังเกตพัฒนาการ พลวัต และความขัดแย้งระหว่างการเคลื่อนไหว
ไปจนถึงจุดคลี่คลายระยะสั้นช่วงปลายปี พ.ศ.2563
ตอนหนึ่งของบทนำ อาจารย์กนกรัตน์บ่งบอกเป้าหมายในการเขียนหนังสือเล่มนี้
“อยากเขียนงานให้คนทุกรุ่นทุกวัยที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงวิชาการสามารถเข้าใจผลวิจัย
และเชื่อมโยงการวิจัยนี้เข้ากับการสร้างความเข้าใจต่อพลังต่างๆ ในสังคม
เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตัวเอง
เข้าใจขั้วขัดแย้งทางการเมือง
หรือถ้าไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อนก็อาจเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา
รวมถึงที่มาของปรากฏการณ์ต่างๆ มากขึ้น
อยากให้พ่อแม่เข้าใจลูกๆ
ลูกๆ เข้าใจปู่ย่าตายาย
ปู่ย่าตายายเข้าใจตัวเองและหลานๆ
นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างสังคมที่เข้าใจกัน ยอมรับกัน
และไม่พยายามให้แต่ละฝ่ายเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายด้วยการบังคับ ข่มขู่ หรือประณาม”
ด้วยเป้าหมายของอาจารย์กนกรัตน์ และเนื้อหาที่ได้มาจากการวิจัย
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสืออีกเล่มที่น่าอ่าน
คนที่ต้องการเห็นประเทศไทยเกิดความสมานฉันท์ ยิ่งน่าอ่าน
ยิ่งคนที่กำลังอยู่ในขั้วขัดแย้งกัน ยิ่งน่าอ่านมากๆ
อ่านเพื่อเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น และมองเห็นทางออก
หนังสือเล่มนี้มีข้อความโปรยที่หน้าปกข้างใต้ชื่อหนังสือ
ข้อความดังกล่าวระบุว่า “ฟังเสียงกันและกัน เข้าใจเบื้องหลังความต่าง เพื่อหาทางออก”
ด้วยเหตุนี้แหละ หนังสือเล่มนี้จึงน่าอ่าน
และหวังว่า เนื้อหาที่ปรากฏจะจุดประกายให้คนทุกรุ่นเข้าใจกัน
เข้าใจกันและร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ
ด้วยใจที่ยินดี ด้วยวิธีการมีส่วนร่วม
มิใช่ใช้วิธีการบังคับ ข่มขู่ ให้อีกฝ่ายต้องยินยอม
นฤตย์ เสกธีระ

