คน 3 รุ่น

25.04.21 | 13:00 น.

ในห้วงเวลาที่ต้องใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าอยู่กับสังคม

การหาหนังสือมาอ่านสักเล่มก็ไม่เลวนัก

หนังสือเล่มหนึ่งที่เห็นชื่อคนเขียนแล้วต้องหยิบขึ้นมาอ่าน คือ หนังสือชื่อ “สงครามเย็น (ใน) ระหว่าง โบว์ขาว”

เขียนโดย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล

อาจารย์กนกรัตน์ เป็นผู้ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเยาวชนในช่วงเวลาปี 2563

Advertisement

อาจารย์มีความตั้งใจจะสะท้อนความคิดของคนรุ่นใหม่ให้คนรุ่นเดิมเข้าใจ

ขณะเดียวกันก็มีความปรารถนาให้คนรุ่นใหม่เข้าใจคนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายด้วย

หนังสือชื่อ “สงครามเย็น (ใน) ระหว่าง โบว์ขาว” นี้ ได้แสดงเจตนานั้นไว้ชัด

ชื่อเรื่องของหนังสือได้แบ่งคนออกเป็น 3 รุ่น

หนึ่ง คือ รุ่นสงครามเย็น

คนรุ่นนี้เติบโตท่ามกลางการขยายตัวทางเศรษฐกิจในยุคสงครามเย็น

มีฐานคิดแบบอำนาจนิยม กฎระเบียบ และโครงสร้างทางสังคมแบบลำดับชั้น

หนึ่ง คือ คนรุ่นใหม่ โดยใช้สัญลักษณ์โบว์ขาว

คนรุ่นนี้เป็นคนรุ่นที่เติบโตร่วมสมัยกับขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี พ.ศ.2563

เกิดมาพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลง และถูกท้าทายตลอดเวลาทุกมิติ

อีกหนึ่ง คือ คนที่อยู่ระหว่างคนในยุคสงครามเย็นกับคนรุ่นใหม่

คนรุ่นนี้ คือ คนรุ่นที่อยู่ระห่างคนรุ่นสงครามเย็นและคนรุ่นโบว์ขาว

เป็นกลุ่มคนที่อยู่ระหว่างคน 2 รุ่นในหลากหลายมิติ

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ แม้จะเป็นงานวิจัย แต่อาจารย์กนกรัตน์บ่งบอกชัดแจ้งในช่วงต้นว่าจะนำเสนอด้วยภาษาง่ายๆ

อาจารย์กนกรัตน์อธิบายด้วยตัวเองภายในเล่มว่าได้แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ

ส่วนแรก ฉายภาพให้เห็นความแตกต่างระหว่างคนรุ่นสงครามเย็นและคนรุ่นโบว์ขาว

อ่านแล้วจะได้เข้าใจว่า ทำไมเมื่อ 2 ขั้วเผชิญหน้ากัน จึงเกิดความขัดแย้ง

ในส่วนนี้จะแบ่งเป็น 2 บท

บทที่ 1 สำรวจและทำความเข้าใจคนรุ่นสงครามเย็น

บทที่ 2 ให้ภาพการก่อตัวขึ้นของคนรุ่นโบว์ขาวที่อยู่ในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง

ส่วนที่สองก็แบ่งออกเป็น 2 บท โดยนำเสนอพัฒนาการอันรวดเร็วของขบวนการคนรุ่นโบว์ขาว

บทที่ 3 และบทที่ 4 สะท้อนภาพการเริ่มต้นแสดงออกและความพยายามมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนรุ่นโบว์ขาว

และส่วนสุดท้าย เป็นบทที่ 5

บทนี้นำเสนอภาพเปรียบเทียบความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในส่วนต่างๆ ของโลก

อาทิ ขบวนการนักศึกษาฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1968 ขบวนการนักศึกษาอเมริกันต่อต้านสงครามกับสงครามเวียดนาม หรือขบวนการศึกษาประชาธิปไตยเยอรมนีกับคนรุ่นเก่า

สุดท้ายอาจารย์กนกรัตน์พยายามนำเสนอทางออก

ตรงจุดนี้ได้ผลักดันให้คนรุ่น (ใน) ระหว่าง แสดงบทบาท

เนื้อหาที่อาจารย์กนกรัตน์ได้มา เกิดจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล

เป็นการเก็บข้อมูลจากขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ด้วยการสัมภาษณ์

ทำงานตั้งแต่เริ่มต้นมีการเคลื่อนไหวประมาณช่วงต้นปี พ.ศ.2563

การออกแบบคำถามเกิดขึ้นท่ามกลางการเข้าร่วมและสังเกตพัฒนาการ พลวัต และความขัดแย้งระหว่างการเคลื่อนไหว

ไปจนถึงจุดคลี่คลายระยะสั้นช่วงปลายปี พ.ศ.2563

ตอนหนึ่งของบทนำ อาจารย์กนกรัตน์บ่งบอกเป้าหมายในการเขียนหนังสือเล่มนี้

“อยากเขียนงานให้คนทุกรุ่นทุกวัยที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงวิชาการสามารถเข้าใจผลวิจัย

และเชื่อมโยงการวิจัยนี้เข้ากับการสร้างความเข้าใจต่อพลังต่างๆ ในสังคม

เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตัวเอง

เข้าใจขั้วขัดแย้งทางการเมือง

หรือถ้าไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อนก็อาจเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา

รวมถึงที่มาของปรากฏการณ์ต่างๆ มากขึ้น

อยากให้พ่อแม่เข้าใจลูกๆ

ลูกๆ เข้าใจปู่ย่าตายาย

ปู่ย่าตายายเข้าใจตัวเองและหลานๆ

นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างสังคมที่เข้าใจกัน ยอมรับกัน

และไม่พยายามให้แต่ละฝ่ายเปลี่ยนแปลงอีกฝ่ายด้วยการบังคับ ข่มขู่ หรือประณาม”

ด้วยเป้าหมายของอาจารย์กนกรัตน์ และเนื้อหาที่ได้มาจากการวิจัย

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสืออีกเล่มที่น่าอ่าน

คนที่ต้องการเห็นประเทศไทยเกิดความสมานฉันท์ ยิ่งน่าอ่าน

ยิ่งคนที่กำลังอยู่ในขั้วขัดแย้งกัน ยิ่งน่าอ่านมากๆ

อ่านเพื่อเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น และมองเห็นทางออก

หนังสือเล่มนี้มีข้อความโปรยที่หน้าปกข้างใต้ชื่อหนังสือ

ข้อความดังกล่าวระบุว่า “ฟังเสียงกันและกัน เข้าใจเบื้องหลังความต่าง เพื่อหาทางออก”

ด้วยเหตุนี้แหละ หนังสือเล่มนี้จึงน่าอ่าน

และหวังว่า เนื้อหาที่ปรากฏจะจุดประกายให้คนทุกรุ่นเข้าใจกัน

เข้าใจกันและร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ

ด้วยใจที่ยินดี ด้วยวิธีการมีส่วนร่วม

มิใช่ใช้วิธีการบังคับ ข่มขู่ ให้อีกฝ่ายต้องยินยอม

นฤตย์ เสกธีระ

[email protected]