‘อินเดียติดโควิดรายวันสูงสุด 3.6 แสน ตายทะลุ 3 พัน ดับสะสมเกิน 2 แสน’
คือสถานการณ์รายวัน ประจำวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา บนดินแดนที่เคยมากมายด้วยสีสัน ดนตรีจังหวะเร้าใจ เสียงแตรรถยนต์บนท้องถนน ถูกกลบด้วยเสียงร่ำไห้ ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม กลับกลายเป็นคราบน้ำตาแห่งความเศร้าโศก
ในวันที่โลกสู้ศึกไวรัสโควิด-19 อินเดีย คือหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญกับวิกฤตอย่างสาหัส ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อแตะ 18 ล้านราย
ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตทะลุเฉลี่ยวันละกว่า 3,000 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมทะลุกว่า 2 แสนราย
คว้าแชมป์ที่ไม่มีใครอยากครอง ในฐานะประเทศเดียวที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักแสน

ขณะที่ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 5 อันดับแรกของโลกรองจากอินเดีย ได้แก่ บราซิล, สหรัฐ, ตุรกี และฝรั่งเศส ตามลำดับ
ย้อนไทม์ไลน์กลับไปกว่า 1 ปีที่ผ่านมา 30 มกราคม 2563 วันที่กระทรวงสาธารณสุขอินเดียยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่เป็น ‘รายแรก’ ของประเทศ โดยผู้ป่วยเป็นนักศึกษาชาวอินเดียจากรัฐเกรละ ตอนใต้ของประเทศอินเดีย ที่เดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ประเทศจีน
มีนาคม 2563 อินเดียประกาศ ‘ปิดเมือง’ ทั่วประเทศ
11 เมษายน ปีเดียวกัน ขยายเวลาล็อกดาวน์ หลัง นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ประชุมผ่านระบบวิดีโอกับมุขมนตรีของรัฐบาลประจำรัฐต่างๆ โดยในช่วงเวลานั้น มีรายงานผู้ติดเชื้อ 7,600 ราย เสียชีวิตไม่ถึง 300 ราย

ไม่น่าเชื่อ เพียง 1 ปีผ่านไป สถานการณ์ในวันนี้ ร่างไร้วิญญาณของผู้คนที่เคยมีลมหายใจ ศพแล้วศพเล่า กองพะเนินล้นที่เผา เป็นความวิปโยคโศกเศร้าท่ามกลางสมรภูมิรบกับไวรัสร้ายที่ยังดำเนินต่อไป
วิกฤต ‘ขาดออกซิเจน’
ศพพะเนินรอเผาร่าง หวั่นสุสานไม่เหลือพื้นที่ให้ฝัง
ด้วยข้อเท็จจริงที่อินเดียไม่เพียงแต่เป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่และผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในโลกต่อเนื่องกันมานับสัปดาห์ ทว่า สถานการณ์การ ขาดแคลนออกซิเจน ยังทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากจนทำให้เกิดปัญหาศพล้นที่เผา

ภาพที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อท้องถิ่นรวมถึงโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นว่า มีญาติของผู้ป่วยจำนวนมากต้องพาผู้ป่วยตระเวนไปตามโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อพยายามหาที่รักษา และยังมีผู้ป่วยที่สิ้นหวังอีกจำนวนมากที่ไปรอออกซิเจนอยู่ด้านนอกโรงพยาบาล หรือร้องไห้คร่ำครวญอยู่บนท้องถนนเมื่อบุคคลอันเป็นที่รักต้องเสียชีวิตขณะรอรับการรักษา
รายงานข่าวระบุว่า สถานการณ์ในโรงพยาบาลก็เลวร้ายไม่ต่างกัน โรงพยาบาลทุกแห่งมีผู้เข้ารับการรักษาเต็มความสามารถในการรองรับผู้ป่วย ขณะที่ผู้คนซึ่งเฝ้ารออย่างหมดหวังก็เสียชีวิตลงขณะเฝ้ารอการรักษาภายในโรงพยาบาล รอพบแพทย์ และบางครั้งก็เสียชีวิตขณะรออยู่บนท้องถนน ทั้งโรงพยาบาลรวมถึงผู้ป่วยไม่สามารถหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ต้องการได้ กระทั่งมีการนำสิ่งของเหล่านี้ไปขายในตลาดมืดโดยมีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ภาพที่เกิดขึ้นสวนทางกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลอินเดียที่ได้มีการออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ไม่มีใครในประเทศนี้ที่ถูกทิ้งให้ไม่ได้รับออกซิเจน และยังไม่เห็นความเป็นไปได้ใดๆ ที่สถานการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในอินเดียจะยุติลงในเร็ววัน
สำหรับการทำพิธีกรรมทางศาสนา โดยมีรายงานว่า ในสถานที่เผาศพ 1 แห่ง ต้องเผาร่างผู้เสียชีวิตมากกว่า 110 ราย แม้ตัวเลขของรัฐบาลท้องถิ่นจะระบุว่ามีผู้เสียชีวิตในเมืองแห่งนี้เพียง 10 ราย สะท้อนว่าตัวเลขจริงพุ่งสูงกว่าตัวเลขของทางการ นอกจากนี้ ศพที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากทำให้ต้องยกเลิกการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้กับผู้เสียชีวิตรายบุคคลตามความเชื่อของศาสนาฮินดู โดยต้องมีการเร่งเผาศพผู้เสียชีวิตทันทีที่มาถึง
ขณะที่กุโบร์ หรือสุสานฝังศพที่ใหญ่ที่สุดของชาวมุสลิมในนิวเดลี ซึ่งมีการฝังศพผู้เสียชีวิตไปแล้วราว 1,000 ศพ ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระบุว่า มีศพของผู้เสียชีวิตเข้ามามากกว่าปีก่อน สร้างความหวาดหวั่นว่าจะไม่เหลือพื้นที่สำหรับใช้ในการฝังศพอีกต่อไปในเร็วๆ นี้
ตกงานนับร้อยล้าน
‘ชนชั้นกลาง’ สบตาความยากจน
ผลกระทบจากโควิด-19 ไม่เพียงนำความป่วยไข้ จนถึงคร่าชีวิต แต่ยังนำมาซึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจที่กระทบหนักหน่วงต่อผู้คนที่ยังมีลมหายใจ
เว็บไซต์ penguinhomeless.com ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รวบรวมข้อมูลน่าสนใจออกมาเผยแพร่ โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า ผลที่สืบเนื่องมาจากการล็อกดาวน์เมื่อปี 2563 เกิดคนว่างงานนับร้อยล้านคนในอินเดีย ซึ่งสร้างสภาวะชะงักงันให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศอย่างมาก นอกจากนี้ยังซ้ำเติมปัญหาระดับเชิงโครงสร้างให้รุนแรงขึ้น

ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะชนชั้นกลางทางเศรษฐกิจ กำลังทวีคูณความรุนแรงขึ้น และยากที่จะฟื้นฟูให้กลับมาใช้ชีวิตได้ดังเดิมทั้งที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญไม่น้อยกว่าชนชั้นอื่น เพราะถือเป็นกลุ่มสำคัญที่ช่วยบริโภคสินค้า จับจ่ายใช้สอยเกิดการหมุนเวียนของปริมาณเงินในระบบ และถือเป็นแรงงานที่มีการศึกษา มีปัจจัย 4 เพื่อการดำรงชีพอย่างพรั่งพร้อม และมีโอกาสเข้าถึงการเลื่อนฐานะทางสังคมได้มาก ทั้งยังเป็นกำลังที่จะช่วยเสริมแรงการแข่งขันทางเศรษฐกิจและแข่งเป็นชาติมหาอำนาจในภูมิภาคกับจีน
Ashish Anand เจ้าของร้านขายเสื้อผ้า จำต้องปิดตัวลง เพราะขาดรายได้ เนื่องจากการสั่งล็อกดาวน์ทั้งประเทศเมื่อปีที่แล้ว จากเดิมที่มีชีวิตอยู่ในระดับชนชั้นกลาง ตอนนี้จึงตกอยู่สภาวะยากจนทางเศรษฐกิจโดยสมบูรณ์
Nikita Jagad วัย 49 ปี ตกงานจากโควิด ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเหมือนเดิมอีก ไม่ว่าจะออกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อน รับประทานอาหารที่ร้าน หรือแม้แต่การขึ้นรถโดยสารประจำทาง หากไม่ใช่การเดินทางเพื่อไปสัมภาษณ์งาน บางครั้ง ต้องเข้าไปแอบร้องไห้คนเดียวในห้องน้ำ ต่อมาได้งานใหม่ที่เงินเดือนน้อยกว่างานเดิมครึ่งหนึ่ง แต่ฝันร้ายก็มาเยือนอีกครั้ง เมื่อรัฐที่อาศัยและทำงานอยู่ประกาศมาตรการล็อกดาวน์อีกรอบเนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่
Anil G. Kumar อดีตวิศวกรโยธา มีแผนซื้ออพาร์ตเมนต์ขนาดใหญ่เพื่ออยู่อาศัยกับครอบครัวเมื่อกลางปีที่แล้ว แต่เมื่อเกิดล็อกดาวน์ ถูกลดเงินเดือนครึ่งหนึ่ง และสามเดือนหลังจากนั้นก็ถูกเลิกจ้าง สุดท้ายต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่ล้อมรอบด้วยเพื่อนบ้านชนชั้นแรงงาน เปลี่ยนชีวิตจากความหวังใหม่ๆ สู่ฝันร้ายที่ไม่อยากพบเจอในชีวิตจริง ในขณะที่การช่วยเหลือเยียวยาของรัฐเป็นไปอย่างเชื่องช้า
เมษายน 2564 มีรายงานข่าวว่า กลุ่มผู้ใช้แรงงานอินเดียหนีโควิดจากเมืองใหญ่สู่ชนบท เนื่องจากมีเงินไม่พอค่าเช่า และค่าอาหารเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว สำนักข่าวรอยเตอร์ได้เผยภาพประชาชนอินเดียหลายร้อยคนสะพายเป้ต่อคิวขึ้นรถไฟเพื่อเดินทางกลับบ้าน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเตือนว่า การที่ประชาชนจำนวนมากเดินทางออกไปยังพื้นที่ชนบทจะเป็นการเพิ่มจำนวนผู้ติดเชื้อ
อย่างไรก็ตาม ระหว่างตายเพราะติดเชื้อกับอดตาย ดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ชวนลำบากใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
‘บี.1.617’ โควิดสายพันธุ์อินเดีย
‘ติดง่าย’ กระจาย 17 ประเทศ
จากสถานการณ์ภายใน มาดูข้อมูลของ องค์การอนามัยโลก ซึ่งระบุว่า ขณะนี้พบไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดีย ระบาดแล้วอย่างน้อย 17 ประเทศทั่วโลก โดยเชื่อว่าสายพันธุ์นี้เป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเพราะคาดว่า ‘ติดง่าย’ กว่าสายพันธุ์อื่น
ไวรัสโควิดกลายพันธุ์ บี.1.617 ที่พบครั้งแรกในอินเดีย ถูกตรวจพบในการรายงานเข้ามายังศูนย์ข้อมูลสากล GISAID กว่า 1,200 กรณี โดยประเทศที่ตรวจพบโควิดสายพันธุ์ดังกล่าวจำนวนมากอยู่ในอินเดีย อังกฤษ สหรัฐ และสิงคโปร์ เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า บรรดาเศรษฐีชาวอินเดียพากันเดินทางออกนอกประเทศกันมากมาย โดยเฉพาะการมุ่งหน้านครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เน้นเช่าเครื่องบินส่วนตัว โดยรวมกลุ่มกันหารค่าเช่า ซึ่งนอกจากดูไบ ก็ยังมี ‘ไทยแลนด์’ เป็นอีกหนึ่งจุดหมาย
สร้างความกังวลใจในการระบาดจากเชื้อกลายพันธุ์ บี.1.617 ดังสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น จึงส่งผลให้หลายประเทศประกาศห้ามเที่ยวบินจากอินเดียเข้าประเทศ
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา มีรายงานว่า พบชาวอินเดียที่อยู่ระหว่างกักตัว 14 วัน ติดเชื้อโควิด จำนวน 7 ราย โดย 6 ราย พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนใน จ.นนทบุรี
1 พฤษภาคม 64
ห้าม ‘ต่างชาติ’ จากอินเดียเข้าไทย
ด้วยบรรยากาศและสภาวการณ์ที่เป็นอยู่ ล่าสุด สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ประกาศยกเลิกและระงับการออก COE (Certificate of Entry) หรือหนังสือรับรองการเดินทางเข้าราชอาณาจักรไทย สำหรับผู้ที่ไม่ใช่คนไทย ซึ่งจะเดินทางจากอินเดียเข้าไทย กล่าวคือ COE ทั้งหมดที่ได้ออกให้ผู้ที่ไม่ใช่คนไทยเข้าไทยจากอินเดีย โดยวันนี้ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 จะถูกยกเลิก และการประกาศ COE สําหรับชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวไทย ที่จะเดินทางมาถึงประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไปจะถูกระงับจนกว่าจะมีการแจ้งต่อไป ดังนั้น สถานเอกอัครราชทูตฯ จะไม่รองรับผู้โดยสารที่ไม่ใช่คนไทย ในเที่ยวบินวันที่ 1, 15 และ 22 พฤษภาคม 2564
ท่ามกลางวิกฤตครั้งใหญ่ ไม่ได้มีเพียงความวิปโยค หากแต่ยังมีผลกระทบเกี่ยวพันจากอินเดียสู่โลกรวมถึงประเทศไทยในวันนี้

