เมื่อวันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ.2564 นักดนตรีคนสำคัญชาวภูไท ผู้สร้างตำนานเพลงอีสาน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์แห่งเสียงพิณอีสาน ชื่อ นายเรวัฒน์ สายันเกณะ คนทั่วไปจะรู้จักในชื่อ “หนุ่ม ภูไท” ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งสมอง อายุ 73 ปี (พ.ศ.2491-2564) ที่บ้านหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ หนุ่ม ภูไท มีชื่อเสียงในฐานะนักดนตรี นักเรียบเรียงเสียง และเป็นครูเพลง
ก่อนที่จะพูดถึงหนุ่ม ภูไท จะขอขยายความเกี่ยวกับคนและดนตรีของชาวภูไทสักเล็กน้อย เพราะว่าได้ติดตามเพลงของชาวภูไทมาระยะหนึ่ง มีชายหนุ่มชาวภูไทซึ่งเป็นหมอแคน มาจากเมืองเรณูนคร นครพนม เหตุมีอยู่ว่า นายหมอแคนคนนี้ชอบดื่ม เมื่อดื่มได้อารมณ์แล้วก็จะเป่าแคน ชื่อว่านายโต๋ (ชัยวัฒน์ โกพลรัตน์) เมื่อครั้งที่นายโต๋ยังเป็นนักศึกษาที่ดุริยางคศิลป์ เขาเป็นนักดนตรีพื้นบ้านคนแรกๆ ที่เข้ามาเรียนเป่าแคนในระดับปริญญาโทที่มีความสามารถสูง
นายโต๋จะถูกกล่าวหาและร้องเรียนบ่อยว่าเป็นคนชอบดื่ม ซึ่งถือว่าผิดระเบียบของสถาบันการศึกษา เมื่อดื่มจนได้อารมณ์แล้วก็จะเป่าแคน นายโต๋จะพกแคนติดตัวไปทุกที่ เป็นเครื่องดนตรีประจำกาย ผมในฐานะที่เป็นคณบดีก็พยายามตอบไปว่า เด็กที่ดื่มในร้าน (หน้ามอ) นั้นมีเยอะแยะไป ใช่จะเหมาเอาว่าเป็นนักเรียนดนตรี แล้วคนที่เป่าแคนเป็นก็มีเยอะด้วย ซึ่งเด็กอีสานส่วนใหญ่ก็เป่าแคนได้ ในที่สุดก็ถูกขยายความย้อนตอบกลับมาว่า “แต่นายคนนี้ เมื่อดื่มแล้วก็เป่าแคน เป่าเก่ง และเป่าได้อย่างไพเราะมาก เป็นที่ประทับใจผู้นั่งฟัง” ความจริงทุกคนควรจ่ายค่าฟังเสียงแคนเขาด้วยซ้ำไป จึงต้องพิสูจน์หาความจริง จนค้นหานายหมอแคนนักดื่มคนนั้นเจอว่าเป็นหมอแคนชาวภูไท แห่งเมืองเรณูนคร
ครั้นได้ลงมือทำงานวิจัยเพลงของท้องถิ่นตามภูมิภาคต่างๆ เพลงของชาวภูไทถือเป็นกลุ่มเพลงสำคัญ เป็นเป้าหมายที่ได้ปักหมุดเอาไว้ในใจมานานแล้ว ว่าจะเข้าไปบันทึกศึกษา โดยมีชื่อศิลปิน “หนุ่ม ภูไท” รวมอยู่ด้วย ถือเป็นบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งที่จะต้องไปตามหา มาวันนี้ หนุ่ม ภูไท ที่กาฬสินธุ์ ท่านได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว
ทำไมต้องเป็นคนภูไท (ผู้ไท) ชาวภูไทเป็นชาติพันธุ์ที่ใหญ่ อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของลาว เวียดนาม อยู่แถบลุ่มแม่น้ำโขง ตามเทือกเขาภูพาน ในเขตไทยนั้นตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่แถวนครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ รวมทั้งลาวโซ่งที่เพชรบุรีและราชบุรีด้วย ซึ่งเป็นบ้านของครูเพลงสำคัญ สมัย อ่อนวงศ์ (พ.ศ.2476-2539) ขุนพลแคนแดนสยาม หรือขุนพลแคนนอกแดนอีสาน เพราะสมัย อ่อนวงศ์ เป็นลาวโซ่งเกิดที่จังหวัดเพชรบุรี มีอาชีพเป่าแคน ได้นำแคนสู่วงการเพลงลูกทุ่ง เพียงแต่ไม่ได้อยู่ในแดนอีสาน
ชาวภูไทเป็นเผ่าใหญ่อยู่ที่สิบสองจุไทและอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งมีราชธานีอยู่ที่หลวงพระบาง ภูไทเป็นชื่อวัฒนธรรมของกลุ่มคนภูไท เป็นเผ่าที่มีพัฒนาการก้าวหน้าในอาชีพ มีการค้าขาย ทำนา ทำไร่ เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย นำกองเกวียนคาราวานบรรทุกสินค้าไปขายเรียกว่า “นายฮ้อย”
ชาวภูไทมีสำเนียงเพลงเฉพาะที่โดดเด่นมาก มีเพลงที่บรรยายธรรมชาติ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ อาชีพ และวัฒนธรรม อาทิ ศรีโคตรบูร ลายภูไทน้อย ภูไทใหญ่ ภูไทเลาะตูบ ภูไทสามเผ่า ผสมกับเพลงลาวต้อนวัวขึ้นภู ลมพัดพร้าว แม่ฮ้างกล่อมลูก แมงภู่ตอมดอก กาเต้นก้อน ซึ่งทำนองเพลงเหล่านี้เป็นตำราเพลงอีสาน เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นเพลงครูของอีสาน ได้ถ่ายทอดเสียงเพลงผ่านพิณ แคน ปี่ โหวด โปงลาง สืบต่อกันมา หากได้ดูจากชื่อเพลงแล้วก็จะเห็นเป็นอาชีพ ได้สัมผัสเสียง ได้เข้าถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ชาวภูไทใช้เพลง (พิณ) สำหรับทรงเจ้าเข้าผีเพื่อรักษาโรค อ่านคาถา ทำพิธีหมอผีที่ใต้ต้นมะเฟือง (ผีมะเฟืองหรือหมอเหยา) ซึ่งหมอผีทุกคนก็จะเป็นนักดนตรีที่เก่ง เป็นเจ้าพิธี มีโอกาสเล่นดนตรีบ่อยกว่าอาชีพอื่นเพื่อสื่อสารกับผี คนกลัวผีหรือนับถือผี ต้องจ่ายค่าพิธีกรรมและนั่งสมาธิฟังเพลงของหมอผี
เอกลักษณ์ของชาวภูไทจะมีวิถีชีวิตที่โดดเด่นทางวัฒนธรรม การแต่งกายสวยงาม ผู้หญิงมีผิวพรรณดูดีสะอาด มีพิธีกรรมและมีภาษาของตัวเอง สำเนียงของภาษาก็จะอยู่ในเสียงพิณ ชาวภูไทมีเพลงของตนเอง ซึ่งมีนักดนตรีที่มีความสามารถสูง พัฒนาการเล่นดนตรีไปไกล อาทิ ครูเปลื้อง ฉายรัศมี สมัย อ่อนวงศ์ สาธิต ทองจันทร์ ฮันนี่ ศรีอีสาน (สุพิณ เหมวิจิตร) สมพงษ์ คุนาประถม (โปงลางสะออน) บุญมา เขาวง หมอพิณตาบอด หมอแคน (โต๋) ชัยวัฒน์ โกพลรัตน์ หมอพิณหนุ่ม ภูไท เป็นต้น
ลายเพลงอีสานสำคัญๆ เมื่อนายฮ้อยเดินทางพร้อมฝูงวัวควาย ต้อนลงไปภาคกลางเพื่อค้าขาย เมื่อลัดเลาะทุ่งไปมองเห็นลมพัดมะพร้าวแกว่งไกวไหวโอนไปตามลมเป็นจังหวะ เห็นแมงภู่ตอมดอกไม้ ในขณะที่ต้องเดินทางต้อนวัวขึ้นภู ทำให้คิดถึงบ้านซึ่ง (เมีย) แม่ฮ้างกล่อมลูก ทั้งหมดจากอารมณ์ความรู้สึกของนักดนตรีก็กลายเป็นเพลงจากธรรมชาติและวิถีชีวิต ที่สำคัญก็คือเป็นเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี ซึ่งมีความซับซ้อน
กลับมาที่หนุ่ม ภูไท ศิลปินใหญ่เชื้อสายชาวภูไท กาฬสินธุ์ ได้แรงบันดาลใจฟังดนตรีจากหมอผีมะเฟือง (หมอเหยา) รู้สึกประทับใจ รักในเสียงดนตรีมาก ได้เรียนดนตรีจากพี่ชาย ฝึกซ้อมเล่นเครื่องดนตรีเอง ต่อมาได้เป็นนักดนตรีประจำวงดอกฟ้าเพชรภูไท เมื่ออายุยังน้อยได้เดินทางไปหาประสบการณ์เล่นดนตรีที่นครเวียงจันทน์ อยู่ที่นครเวียงจันทน์ 2 ปี แล้วจึงเข้ากรุงเทพฯ เป็นนักดนตรีเล่นพิณตามร้านอาหาร เนื่องจากเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถเล่นได้รอบตัว เล่นเครื่องดนตรีอีสานได้ทุกชิ้น เป็นนักร้องก็ได้ ทำดนตรีประกอบให้กับนักร้อง
หนุ่ม ภูไท เป็นผู้ก่อตั้งวงดอกฟ้าภูไท เป็นผู้เรียบเรียงเพลงหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ (พ.ศ.2525) คำร้องและทำนองของสรเพชร ภิญโญ ขับร้องร่วมกับน้องนุช ดวงชีวัน เพลงโบว์รักสีดำ (พ.ศ.2535) เพลงลูกทุ่งหมอลำ ซึ่งหนุ่ม ภูไท เป็นคนสีซอ ขับร้องโดยหมอลำศิริพร อำไพพงษ์ เริ่มต้นเพลงเป็นภาษากลางแล้วต่อด้วยกลอนหมอลำ ด้นหรือการใช้ปฏิภาณแบบหมอลำ มีจังหวะสนุกสำหรับการเต้น ซึ่งเป็นจังหวะของเพลงอีสาน เพลงสั่งนาง ขับร้องโดยมนต์สิทธิ์ คำสร้อย เป็นต้น หนุ่ม ภูไท เคยได้รับรางวัลพระราชทานแผ่นเสียงทองคำในฐานะนักเรียบเรียงเสียงประสานเพลง
งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ การเรียบเรียงเพลงอมตะของนักร้องหยาด นภาลัย (สุริยพงศ์ การวิบูลย์ พ.ศ.2490-2553) ในยุคนั้นมีกฎหมายไม่ให้วงดนตรีเล่นหลายคนบนเวที (พ.ศ.2524) นักดนตรีต้องปรับตัวอย่างมาก เกิดระบบธุรกิจคาราโอเกะ หมายถึงมีดนตรีแห้งแล้วร้องเพลงสด ซึ่งเป็นใครก็ได้ไม่จำเป็นว่าต้องมีอาชีพนักร้อง สามารถที่จะใช้ดนตรีแห้งแล้วเปิดให้ผู้ฟัง (ลูกค้า) ได้เป็นนักร้อง วิถีความบันเทิงเปลี่ยนไปจากวงดนตรีเต้นรำกลายเป็นดนตรีแห้ง ซึ่งหนุ่ม ภูไท ได้โอกาสทำเพลงให้แก่นักร้องหยาด นภาลัย นำดนตรีแห้งไปร้องเพลงสด (คนเดียว) ตามร้านอาหาร โดยไม่ต้องมีวงดนตรีอีกต่อไป
หนุ่ม ภูไท เป็นศิลปินจิตอาสา หารายได้ช่วยวัด สอนเด็กให้เล่นดนตรีพื้นบ้านอีสาน เป็นนักร้องก็ได้ เล่นดนตรีก็เก่ง ดีดพิณก็ไพเราะ ได้พัฒนาดนตรีสำหรับใช้ในร้านอาหาร แต่งเพลงและเรียบเรียงเพลง มีวงดนตรีของตัวเอง มีห้องบันทึกเสียงส่วนตัว ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาเพลงอีสาน โดยการทำจังหวะเพลงด้วยเครื่องไฟฟ้าในจังหวะเพลงอีสาน จนกลายเป็นรูปแบบที่นิยมทั้งไทย ลาว และเขมร
หนุ่ม ภูไท เป็นคนที่ทันสมัยมาก ใช้เทคโนโลยีเพื่อเล่นดนตรี สอนดนตรีออนไลน์ ทำเครื่องดนตรี ทำธุรกิจดนตรี หนุ่ม ภูไท เป็นคนไม่หยุดนิ่ง คิดไปเรื่อยและทำไปเรื่อย เป็นคนอารมณ์ดี เป็นคนใจบุญ มีอารมณ์ขัน ไม่ถือโทษโกรธใคร เป็นมิตรกับทุกคน ซึ่งหาดูได้จากการสอนดนตรีของหนุ่ม ภูไท ผ่านยูทูบ
หนุ่ม ภูไท เป็นนักดนตรี เป็นครูดนตรีที่มีความสามารถสูง เล่นดนตรีอีสาน (ภูไท) ได้ทุกชิ้น พิณ แคน ปี่ ซอ ร้องเพลงได้ มีความคิดสร้างสรรค์สมัยใหม่ ปรับตัวนำเทคโนโลยีมาสอนพิณ (ออนไลน์) หนุ่ม ภูไท เป็นศิลปินที่ลงมือทำ อาศัยประสบการณ์ อาศัยจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ทั้งการด้นเพลงและการด้นชีวิตได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบัน เผ่าพันธุ์และวิถีชีวิตเปลี่ยนไปมากแล้ว กลายเป็นวัฒนธรรมลูกผสม ความเป็นชาติพันธุ์ไม่ได้มีความหมายอีกต่อไป สังคมแบ่งชุมชนแบบใหม่ เป็นคนรวย คนจน คนรากหญ้า คนหาเช้ากินเช้า หาค่ำกินค่ำ คนในชุมชนสลัม คนในชุมชนคอนโด คนมีโอกาส คนด้อยโอกาส คนเข้าถึง คนที่เข้าไม่ถึง คนมีเส้น คนไม่มีเส้น ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่สื่อสารผ่านวัฒนธรรมเพลงในสังคมแบบใหม่ ซึ่งสะท้อนออกมาว่า สังคมคุณคือใคร กลายเป็นสังคมหนุ่มคอนกรีตสาวคอนโด หรือ “เช้าเข้าเซเว่นเย็นใส่ถุง”
หนุ่ม ภูไท อาจเป็นนักดนตรีเผ่าพันธุ์รุ่นสุดท้ายก่อนการกลายพันธุ์ ยุคที่ยังบอกได้ว่า ฉันเป็นหนุ่มภูไท
สุกรี เจริญสุข

