โควิด เรือนจำ และ ‘โทษประหาร’ เปิดรายงานโลกเมื่อไวรัสระบาด

3.05.21 | 13:00 น.

ส่งผลกระทบทุกภาคส่วนอย่างจริงแท้ แม้กระทั่งในกระบวนการยุติธรรม สำหรับการแพร่ระบาดของไวรัส ‘โควิด-19’

ที่ชัดเจนอย่างมาก คือการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง ซึ่งถูกเบรกไว้ชั่วคราว ท่ามกลางกฎระเบียบเคร่งครัดดังที่เห็นได้ชัดในประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ไม่รอดแม้แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นำไปสู่คำถามมากมายว่า โควิดมาจากไหน? ติดข้างนอก หรือข้างใน ?

ไม้บรรทัดตึงเป๊ะที่นำมาใช้ เป็นเพียงข้ออ้างหรือไม่ โดยเฉพาะกับนักโทษการเมือง ?

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ว่าไม่ได้เกิดเฉพาะแถวนี้ ล่าสุด แอกเนส คาลามาร์ดเลขาธิการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยถึงข้อมูลที่ว่า

การเรียกร้องยุติโทษประหาร (ภาพจากแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล)

การระบาดของโรคส่งผลให้นักโทษประหารชีวิตจำนวนมาก ไม่สามารถเข้าถึงทนายความแบบตัวต่อตัวได้ ส่วนผู้คนจำนวนมากที่ต้องการให้การสนับสนุนพวกเขา ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างมาก แม้จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ก็ตาม

Advertisement

มีเสียงสะท้อนย้ำชัดว่า มาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบที่น่ากังวล ในแง่ของการเข้าถึงทนายความ และสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมในหลายประเทศ รวมทั้งในสหรัฐอเมริกาซึ่งทนายจำเลยระบุว่าไม่สามารถทำหน้าที่สอบปากคำที่สำคัญ หรือไม่สามารถเข้าพบลูกความของพวกเขาได้แบบตัวต่อตัว

นอกจากนี้ แม้กระทั่งประเด็นของ ‘โทษประหาร’ ที่ถกเถียงกันมาเนิ่นนาน ก็ถูกนำมาโฟกัสอีกรอบ ว่าปัญหาท้าทายที่ไม่คาดคิดของโรคโควิด-19 ยังไม่รุนแรงพอที่จะขัดขวาง 18 ประเทศจากการประหารชีวิต ในปี 2563 ดังปรากฏในถ้อยแถลงของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลอีกเช่นกัน ว่า

ในปี 2563 ที่ผ่านมา แม้แนวโน้มโดยรวมโทษประหารจะลดลง แต่บางประเทศยังคงประหารชีวิตเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นการไม่คำนึงถึงชีวิตมนุษย์ ในขณะที่ทั้งโลกให้ความสนใจกับการปกป้องผู้คนจากเชื้อไวรัสที่ร้ายแรง

‘รายงานสถานการณ์โทษประหารชีวิตและการประหารชีวิตในปี 2563’ ระบุว่า ท่ามกลางการระบาดของโควิด ยังคงมีการประหารชีวิตใน 18 ประเทศ อย่างน้อย 483 ครั้ง ลดลงจากปีก่อนหน้า ที่มีการประหารชีวิต 657 ครั้ง
โดยยอดการประหารชีวิตในปี 2563 ถือว่าต่ำที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ตามตัวเลขที่แอมเนสตี้ได้บันทึกไว้

การประหารชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศจีน อิหร่าน อิรัก อียิปต์ และซาอุดีอาระเบีย ตามลำดับ

จีนยังคงเป็นประเทศที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในโลก แต่ตัวเลขที่แท้จริงยังไม่เป็นที่แน่ชัด เนื่องจากทางการจีนถือว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความลับทางราชการ ในขณะตัวเลขการประหารชีวิตทั่วโลกอยู่ที่ 483 ครั้ง โดยไม่นับการประหารชีวิตอีกหลายพันครั้งที่เชื่อว่าเกิดขึ้นในประเทศจีน

นอกจากจีนแล้ว 88% ของการประหารชีวิตทั่วโลกเกิดขึ้นในประเทศอิหร่าน อียิปต์ อิรัก และซาอุดีอาระเบีย

ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศที่มีการประหารชีวิตในปี 2563 ได้แก่ อียิปต์ ที่มีตัวเลขการประหารชีวิตต่อปีเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในขณะที่จีนประกาศปราบปรามการกระทำความผิดที่กระทบต่อมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ส่งผลให้มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตและถูกประหารชีวิตแล้วอย่างน้อยหนึ่งราย

ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลทรัมป์ได้รื้อฟื้นการประหารชีวิตของรัฐบาลกลาง หลังงดเว้นมานานถึง 17 ปี ทำให้มีการประหารชาย 10 คน ในเวลาเพียงไม่ถึงหกเดือน ส่วนอินเดีย โอมาน กาตาร์ และไต้หวันได้นำการประหารชีวิตกลับมาใช้อีกครั้งเช่นกัน

ป้ายข้อความ ‘มีโควิดในคุก’ ในกิจกรรม ‘อยู่หยุดขัง’ หน้าศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน กรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวแก่นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย

“โทษประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่น่ารังเกียจ และการมุ่งประหารชีวิตประชาชนท่ามกลางการระบาดของโรค ยิ่งเน้นให้เห็นธรรมชาติที่ทารุณโหดร้าย การต่อสู้เพื่อคัดค้านการประหารชีวิต เป็นเรื่องที่ยากลำบากแม้อยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม การระบาดของโรคส่งผลให้นักโทษประหารชีวิตจำนวนมาก ไม่สามารถเข้าถึงทนายความแบบตัวต่อตัวได้ ส่วนผู้คนจำนวนมากที่ต้องการให้การสนับสนุนพวกเขา ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างมาก แม้จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ก็ตาม การใช้โทษประหารชีวิตในสภาพการณ์เช่นนี้ จึงถือเป็นการโจมตีสิทธิมนุษยชนอย่างเลวร้าย”

แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว

จากภาพรวมทั่วโลก ย้อนมาส่องไฟในอาเซียนกันบ้าง

เริ่มที่ กัมพูชาและฟิลิปปินส์ ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทุกประเภท ส่วน ลาว พม่า และบรูไน ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ

ส่วนประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ยังคงมีและใช้โทษประหารชีวิต

สำหรับประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 55 ประเทศทั่วโลกที่ยังคงใช้โทษประหารชีวิต ในขณะที่แนวโน้มทั่วโลกมุ่งสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต ในปี 2563 มีบันทึกการตัดสินประหารชีวิตอย่างน้อย 35 ครั้ง และจากข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ณ วันที่ 23 มีนาคม 2564 มีนักโทษประหารชีวิตอยู่ 254 คน โดยกว่าครึ่งเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด อย่างไรก็ตาม นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ไม่มีการประหารชีวิตในประเทศไทย

ส่วนประเทศที่ยกเลิกโทษประหาร ทุกกรณี ภายในสิ้นปี 2563 มี 108 ประเทศทั่วโลก ยอดรวมล่าสุด คือ 144 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ย้ำว่า คัดค้านโทษประหารชีวิตทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาประเภทใด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีบุคลิกลักษณะใด ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำความผิดหรือผู้บริสุทธิ์
หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด โทษประหารชีวิตละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตและเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งงานวิจัยมากมายจากนานาประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า

โทษประหารชีวิตไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของอาชญากรรม

ทีมข่าวเฉพาะกิจ