
ปรากฏการณ์การต่อสู้อย่างสันติวิธี ทวีความเข้มข้นมากขึ้นทุกที ทั้งด้วยรูปแบบหลากหลาย ตั้งแต่ ‘ยืน หยุด ขัง’ หน้าศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน กรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ของกลุ่ม ‘พลเมืองโต้กลับ’ ก่อนปรับยุทธศาสตร์เป็นการ ‘ดาวกระจาย’ สกัดภัยโควิด กระทั่งขยายสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วไทย จากเหนือ จรดใต้ ไหนจะกระแสการพร้อมใจ ‘โกนศีรษะ’ ประท้วงความอยุติธรรม เรียกร้องสิทธิการประกันตัวซึ่งเริ่มต้นโดย แม่สุ สุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ มารดาของ พริษฐ์ หรือเพนกวิน ผู้อดอาหารในเรือนจำมาแล้วหากนับถึงนาทีนี้ นับเป็นเวลาถึง 53 วัน โดยยืนยันจะอดอาหารต่อไปแม้ร่างกายทรุดโทรมจนถูกหามเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อสัปดาห์ก่อน
เช่นเดียวกับผู้ต้องขังอีกหลายราย ไม่ว่าจะเป็น ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, ณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร หรือ แฟรงค์ กลุ่มวีโว่, พรหมศร วีระธรรมจารี หรือ ฟ้า จากราษฎรมูเตลู และวรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ ตี้ พะเยา ผู้ก้าวเท้าสู่ทัณฑสถานหญิงเป็นรายล่าสุด

ในขณะที่ ‘คนข้างนอก’ ก็ยังสู้พร้อมคนข้างใน อย่า’ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ กลุ่ม People Go Network, ฟิวส์ พีรพล ระเวกโสม กลุ่มราษฎรเอ้ย รวมถึง หลวงพ่อดาวดิน หรือสมณะดาวดิน ซึ่งนั่งอดอาหารหน้าศาลอาญา ก่อนถูกรวบอย่างน้อย 3 ครั้ง โดนตั้งข้อหาแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ถูกสั่งถอดผ้าครอง หรือจีวร ให้ห่มผ้าขาว กลับมาฉันภัตตาหาร กระทั่งสุดท้าย หวนคืนปักหลัก ณ จุดเดิมในผ้าครอง ‘สีเทา’
ยังไม่นับประชาชนอีกหลายรายที่ร่วมอดอาหารประกาศอุดมการณ์ เพื่อรับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของนักต่อสู้
นี่จึงเป็นปรากฏการณ์สำคัญในสังคมไทย ที่ชวนให้ ‘ถอดรหัส’ ค้นหาความหมายที่ทั้งซุกซ่อนและเผยตัวอย่างตรงไปตรงมา

ประท้วงด้วยร่างกาย
สิ่งสุดท้ายหลังถูกพรากเสรีภาพ
“ทำไมอดอาหาร? ถอดความหมายที่ซ่อนอยู่” คือชื่อหัวข้อในกิจกรรม ‘เสวนาหน้าศาล’ บนทางเดินเท้าหน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก จัดโดยกลุ่ม People Go Network เพื่อร่วมวิเคราะห์แง่มุมหลากหลายภายใต้การอดอาหาร
วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการด้านปรัชญา สถาบันวัชรสิทธา กล่าวถึงนัยยะของการประท้วงด้วยการอดอาหารว่า
เราเป็นเจ้าของร่างกายตัวเอง แม้ว่าใครจะพรากสิทธิหรือเสรีภาพไปเเต่ร่างกายมันอยู่กับเราจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ

เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา
“เราสามารถที่จะใช้ร่างกายเป็นสิ่งสุดท้ายในการต่อสู้ เพื่อยืนหยัดเจตจำนงจนวันสุดท้าย ว่าถ้าเราจะต่อสู้ ในการที่เราจะผลักดันหรือเชื่อมั่นในสิ่งนั้น เราก็จะใช้ร่างกายนี้ในการยืนหยัดเพื่อที่จะรักษาเจตจำนง
เพนกวินกับรุ้ง คงคิดแบบนี้ เพราะเขาไม่มีเครื่องมืออะไรเเล้วและสิ่งเเวดล้อม บรรยากาศ เเละเครื่องมือที่มีอยู่ตอนนี้มันบีบเขามาก เลยใช้ร่างกายสื่อสารว่า นี่มันไม่ถูกต้องสำหรับเขาและไม่ถูกต้องไม่ว่ากับใครก็ตาม เลยใช้ร่างกายในการยืนหยัดที่จะพูดถึงประเด็นนี้ซ้ำเเล้วซ้ำอีก
บางทีคนที่อยู่ข้างนอกบางคนอาจมองว่ายังไม่สัมผัสถึงตัวเอง เเต่ถ้ามองให้ดีๆ รัฐเองก็กำลังบีบให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เราทุกคนกำลังถูกบีบ บีบว่าคุณต้องเป็นเด็กดีนะ ต้องเป็นคนดีนะ คุณถึงจะปลอดภัย จริงๆ ตอนนี้พวกเราไม่มีทางเลือกมากเเล้ว การอดอาหาร เป็นการสื่อสารด้วยสามัญสำนึกที่เราเองก็จำเป็นที่จะต้องรู้สึก อย่างน้อยเราต้องรู้สึก” วิจักขณ์กล่าว ก่อนไปถึงประเด็นการอดอาหารใน หลัก ‘สัตยา
เคราะห์’ แบบ ‘คานธี’ เปรียบเทียบกับสถานการณ์สังคมไทยในเวลานี้ที่รัฐถูกมองว่าไม่แยแสประชาชน
“ถ้าการอดอาหารของเราสามารถสร้างผลกระทบต่อผู้ที่กดขี่เรา สร้างสามัญสำนึก หรือให้เรารู้สึกผิดต่อสิ่งที่เขากระทำ ถ้าเป็นไปได้คงจะดี ถ้าเป็นสมัยก่อนการอดอาหารมันเกี่ยวข้องกับศาสนาซึ่งก็คงทรงพลัง
แต่อีกในมุมหนึ่งก็คือ ไม่ว่ามันจะสร้างผลกระทบอะไรต่อเขาหรือไม่ แต่อย่างท้ายที่สุดคือมันได้สร้างความรู้สึกร่วมกับคน คนที่เขาเเคร์ เพื่อน ครอบครัว หรือกระทั่งประชาชนทั่วไป ในบางครั้งอาจมีบางคนที่รู้สึกว่า ถึงสู้ไปก็ไม่ชนะหรอก ความรู้สึกแบบนี้ในสังคมสมัยใหม่ค่อนข้างเยอะ ความรู้สึกว่าจะเคียงบ่าเคียงไหล่ เราว่ามันน้อยลง ในด้านหนึ่งถ้าเราไม่มีความแข็งเเกร่ง มีความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้อง ไม่มีความรู้สึกต่อเพื่อนที่อยู่ในขบวน ความรู้สึกที่เราจะส่งต่อไปยังผู้ที่กดขี่เราได้ก็คงยาก” นักวิชาการปรัชญาวิเคราะห์
เส้นทางยาวไกล ใน ‘เครื่องมือที่เลือกแล้ว’
แน่นอนว่าท่ามกลางบรรยากาศทั้งหนุนและค้านด้วยความห่วงใย ให้นักโทษการเมืองโดยเฉพาะ ‘เพนกวิน’ ยุติการอดอาหารเนื่องจากร่างกายอยู่ในภาวะที่พร้อมจะวิกฤตได้ทุกเมื่อ จนนำมาสู่คำถามว่า ผลลัพธ์จากการอดอาหารในรัฐที่ถูกมองว่า ‘ไม่แคร์’ ประชาชนจะทำไปทำไม
ประเด็นนี้ วิจักขณ์ ให้ความเห็นว่า การพูดเรื่องอดอาหารประท้วงเป็นการเน้นผลลัพธ์มากเกินไป ทั้งที่จริงแล้วเส้นทางค่อนข้างยาวไกลถ้ามองไปที่ผลลัพธ์อาจจะรู้สึกว่ามันไม่สำเร็จ ทำไปทำไม แต่ส่วนตัวมองว่า ผู้ต่อสู้ได้เลือกเครื่องมือของตัวเองแล้ว
“แต่ผมมองว่า คนที่ต่อสู้เขาก็ได้เลือกเครื่องมือไปแล้ว อาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุด แต่มันอาจจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ เป็นเครื่องมือสุดท้ายของพวกเขา การที่เลือกการอดอาหารประท้วง สิ่งที่สำคัญคือเจตจำนงว่าเรากำลังขับเคลื่อนอะไร ถ้าอดอาหารนานๆ ร่างกายเริ่มอ่อนแอลง ความคิดมันก็จะเยอะเริ่มมีความฟุ้งซ่าน ถ้าเจตจำนงไม่ชัดเจน ไม่บริสุทธิ์มันจะยากมากที่จะใช้การอดอาหารต่อสู้กับอะไรสักอย่างหนึ่ง เมื่อเจตจำนงบริสุทธิ์ เหมือนกับการที่เรามากันที่นี่ เราไม่ได้สนใจว่าอะไรยังไง แต่เรามาเพื่ออะไร ผมมองว่าทุกคนที่อดอาหารประท้วงมีสิ่งนี้อยู่ และกระบวนการนี้มันทำให้คนชักรอก สั่นสะเทือนถึงคนที่กดขี่ เราหวังว่ามันจะไปสั่นสะเทือนถึงคนเหล่านั้นบ้าง อย่างเช่นถ้ามีคนมาอดอาหารหน้าบ้านเรา เขาจะตายเพราะเขาไม่ได้กินข้าว และเขากำลังส่งสารบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเราโดยตรง

ถ้ามองในแง่นี้มันมีพลังมาก แต่สังคมมีความซับซ้อนอะไรบางอย่างที่มาลดพลังของส่วนนี้ลงไป ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะทำให้สารเหล่านี้มันส่งไปถึงคนที่มีอำนาจ รวมไปถึงคนที่ต่อสู้ด้วยกันด้วยว่าอย่าหมดความหวัง อย่างไรก็ตาม เราจะชนะพรุ่งนี้หรือในอีก 10 ปี สิ่งที่เราต้องตั้งคำถามคือ ถ้าเราชนะไปแล้ว สิ่งที่เป็นจิตวิญญาณหรือสิ่งที่เราปรารถนามันหน้าตาเป็นอย่างไร การเคลื่อนไหวต่างๆ มันกำลังเป็นการทดสอบว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือเปล่า
ถ้าเราชนะพรุ่งนี้ แต่เราไม่มีจิตวิญญาณตรงนี้ สุดท้ายแล้วมันก็พัง ชัยชนะไม่มีทางยั่งยืน ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เรายินดีที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เพราะว่าอำนาจมันเป็นของคนทุกคน ผมมองว่าตอนนี้เขายังถือแสงสว่างในการต่อสู้นี้อยู่ในคุก ถ้าไม่มีพวกเขา ตอนนี้มันอาจจะเงียบกริบไปแล้ว เราไปเยี่ยมคนในคุก แต่กลับเป็นคนในคุกที่ให้กำลังใจ เหมือนเขากำลังถือแสงสว่างอยู่” วิจักขณ์กล่าว
เทียนเล่มใหญ่ที่ ‘คนรุ่นใหม่’ ปลุกแสงสว่าง
จากมุมมองวิชาการ มาถึงปากคำของ ‘คนข้างนอก’ ผู้ร่วมอดอาหารกันบ้าง เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ จากกลุ่ม People Go Network ซึ่ง ‘เดินทะลุฟ้า’ มาปักหลักข้างทำเนียบรัฐบาล ก่อนถูกสลาย
“ผมรู้สึกว่ากระบวนการในรอบปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่ มันได้ปลุกขบวนการที่มันใหญ่โตมโหฬารขึ้นมา ผมว่ามันมีเชื้ออะไรบางอย่าง สิ่งที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าพวกเขากำลังนำสังคมไทยเข้าสู่ยุคแสงสว่างแห่งปัญญาไม่ใช่ยุคปฏิวัติอย่างแน่นอน ยุคแสงสว่างแห่งปัญญาถ้าเราได้ศึกษามัน เราจะเห็นว่า ยุโรปมันเปลี่ยนแปลงตัวเองมาจนถึงตอนนี้อย่างไรหลังจากยุคแสงสว่างแห่งปัญญา สังคมไทยต้องคิดแบบนั้น สิ่งที่ราษฎรทำมันจุดเทียน จุดระเบิดลูกใหญ่ และมันจะสว่างไปอีกยาว อย่างไรก็ตาม ยุคแสงสว่างทางปัญญามันกำลังเฉพาะตัว” เอ็นจีโอชื่อดัง มองย้อนปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ ก่อนหยิบยกคำกล่าวที่ว่า ‘ห้ามฉันพูดฉันก็จะพิมพ์.ห้ามฉันพิมพ์ฉันก็จะเขียน.ห้ามฉันเขียนฉันก็ยังจะคิด. หากจะห้ามฉันคิด.ต้องห้ามลมหายใจฉัน’ มาต่อขยายเป็นถ้อยความที่ว่า
“ถ้าห้ามฉันเขียนฉันก็จะยืนก็ได้ อย่างยืน หยุด ขัง ถ้าห้ามฉันยืนฉันก็จะนั่งก็ได้ ถ้าห้ามฉันนั่งฉันก็จะนอนก็ได้ หรือถ้าห้ามฉันนอนฉันก็จะอดอาหารก็ได้ ถ้ายังจะห้ามอดอาหารก็คงต้องห้ามลมหายใจฉัน ผมคิดว่าร่างกายเรามันคืออาวุธชีวภาพ การเคลื่อนไหวทางสังคม อย่างไรก็ต้องใช้ร่างกายเรา ชีวิตจิตใจเรา ที่ผมเลือกที่จะร่วมอดอาหารในครั้งนี้ เพราะผมอยากร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขา อยากรับรู้ เราไม่ได้อยู่กับเขาข้างในแต่เราอยากช่วยแบ่งรับความทุกข์จากคนข้างใน เราอยากใช้ร่างกายเราข้างนอก ที่มันทรมานให้คนอื่นได้เห็น ถ่ายทอด ไม่ว่าคนจะดูถูกเครื่องมือชนิดนี้อย่างไร ขอบอกเลยว่า อีก 100 ปี 1,000 ปี มันก็ไม่มีทางล้าสมัยไปได้ ตราบที่ยังมีมนุษย์อยู่บนโลก” เลิศศักดิ์ย้ำหนักแน่น
สู้ไปด้วยกัน ในวันที่ความอยุติธรรมกัดกิน
สำหรับ ‘เมย์’ พี่สาวรุ้ง ปนัสยา ซึ่งอดอาหารตาม ‘เพนกวิน’ มาติดๆ ก็ร่วมอดอาหารไปกับน้องสาว โดยยอมรับว่า ในวันแรกอยู่ใน ‘สภาวะลำบากมาก’ แต่ผ่านมาได้เพราะกำลังใจจากครอบครัว
รู้ว่าน้องรุ้งอดอาหารตามเพนกวินไปอีกคน เราก็กังวลว่าน้องจะไหวไหม สภาพร่างกายและจิตใจจะเป็นอย่างไร เพราะว่าเมย์อยากจะรู้ว่าสภาพร่างกายของน้องเราถึงขั้นไหนเมื่ออดอาหาร จึงค่อยๆ ลดการกินอาหาร จากวันละ 3 มื้อ ลดลงมาเหลือแค่ นม เกลือเเร่ เเละน้ำเปล่า พอได้ลองถึงรู้ว่ามันทรมาน เราอดอาหารในห้องแอร์ยังทรมาน แล้วน้องรุ้งที่อยู่ในเรือนจำ เรานึกไม่ออกเลยว่าเขาจะเป็นอย่างไร เป็นห่วงมากๆ” เมย์เล่า
นอกจากนี้ ยังเผยบทสนทนากับน้องสาวผู้ยืนยันในการต่อสู้ของตัวเองว่า
“รุ้งจะได้รับข่าวสารจากทนายทุกวัน พลังจากคนด้านนอกนั้นสามารถหล่อเลี้ยงคนที่อยู่ด้านในจริงๆ ทุกๆ ครั้งเมย์จะทำอะไรก็ตามเพื่อที่จะให้รุ้งรู้ว่า คนข้างนอกยังไม่ลืมเขา เมย์มีโอกาสได้เยี่ยมรุ้งผ่านวิดีโอไลน์ เมย์ให้รุ้งดูว่าคนข้างนอกเขาสู้พร้อมรุ้งอยู่ พอรุ้งเห็นรุ้งรับรู้ จากคนที่เข้มเเข็ง ก็ปล่อยโฮออกมาเลย เขาตื้นตันใจ ที่คนข้างนอกยังไม่ลืมเขา
มีช่วงหนึ่งที่เขียนจดหมายหาน้องว่าอยากให้เลิกอดอาหารเเล้ว พอรุ้งได้รับข่าวสารเรื่องนี้เขาก็ส่งสารมาว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เขาอยากจะบอก ก็คืออยากให้คนยังจำได้ว่าการที่เขาต่อสู้แบบนี้เขาทำไปเพื่ออะไร เพราะเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมเขาถึงต้องเลือกวิธีการแบบนี้ เป็นการใช้ร่างกายสื่อสารกับสังคม ตอนนี้ร่างกายเขาเปลี่ยนไป หน้าเล็กลง ตัวเล็กลงไม่ค่อยมีเรี่ยวเเรง มันสื่อถึงว่า
ความอยุติธรรมในสังคมมันได้กัดกินเขาไปทุกๆ วัน”
