
กลับ มาที่ “เลห์ ลาดักห์” เป็นครั้งที่ 2 ในช่วงไฮซีซั่น แต่เป้าหมายไม่เพียงแค่มาเยี่ยมเมืองเลห์แห่งแคว้นลาดักห์เพื่อนเก่าเท่า นั้น เพราะจากการลิ้มชิมเลห์ครั้งที่แล้ว ขนตากลับ “กระตุก” เสมอเวลาที่เดินผ่านร้านหนังสือหลายแห่งและพบว่ามีหนังสือภาพ “จันสการ์” วางอยู่ทั่วทุกแห่ง
จึงเชื่อว่าเธอคนนี้ต้องมีอะไรเด็ดแน่นอน!
สืบค้นเที่ยวถามทัวร์ท้องถิ่น จึงได้รู้ว่าที่นั่นคือดินแดนที่งดงามอย่างร้ายกาจ แต่ออกจะขี้อายเพราะไปซ่อนตัวอยู่ในที่อันแสนไกล น้อยคนนักที่จะเข้าถึงได้ เพราะความยากลำบากและการเดินทางอันยาวนาน รวมทั้งความสะดวกสบายต่างๆ ที่ด้อยกว่าเลห์เป็นอย่างมากมาย
ดังนั้น จึงมีจันสการ์เป็น “ปมในใจ” มาตลอด
และเมื่อวันหนึ่งเห็นทริปถ่ายภาพจากเมืองไทย ประกาศหาลูกทัวร์ไปดินแดนแห่งนี้ จึงใช้เวลาตัดสินใจไม่นานที่จะขอร่วมไปรู้จักเพื่อนใหม่ที่ชื่อ “จันสการ์” ด้วยตนเอง
เครื่องจากเดลีเมืองหลวงของอินเดียไปสู่เมืองเลห์ร่อนลง แบบหวาดเสียวเช่นเคย เพราะเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยภูเขาสูงชัน แลนดิ้งแบบธรรมดาก็ดูจะไม่สมราคาคุย จึงต้องแบบบินวนลดระดับและตีโค้งหลบเขาอย่างหวาดเสียวเล็กๆ ให้คุ้มค่าตั๋วสักหน่อย
ก่อนลงจอดเบรกตัวโก่ง พอให้ลุ้นช่วยแก้เมาเครื่องบินดีนักแล
ไม่ใช่เรื่องง่ายจะที่ปรับตัวจากปากน้ำลุ่มเจ้าพระยาที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล เพียงไม่กี่นิ้ว ไปสู้กับความสูงของเลห์ที่ตั้งต้นกันที่ 3,500 เมตร วันแรกที่ไปถึงเลห์จึงต้อนรับด้วยอาการมึนๆ ปวดหัว ของโรค “altitude sickness” ที่นิยมกันในหมู่นักท่องเที่ยวจากแดนที่ราบต่ำ ส่วนใหญ่ก็ต้องอาศัยยาเป็นตัวช่วยพร้อมกับการเคลื่อนไหวช้าเป็นตัวเสริมใน ช่วงวันแรกๆ ของการปรับตัว
เดิน ทางออกจากเมืองเลห์ทันทีที่ออกจากสนามบิน มุ่งหน้าไปสู่จุดหมายแรก คือ “Lamayuru” ด้วยถนนลาดยางสลับลูกรัง การเดินทางใน 4 ชั่วโมงแรกมากับทิวทัศน์ที่แปลกตาทำให้ลืมความหิวของอาหารเช้าไปได้เลย เพราะเส้นทางในวันแรกเรียกกันว่า “ดินแดนโลกพระจันทร์” แม้จะว่าไปจริงๆ ผมก็ไม่เคยไปโลกพระจันทร์ หรือแม้แต่คนตั้งชื่อก็คงไม่ได้ไปเช่นกัน แต่เราก็เออออห่อหมกให้เป็นโลกพระจันทร์อย่างเขาว่า
คืนแรกบนเขา Lamayuru อาการแพ้ความสูงเริ่มเล่นงานหลายๆ คน ประกอบกับอากาศที่หนาวเย็นแถมอาหารที่เป็นมังสวิรัติตลอดเส้นทาง นี่เป็นแค่เพียงด่านแรกของการต้อนรับเราแค่นั้น
วันที่ 2 ของการเดินทาง เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและบอบช้ำมาก เกือบ 10 ชม.บนรถเก๋งโตโยต้าอินโนวา ที่พาเราผ่านเส้นทางที่โหดร้ายมากขึ้น รวมทั้งความราบเรียบที่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนแทบไม่ควรจะเรียกว่า “ถนน” ผนวกกับตัวเลขความสูงที่ขยับขึ้นทีละเมตร จนแตะระดับ 4,000 กว่าเมตร
แต่ทว่าวิวทิวทัศน์ข้างทางทำเอาเหมือนกับทุกคนลืมความลำบากต่างๆ ผ่านลำธาร กลาเซียร์ ทุ่งหญ้า และหุบเขาที่งดงามราวกับหลุดไปอีกโลกหนึ่ง

ใครที่เคยไปเลห์ ลาดักห์ มาแล้วและคิดว่าสวยสดงดงามเพียงไร แต่เส้นทางไปจันสการ์นี้งดงามกว่ามากมายหลายเท่านัก
คืนนั้นเราเข้าสู่หมู่บ้าน “Rangdum” และเข้าสู่เต็นท์ที่พัก Nun Kun Camp ท่ามกลางความหนาวเย็นในหุบเขา อาหารการกินที่ไม่ถูกปากนัก ห้องน้ำที่ขาดแคลน แต่เมื่อทุกคนเดินหน้ามาถึงที่นี่แล้วไม่สามารถถอยหลังได้อีกต่อไป
วัน ที่ 3 เรายังคงเดินทางต่อ ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บในตอนเช้าและร้อนจนแสบผิวในตอนกลางวัน แต่ใช้เวลาไม่นานนัก ในช่วงบ่ายจึงมาถึงจุดหมายปลายทาง ที่เมือง Padum ที่เป็นเมืองหลักของหุบเขาจันสการ์ และเตรียมตัวสู่งานระบำหน้ากากที่จัดขึ้นปีละครั้งที่วัดแห่งหนึ่งในหุบเขา นี้
เมือง Padum เป็นเมืองเล็กๆ จนน่าจะเรียกว่า “หมู่บ้าน” เสียมากกว่า ทั้งเมืองมีร้านอาหารอยู่ 3-4 แห่ง แต่ละที่เน้นอาหารมังสวิรัติเป็นหลัก อย่างมากก็มีไข่กับเนื้อแกะให้พอทานได้ สำหรับอาหารมังฯของอินเดีย โปรดอย่าจินตนาการไปเป็นอาหารเจแบบจีนๆ ให้เสียอารมณ์ ที่นี่จะมีแป้งแผ่นบ้าง ก้อนบ้าง ข้าวสวย ผัดผักสักอย่างหนึ่ง แกงดาล (ถั่ว) เท่านั้นที่เป็นตัวชูโรง ดีหน่อยก็มีเส้นหมี่ผัดแห้งๆ มาปลอบใจสักหน่อย
ในเมืองยังมีร้านอินเตอร์เน็ตสัก 3-4 ร้านให้เลือกใช้บริการ แต่ด้วยความเร็วและราคาของมัน (นาทีละ 3 รูปี หรือ 1.80 บาท) จึงไม่น่าใช้บริการมากนัก เพราะขนาดส่งข้อความผ่านไลน์ (line) ยังใช้เวลาข้อความละเกือบครึ่งนาที
และถ้าใครคิดว่าจะ “โรมมิ่ง” เล่นเน็ตให้ชุ่มใจ จะพบว่าสัญญาณมือถือของท่านดับหายสนิทไปตั้งแต่วันที่ 2 ของการเดินทางเป็นที่เรียบร้อย สำหรับที่พักนักเดินทางจะมีโรงแรมเล็กๆ ที่ไม่น่าจะถึงหนึ่งดาวหลายแห่ง น้ำร้อนมีใช้อย่างจำกัด กลิ่นแปลกๆ ประจำแต่ละห้องที่ไม่เหมือนกัน
แต่เมืองที่ทุลักทุเลอย่างนี้ ผู้คนจากทั่วโลกก็ยังหมายปองที่จะแวะมาเยี่ยมเยียนกันอยู่เสมอ

วันที่ 4 ได้มีโอกาสไปชมเทศกาลระบำหน้ากาก ณ วัด “Karsha Gompa” วัดที่ใหญ่และสูงที่สุดในแถบ “จันสการ์” โดยจะมีการงานขึ้นทุกปี ปีละหนึ่งวันในฤดูร้อน ผู้คนจากหมู่บ้านต่างๆ ในหุบเขาจันสการ์จะแต่งตัวกันอย่างงดงามเพื่อมาร่วมประเพณี รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่จะถือโอกาสเดินทางมาจันสการ์ให้ตรงกับวัน ที่มีระบำหน้ากาก
โดยแต่ละปีจะมีผู้เข้าชมงานกันประมาณ 5,000 คน และถือว่าเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหุบเขานี้
วัน ที่ 5 และ 6 เป็นวันที่เราต้องเดินทางกลับย้อนเส้นทางเดิมเพื่อกลับเข้าสู่เลห์อีกครั้ง นึง โดยมีโอกาสได้แวะเมืองคาร์กิล “Kargil” เมืองทางผ่านของผู้ที่จะไปแคชเมียร์โดยทางรถยนต์ ชีวิตของผู้คนทั้งยามเย็นและยามเช้าเป็นที่น่าสนใจแก่การถ่ายรูปยิ่งนัก ช่วยคลายอารมณ์โหดๆ ของการเดินทางให้ผ่อนเบาลงบ้าง
ก่อนเราจะมุ่งหน้ากลับไปหา “เลห์ ลาดักห์” เพื่อนเก่าของเราอีกครั้งหนึ่ง
ใครที่เบื่อและเลี่ยนกับการเที่ยวสายช้อปปิ้ง ชมสิ่งก่อสร้าง เส้นทางยอดฮิต จุดถ่ายรูปยอดนิยม ขอให้ลองมาสัมผัส “จันสการ์” กันสักครั้ง
เพราะ 6 วันของการเที่ยวในดินแดนที่ลึกลับที่ทั้งโหดและอดอยาก กลับเต็มไปด้วยความงามตลอดทั้งเส้นทาง
