นาทีนี้ ความเข้าใจในบริบทสังคมและสถานการณ์ภายใน คืออีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่จะช่วยฝ่าฟันอุปสรรคใหญ่จากไวรัสตัวร้ายนี้ไปด้วยกัน
ศูนย์ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาสาธารณะออนไลน์ “#saveคลองเตย เพื่อนร่วมชุมชน-คนร่วมเมือง” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ชวนรับฟังข้อมูลจากวิทยากรที่ทำงานในพื้นที่เกี่ยวกับปัญหาและบทบาทของชุมชนในการร่วมจัดการสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ในย่านคลองเตย และร่วมกันทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างความเปราะบางของชีวิตคนจนเมือง กับสุขภาวะของชุมชนเมือง
โดยมีวิทยากรหลายท่านมาร่วมแลกเปลี่ยนได้แก่ ดร.บุษบงก์ วิเศษพลชัย ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) สำนักวิชาการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข, วลัยลักษณ์ ชมโนนสูง (เปีย) เจ้าหน้าที่พัฒนาเครือข่ายสื่อพลเมืองอาวุโส สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ สถานีโทรทัศน์ Thai PBS, คุณณัฐพล สท้านอาจ (หนึ่ง) อาสาคลองเตยดีจัง, อนรรฆ พิทักษ์ธานิน ศูนย์แม่โขงศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ
อนรรฆ จากศูนย์แม่โขงศึกษา เกริ่นว่า ประเด็นเรื่องของคลองเตย หรือการแพร่ระบาดของโควิดเป็นสิ่งที่ได้รับการพูดถึงตลอดร่วมสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีอาสาสมัครกว่า 100 คน ลงพื้นที่ทำงานในแง่ของการทำงานขับเคลื่อน ชุมชนและสังคม จากสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลทั้งในทางสุขภาพและสังคมและต่อไปนี้ คือเนื้อหาสำคัญ จากบทสนทนาออนไลน์

‘คลองเตยดีจัง’ ปันกันอิ่ม กับภาพสะท้อนที่มากกว่า‘ชุมชนแออัด’
เริ่มต้นด้วย หนึ่ง ณัฐพล สท้านอาจ หนึ่งในทีมอาสาจากกลุ่ม ‘คลองเตยดีจัง’ ซึ่งเล่าถึงภาพรวมของชุมชนคลองเตยว่าเป็นเขตหนึ่งใน กทม.ที่แยกย่อยลงไปอีก 46 ชุมชน แต่ที่จดทะเบียนมีแค่ 39 ชุมชน แต่ละชุมชนจะมีวัฒนธรรมแตกต่างกัน ท่ามกลางประชากรเกือบ 2 แสนคน และมีประชากรแฝงเยอะมากเป็นเท่าตัว จดทะเบียน 40 หลังคาเรือน แต่สำรวจจริงๆ ได้เกือบ 100 หลังคาเรือน
“คนส่วนมากติดภาพว่าคลองเตยเป็นชุมชนแออัด ซึ่งที่อื่นก็มี แต่ไม่ถูกตีแผ่ มีสื่อต่างๆ ที่ทำให้ภาพคลองเตยเป็นแบบนี้ ชุมชนนี้มีน้ำใจมาก ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนจะผนึกกันได้ง่ายมาก เราเรียกคลองเตยว่าเป็นเมืองอีกเมืองหนึ่งได้เลย จริงๆ คนที่นี่เขาก็เหมือนคนอื่นๆ ครับ เขาอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น” หนึ่งเล่า
ส่วน ‘คลองเตยดีจัง ปันกันอิ่ม’ คือระบบที่ทางกลุ่มออกแบบเพื่อขับเคลื่อนชุมชน แรกๆ ก็มีคนบริจาคพวกข้าวสารอาหารต่างๆ ให้ จึงมีการใช้คูปองเเทนเงินสด โดยเริ่มต้นกับ 5 ชุมชนก่อน
“ก่อนที่เราจะแจกคูปองได้ ก็ต้องได้ข้อมูลก่อนว่าบ้านแต่ละหลังมีคนกี่คน อายุเท่าไหร่ เราเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานข้อมูล ในการระบาดรอบนี้ ผมเป็นทีมที่ดูแลเรื่องข้อมูลของคนที่ติดเชื้อซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่หนึ่งได้มา ก็ได้มาจากกรรมการชุมชน ประธานชุมชน แล้วอีกส่วนมาจากสายด่วน ซึ่งการทำสายด่วนคลองเตยขึ้นมา เป็นการร่วมมือกันหลายฝ่าย มีกลุ่มคลองเตยดีจัง ครูประทีป จากมูลนิธิดวงประทีป แล้วก็มีคุณหมอวิรุณที่เป็นคนประสานกับหน่วยงานต่างๆ ในการประสานหารถหาพยาบาล เราเปิดสายด่วนขึ้นมาเพื่อให้คนในคลองเตยโทรเข้ามาปรึกษา และเป็นการให้ข้อมูลด้วยว่าต้องทำอย่างไร ต้องกักตัวอย่างไร ติดเชื้อแล้วไปไหนต่อ หรือว่าตอนนี้อาการเป็นอย่างไรบ้าง และช่วยเขาไปโรงพยาบาลได้เร็วขึ้น”

หนึ่งยังเล่าอีกว่า ถ้ามีคนติดเชื้อในชุมชนแล้วกักตัวจะเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงมากๆ อย่างบ้านหลังหนึ่งที่สำรวจ อยู่กัน 17 คน พอมีคนที่ติดเชื้อขึ้นมา คนที่เหลือไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ไปตรวจที่ไหนได้บ้าง ถ้าไปที่โรงพยาบาลก็ต้องเสียเงินค่าตรวจ ทั้งๆ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง กลุ่มอาสาจึงติดตามสอบถามว่าที่บ้านเขามีใครบ้าง มีใครได้ตรวจแล้วหรือยัง เพื่อช่วยหาโรงพยาบาลในการตรวจให้ นอกจากนี้ อีกส่วนหนึ่งก็ให้การช่วยเหลือเรื่องอาหารด้วย ทั้งอาหารกล่อง ทั้งถุงยังชีพ เพราะต้องกักตัว
“คลองเตยดีจัง ปันกันอิ่ม มีแนวคิดว่าถ้ามีคนอยากบริจาคข้าวกล่อง ข้าวกล่องมันไม่สามารถเก็บไว้ได้กว่าจะมาถึงชุมชนมันก็เน่าบูด เราเลยใช้วิธีการให้เขาบริจาคเป็นเงิน ผ่านเว็บไซต์ ‘เทใจ.com’ เราจะประสานงานผ่านคนในชุมชน ร้านค้าที่อยู่ในชุมชน เพื่อเข้าร่วมโครงการ เราจะมีคูปองแทนเงินสดที่จะแจกให้กับเด็กในชุมชนทุกคนเพื่อให้ไปซื้ออาหาร เงินที่บริจาคมากลายเป็นคูปองสามารถเอาไปซื้ออาหารในร้านค้าในชุมชนได้ คิดว่ามันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนได้ เพราะว่าในชุมชนไม่ได้มีแค่ร้านอาหาร ยังมีร้านขายผัก ที่ต้องขายให้กับร้านอาหารอีกที จะเกิดเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้นมา เงินก็จะยังอยู่ในชุมชน เราจะช่วยเด็กก่อนในเบื้องต้น อยากให้เด็กๆ ก่อนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่ในอนาคตอาจจะขยายโครงการ”

ไม่ได้อยาก‘แบมือ’ขอใคร หวังได้รับโอกาสทำงานเลี้ยงครอบครัว
นอกเหนือจากเรื่องอาหารการกิน ‘อาชีพ’ ก็เป็นอีกประเด็นใหญ่ที่น่ากังวล เพราะเชื่อมโยงมาถึงค่าใช้จ่ายในการยังชีพ ดูแลครอบครัว ซึ่งคนคลองเตยไม่เคยอยากแบมือขอเงินใคร แต่อยากดูแลตัวเองได้ด้วยการทำงานในระยะยาว
“หนึ่ง” บอกเล่าประสบการณ์ที่พบใน ‘ชุมชนพัฒนาใหม่’ ว่ามีตัวอย่างในครอบครัวหนึ่งมีสมาชิก 4 คน มีพ่อเป็นคนไทย แม่เป็นคนลาว พ่อแม่ไปตรวจมีผลเป็นบวก แต่เด็กไม่ได้ตรวจ ไม่มีญาติอยู่ในชุมชน และไม่ไว้ใจใครที่จะฝากลูก สุดท้ายทั้ง 4 คนก็ต้องไปอยู่ที่โรงพยาบาลสนาม ซึ่งก็ยังไม่มีวิธีการจัดการที่แน่ชัด
เรื่องค่าใช้จ่ายของครอบครัว ตอนปิดเทอมเด็กจะอยู่บ้าน ไม่มีอาหารทานฟรีอย่างที่โรงเรียน พอเด็กกลับมาอยู่บ้าน ผู้ปกครองต้องจ่ายทั้งค่าอาหารของตัวเองและของเด็ก โดยที่ตัวเองขาดรายได้ เพราะไม่สามารถไปทำงานได้
“ช่วงนี้ที่มีโควิดระบาด คนต้องหยุดอยู่บ้าน อย่างในชุมชนที่ไปสำรวจมามีคนที่ทำงานอยู่ในสุขุมวิท ก็โดนให้พักงาน แต่ไม่ได้ค่าตอบแทน เขาก็กำลังขอความช่วยเหลือจากเราอยู่ตอนนี้ ซึ่งเรากำลังเก็บข้อมูลของชุมชนพัฒนาใหม่ ทำเรื่องฝึกอาชีพให้กับชุมชนและเพิ่มเรื่องของการดูแลสุขภาพ ซึ่งตอนนี้เรามีแนวคิดให้คนที่ติดเชื้อออกจากบ้านตัวเองก่อนเพื่อลดการแพร่ระบาด ไปอยู่ศูนย์พักคอยที่วัดสะพานแทน แล้วรอให้รถพยาบาลมารับต่อ
ส่วนเรื่องอาชีพ เราต้องหาระบบหรือหางานให้พวกเขาสามารถทำได้ที่บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญจะต้องออกแบบให้ตรงกับเขาด้วย จากข้อมูลที่เคยสำรวจเขาไม่ได้อยากรออาหาร ไม่ได้อยากแบมือขอเงินใครใช้ ที่เขาต้องการคือการทำงานเพื่อที่จะได้มีอาชีพระยะยาวในการเลี้ยงดูครอบครัว จะทำอย่างไรให้เกิดงานเกิดการจ้างงานขึ้นในชุมชน” หนึ่งกล่าว

พื้นที่‘สื่อสาร’ในสถานการณ์ฉุกเฉินจาก‘ลมหายใจ’ ถึง‘ปากท้อง’
ด้าน เปีย วลัยลักษณ์ จากสำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ สถานีโทรทัศน์ Thai PBS มาบอกเล่าถึงบทบาทในการทำรายการพิเศษ รวมถึงสารคดีที่บอกเล่าถึงสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ที่สังคมต้องร่วมช่วยเหลือกัน
“ไทยพีบีเอส ตัดสินใจทำรายการพิเศษ เพื่อจะให้ส่งสัญญาณว่ามันมีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นต้องช่วยกัน และทำศูนย์ประสานงานฉุกเฉินไทยพีบีเอสสู้โควิด-19 เผื่อมีความเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือ มีทีมเจ้าหน้าที่ของไทยพีบีเอส ที่เป็นทีมอาสาสมัครมาช่วยรับเรื่องร้องเรียน และพยายามส่งต่อข้อมูล เช่น กรณีคุณยายวัย 93 ที่ออกซิเจนหมด ในคืนนั้นเป็นเรื่องที่ด่วนมากๆ เราได้ประสานกับทีมนักศึกษา EMT ที่เพิ่งรวมตัวกันเมื่อวันที่ 28 เมษายน ให้ไปเติมออกซิเจนให้
ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเราต้องเชื่อมต่อกัน เวลาที่เกิดเรื่องขึ้นมาทำให้สังคมได้บทเรียนว่า ถ้าเกิดกรณีแบบนี้ขึ้นเราจะต้องเฝ้าระวังอย่างไร ติดต่อประสานอย่างไร ไม่ใช่แค่เรื่องโควิด ต่อไปการจัดการด้านสาธารณสุข เราจะต้องมีความรู้ด้านนี้ด้วย ไทยพีบีเอสเองก็พยายามจะสื่อสาร และรอบต่อไปคือวิกฤตปากท้อง พี่น้องคลองเตยเองไม่ได้มีแค่คนติดเชื้อ แต่ยังมีคนที่ไม่ได้ติดเชื้อแต่ออกไปทำงานไม่ได้ นี่คือสิ่งที่จะตามมา”
เปียยังเล่าอีกว่า ไทยพีบีเอสมองเห็นคลองเตยเป็นเหมือนพื้นที่เรียนรู้ และเตรียมที่จะขยายการทำงานกับพื้นที่อื่นๆ ด้วย คลองเตยเป็นชุมชนที่ใหญ่มาก และจำเป็นอย่างมากที่จะต้องอธิบายกับสังคมทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของชุมชน และเรื่องทำให้เห็นว่าการทำงานเครือข่ายชุมชนที่เขาพึ่งตัวเองได้ แล้วใช้การที่มีคนอยากจะให้และตอบโจทย์ตัวเองว่าได้ให้แล้ว
“ประเด็นตรงนี้ Thai PBS เองก็เป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารให้เห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมไม่ใช่แค่ในพื้นที่ กทม. มีอีกหลายหลายชุมชนในต่างจังหวัด สิ่งหนึ่งที่ทางสำนักเครือข่ายสื่อสารสาธารณะประสานงานกันคือการเชื่อมเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ต่างจังหวัดเติมเข้ามาในกรุงเทพฯ การเชื่อมโยงส่งสัญญาณการสื่อสารให้กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับเขต ระดับนโยบาย ระดับประเทศ ภาพรวมให้เห็นว่าภาพรวมตรงนี้จัดกันได้แล้วจะต้องไปในทิศทางไหน และใครจะต้องมาช่วยบ้างตรงนี้มีส่วนสำคัญ ที่เรากำลังทำอยู่ไทยพีบีเอสจะเป็นพื้นที่สื่อสาร ทีมงานจะปรับให้เป็นรายการพิเศษเพื่อสื่อสารสิ่งที่สำคัญได้”

จากภาพรวมของสถานีข่าว เปียเล่าลงลึกถึงบทบาทในมุมของ ‘ผู้สื่อข่าว’ ว่าส่วนตัวมีวิธีคิดที่ว่าทุกคนมีพลังของการสื่อสาร ทั้งจากวิชาชีพและพลเมือง ปัจจุบันนี้การสื่อสารไปไกลเเล้ว อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์โควิด-19 การทำงานของสื่อมวลชนในช่วงล็อกดาวน์เป็นเรื่องลำบากมาก ลงพื้นที่ไม่ได้ ไปต่างจังหวัดไม่ได้ สิ่งที่เรามีคือสื่อพลเมืองที่กระจายกันอยู่ตามจุดต่างๆ แม้แต่ในคลองเตยที่ต้องมาเก็บงานสารคดี โดยเน้นการสื่อสารผ่าน ‘เด็กๆ’
“เชื่อว่าเด็กๆ จะเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญในการทำงานกับครอบครัว กับคุณพ่อคุณแม่ กับกลุ่มคนที่ทำงาน กับพี่ๆ วินมอเตอร์ไซค์ที่มีลูกเล็กๆ เราก็ใช้กลไกนี้ในการทำงาน ตอนนั้นเข้าใจว่าทางคลองเตยดีจัง มีการใช้ดนตรีในการทำงานกับเด็กและเยาวชนมาสักระยะหนึ่ง ซึ่งก็เปิดเป็นกิจกรรมพื้นที่นี้ดีจังซึ่งทำงานร่วมกับเครือข่ายในประเทศ เกิดการแลกเปลี่ยนกัน
Thai PBS ก็เปิดให้ทำสารคดีร่วมกันเพื่อสื่อสารเรื่องราวผ่านเด็ก เพราะเราจะอธิบายว่าเด็กในนั้นคือภาพสะท้อนของผู้ใหญ่ สะท้อนว่าจริงๆ คนในชุมชนคลองเตยนั้นมีความหลากหลายมาก นี่คือจุดเชื่อมจุดแรกที่ได้ทำงานร่วมกับทีมอาสา สำหรับเปียเองต่อให้เป็นนักข่าวแต่ถ้ามีการลงพื้นที่ ต้องบอกเลยว่าอย่างมากที่สุดก็คือ 1 วัน ดังนั้น ทีมอาสาที่อยู่ในนั้นเขาได้เห็นมากกว่า ทำหน้าที่เก็บเรื่องราวได้ดี เก็บเรื่องราวต่างๆ และสะท้อนชุมชนออกมาว่า ดนตรีเเละเด็กมันช่วยชุมชนได้ มีสิ่งหนึ่งที่เห็นหลังฉาก คือ เด็กๆ เล่นดนตรี แล้วก็มีพี่วินมอเตอร์ไซค์มายืนอยู่ตรงจุดนั้นเต็มไปหมด แล้วพวกเขาก็ร้องไห้และบอกว่าเขาไม่เคยคิดว่าลูกจะมีโอกาสได้เล่นดนตรีและได้ออกทีวี” เปีย ไทยพีบีเอสกล่าว

รับส่งคนไข้ คิดแบบ‘ปกติ’ไม่ได้ ต้องมั่นใจ‘ไม่แพร่เชื้อ’
ปิดท้ายด้วย ดร.บุษบงก์ วิเศษพลชัย สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) สำนักวิชาการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งบอกว่า คนคลองเตยคือ ‘เส้นเลือดใหญ่’ ในงานบริการของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ด้วยอาชีพหลากหลาย ในขณะเดียวกัน ก็อยู่บน ‘ความเปราะบางซ้อนเปราะบาง’ แต่ถึงอย่างนั้น ชุมชนก็แอ๊กชั่นอย่างรวดเร็วเมื่อมีผู้ต้องกักตัว ไม่อย่างนั้น เชื่อว่าสถานการณ์คงหนักไปกว่านี้
“อยากให้จินตนาการถึงชุมชนแออัด ซึ่งมีถนนเส้นเล็กๆ แบบที่เดินสวนกันไม่ได้ เวลาขนของไป ต้องใช้รถเข็นที่ต่อพิเศษให้พอดี การรับส่งคนไข้ ไม่ใช่เฉพาะแค่คนไข้โควิด แต่มีคนที่ต้องไปล้างไตทุก 2 วัน คนเหล่านี้จะใช้ชีวิตอย่างไร เป็นความเปราะบางซ้อนเปราะบาง โควิดแพร่กระจาย แต่ยังมีโรคอื่นที่ตายง่ายกว่านั้นอีกอยู่ในนั้นด้วยซึ่งเราต้องใส่ใจ ดังนั้น จะคิดแบบปกติไม่ได้ ว่าถึงเวลาก็เอารถไปจอด เอาเตียงสนามมาขนไป มันไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น

คนไข้บางคนต้องใช้คนยก 4-5 คนออกมา เวลาจะออกแบบระบบบริการอะไร พื้นที่ทางกายภาพสำคัญ เพราะสัมพันธ์ไปกับการส่งต่อผู้ป่วยด้วย แล้วพอเป็นคนไข้โควิด ซึ่งต้องระมัดระวังการติดเชื้อ เวลาออกมาต้องเดินผ่านบ้านกี่หลัง ถามว่าระหว่างทางจะทำอย่างไร และต้องทำให้คนที่อยู่บ้านที่ถูกเดินผ่านสบายใจด้วย คลองเตยไม่ใช่บ้านจัดสรร จอดหน้าบ้านขึ้นรถเลย เพราะฉะนั้น ต้องทำให้มั่นใจว่าการขนส่งแต่ละครั้งจะไม่เป็นการแพร่กระจายเชื้อ” ดร.บุษบงก์กล่าว
เป็นการพูดคุยทางออนไลน์ในยุคนิวนอร์มอลที่ทำให้มองเห็นภาพของชุมชนคลองเตยชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงเวลาแห่งวิกฤตเช่นนี้

