ระดมฉีดวัคซีนโควิด
บุคลากรด่านหน้า
ระบบขนส่งสาธารณะ
ใกล้ตัวเราเข้ามาทุกขณะ สำหรับมหันตภัยร้าย “โควิด-19 ระลอกที่ 3” ที่ยอดการติดเชื้อรายวันยังทะยานต่อเนื่อง
สถานการณ์ระลอกนี้ การระบาด แพร่กระจายทั่วประเทศไปอย่างรวดเร็ว จนรัฐบาลสกัดไม่อยู่ ลามไปทุกพื้นที่ ทุกกลุ่มอาชีพ ตั้งแต่รากหญ้า ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง
กรุงเทพฯ พื้นที่ไข่แดงวิกฤตรายวัน
ตัวเลขป่วย-ตายรายวัน เพิ่มขึ้นไม่หยุด จากหลักร้อย เป็นหลักพัน จากคลัสเตอร์หนึ่ง ขยายวงกว้างไปสู่คลัสเตอร์ใหม่ ไม่มีที่สิ้นสุด
น่าจับตาเวลานี้พื้นที่ไข่แดง “กรุงเทพมหานคร” ที่ตกอยู่ในสภาพ “ยิ่งตรวจ ยิ่งเจอ” จากผลการระดมตรวจเชิงรุกในชุมชนและพื้นที่เสี่ยงใน 50 เขต ในเมื่อเวลานี้ เชื้อโรครุกฆาตไปหลายชุมชน จุดไหนที่อยู่กันแออัดมากๆ อย่างชุมชนคลองเตย จะพบยอดติดเชื้อเป็นหลักสิบ หลักร้อย
ทำให้ยอดผู้ป่วยติดเชื้อขึ้นๆ ลงๆ ลุ้นกันวันต่อวัน สะวิงไปตามผลตรวจเชิงรุก วันไหนตรวจมากก็เจอมาก วันไหนตรวจน้อยยอดผู้ป่วยจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
จากคลองเตยถึงสารพัดคลัสเตอร์หลากชุมชนแออัด
ปัจจุบันจากคลัสเตอร์ “ชุมชนคลองเตย” สถานการณ์ยังเป็นไฟลามทุ่งในหลายชุมชนทั้งเขตพื้นที่ชั้นใน ชั้นนอก อาทิ ชุมชนวัดโสมนัส ชุมชนวัดญวนคลองลำปัก ปากคลองตลาด ซึ่งพบการติดเชื้อจากประชาชนทุกชนชั้น ไม่ว่าคนทำงานหาเช้ากินค่ำ พอมีกิน และเหลือกินเหลือใช้
การติดเชื้อในชุมชน ทำให้เกิดกลุ่มก้อนใหม่ๆ ขยายวงมากขึ้นทุกวัน จากการเดินทางไปทำงานนอกบ้าน ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่ารถเมล์ รถตู้ รถไฟฟ้า ที่มักจะปรากฏในไทม์ไลน์ผู้ติดเชื้อ ล่าสุดพบการติดเชื้อในกลุ่มพนักงานรถไฟฟ้า รถเมล์
ยังน่าห่วง “พนักงาน ขสมก.” ทั้งคนขับ กระเป๋า พนักงานอู่ท่ารถ มียอดป่วยเพิ่มขึ้นทุกวัน บางเคสติดกันยกครัวก็มี
เปิดสถิติ ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2564 มีผู้ติดเชื้อสะสมทะลุ 50 ราย กระจายไปตามรถเมล์หลายสาย ตายแล้ว 2 ราย
ต้นตอของการระบาดเริ่มต้นจาก “อู่คลองเตยกับอู่บางแค” ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่เสี่ยง “ชุมชนคลองเตยและชุมชนวัดขิง” มีพนักงาน ขสมก.พักอาศัยอยู่จำนวนมาก สัมผัสกับผู้ติดเชื้อในชุมชน ครอบครัว จนมาสู่เพื่อนร่วมงาน ติดกันพันวันเป็นลูกโซ่

จากสถานการณ์ที่กำลังบานปลาย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้ ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ประสานกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ขอจัดสรรโควต้าวัคซีนฉีดให้กับบุคลากรด่านหน้าการให้บริการขนส่งสาธารณะทุกโหมด “บก ราง น้ำ อากาศ” เป็นการเร่งด่วน
คมนาคมขอวัคซีน 3แสนโดสฉีด พ.ค.นี้
นายชยธรรม์เปิดเผยว่า ผลจากการติดโควิดของพนักงานองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวนมาก ทางกระทรวงคมนาคมมีแผนเตรียมการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค โดยจะเสนอรัฐบาลขอจัดสรรวัคซีนเป็นการเร่งด่วนฉีดให้พนักงานปฏิบัติงานด่านหน้าทั่วประเทศภายในเดือนพฤษภาคม หรืออย่างช้าในเดือนมิถุนายน 2564
“…จะฉีดวัคซีนโควิดให้กับพนักงานรัฐและเอกชนที่ปฏิบัติงานอยู่ด่านหน้า ให้บริการประชาชน ไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อ อย่างแรกคือไม่ให้เขาติดเชื้อ สองไม่ให้เขาไปแพร่เชื้อกับสาธารณชน เช่น คนขับรถ ทั้งรถสาธารณะ รถไฟ เรือโดยสาร พนักงานประจำสถานีรถไฟฟ้า พนักงานสนามบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน กัปตัน สจ๊วต แอร์โฮสเตส กำลังรวบรวมจำนวนผู้ต้องการฉีด ว่ามีเท่าไหร่ เพื่อประสานไปยังกระทรวงสาธารณสุข ศบค. (ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติเชื้อไวรัสโควิด-19) เพื่อจัดวัคซีนล็อตแรกแบบเร่งด่วน”
จัดแผนฉีดกระจาย 3 กลุ่มเสี่ยงทั่วไทย 300,000 คน 300,000 โดส
สำหรับล็อตแรกที่จะฉีด ปลัดกระทรวงคมนาคมอธิบายว่า จัดลำดับการฉีดตามความเสี่ยง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ตามระดับความเสี่ยงมาก เสี่ยงปานกลางและเสี่ยงต่ำ
กลุ่มแรกเป็นพนักงานบริการทุกโหมดบริการทั้งบก ราง น้ำ อากาศ ที่ต้องสัมผัสประชาชนเยอะ เช่น คนขับรถเมล์ บขส. รถไฟ พนักงานตรวจตั๋วบนเครื่องบิน จะเป็นกลุ่มแรกที่จะให้จบโดยเร็วที่สุด จากนั้นเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สอง ที่อาจจะไม่เสี่ยงมาก สุดท้ายเป็นกลุ่มที่สัมผัสประชาชนน้อย
“เราขอฉีดเข็มแรกให้ 3 กลุ่ม 300,000 คน 300,000 โดส กลุ่มที่ 1 แยกเป็นบุคลากรภาครัฐเช่น ขสมก.ประมาณ 30,000 คน และพนักงานขับรถภาคเอกชน รถร่วม รถตู้ เครื่องบิน รถร่วม บขส. อีกประมาณ 130,000 คน รวม 160,000 คน ที่อยากให้ได้วัคซีนอย่างเร็วที่สุด กรมควบคุมโรคจัดโควต้าของกลุ่มผู้ขับรถสาธารณะไว้ให้แล้วในเดือนพฤษภาคมนี้ ประมาณ 100,000 คน มิถุนายน อีก 100,000 คน แต่กระทรวงคมนาคมขอให้เพิ่มจาก 100,000 คน เป็น 200,000 คนในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อที่จะได้ควบคุมการระบาดในกลุ่มเสี่ยงกลุ่มที่ 1”
สำหรับกลุ่มที่ 2 มีพนักงานรัฐ 1,300 คน เอกชนอีก 47,000 คน รวมที่ต้องฉีดวัคซีนประมาณ 50,000 คน ถ้ารวมกลุ่มที่ 1 กับกลุ่มที่ 2 อยู่ที่ประมาณ 200,000 คน ได้ขอกรมควบคุมโรคจัดวัคซีนให้ 200,000 โดสภายในเดือนพฤษภาคม อยู่ระหว่างที่กรมควบคุมโรคพิจารณา ส่วนกลุ่มที่ 3 มีประมาณ 100,000 คน จะขอจัดสรรในเดือนมิถุนายนนี้
“เป็นแผนการฉีดวัคซีนที่หารือร่วมกับกรมควบคุมโรค รอสรุปรายละเอียดผู้จะฉีดในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลและต่างจังหวัด เพราะกรมควบคุมโรคมีแผนกระจายวัคซีนไปทั่วประเทศอยู่แล้ว ตั้งเป้าทั้ง 3 กลุ่มจะให้ฉีดให้เสร็จในเดือนมิถุนายนทั้งหมด เบื้องต้นกระทรวงสาธารณสุขจะจัดโควต้าให้ เพราะคนขับรถหรือพนักงานด้านบริการสาธารณะถือเป็นกลุ่มเสี่ยง รองจากบุคลากรการแพทย์”
เป็นคำมั่น “ปลัดกระทรวงคมนาคม” จะมีวัคซีนฉีดสกัดโควิดระบาดภาคขนส่งสาธารณะอย่างแน่นอน ภายในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันหมู่ให้ทุกโหมดการเดินทาง
ขสมก.จัดล็อตแรกหมื่นคน‘คนขับ-กระเป๋า’
แต่ระหว่างรอ “วัคซีน” มาถึงมือ มาตรการเฝ้าระวังเฉพาะหน้า การ์ดต้องไม่ให้ตก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นคนที่มาใช้บริการ หลังคนเริ่มหวาดผวาจะใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างรอคำตอบจากกระทรวงคมนาคมจะได้รับวีคซีนเมื่อไหร่ ซึ่ง ขสมก.มีพนักงานทั้งหมด 13,819 ราย จะขอวัคซีนฉีดให้กับพนักงานขับรถและกระเป๋าเป็นลำดับแรกประมาณ 11,000 คน ทำงานที่อู่ 20 กว่าแห่ง และเขตเดินรถ 8 เขต ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล
เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องพบปะ สัมผัสกับประชาชนที่มาใช้บริการ ต้องสร้างความเชื่อมั่นและลดการแพร่ระบาดของโรค เพราะบนรถเมล์ในแต่ละวันมีคนจากหลากหลายที่มาใช้บริการ โดยจะขอความร่วมมือพนักงานให้ฉีดเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อและไม่แพร่เชื้อไปสู่คนอื่น บนรถเมล์ไม่น่ากังวล เพราะทำตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด
จากยอดพนักงานที่ติดโควิดทั้งหมด มีประมาณ 5-6 คน มาจากการบริการบนรถเมล์ ซึ่งไม่รู้ว่าติดเชื้อมาจากที่ไหน ส่วนที่เหลือติดจากที่อื่น จากการไปท่องเที่ยว จากครอบครัว เพื่อน ญาติ เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่จะอยู่อาศัยในชุมชนใกล้กับอู่และเขตการเดินรถในพื้นที่นั้นๆ อย่างเช่น ชุมชนคลองเตยที่พบพนักงานติดเชื้อเยอะมาก หรืออู่บางแค อู่รังสิต นครปฐม สมุทรปราการ นนทบุรี เป็นต้น
“อู่หรือรถคันไหนที่มีคนติดเชื้อ จะฉีดพ่นฆ่าเชื้อ ทำความสะอาดและพักการใช้รถ 3 วัน ส่วนคนก็กักตัว 14 วัน ให้ผู้ที่เสี่ยงไปตรวจหาเชื้อโควิด เราทำทุกอย่างเข้มข้น ไม่ได้นิ่งเฉย ขอให้กรมควบคุมโรคมาตรวจหาเชื้อ เราก็ขอมาแล้ว แต่ไม่ว่าง”
“เรามั่นใจในรถ ที่ทำงาน เพราะป้องกันเต็มที่ แต่เลิกงาน ลงจากรถเมล์แล้ว ก็ยอมรับว่าไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าพนักงานไปไหนบ้าง พักตรงไหนบ้าง พนักงานก็ต้องดูแลตัวเอง ตั้งการ์ดให้สูงทั้งในบ้าน และในรถที่ต้องทำงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ซึ่งการติดเชื้อคงจะพบอีกเรื่อยๆ แต่คาดว่าจะเริ่มน้อยลง จากเดิมพบวันละ 4-5 คน อาจจะเหลือ 2-3 คน”
ออกกฎเหล็กคุมพนักงาน-ผู้ใช้บริการ
แต่เพื่อเป็นการป้องกันการระบาด “ผอ.ขสมก” บอกว่า ได้ออกมาตรการให้พนักงานทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่ทำงานและอยู่ในที่สาธารณะ หลีกเลี่ยงการเดินทาง เลื่อนหรืองดการเดินทางไปท่องเที่ยวหรือเดินทางไปต่างจังหวัด
งดหรือหลีกเลี่ยง กิจกรรมงานเลี้ยงสังสรรค์หรือทำกิจกรรมรวมกลุ่มใดๆ ที่มีคนจำนวนมากที่จะมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรค หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัดและมีมลภาวะ
เว้นระยะห่างทางสังคม รักษาระยะห่างระหว่างบุคคลและหมั่นทำความสะอาดมือ และอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ หากใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ให้รีบไปตรวจหาเชื้อและต้องไม่มาปฏิบัติงาน พร้อมทั้งแยกกักตัวเองในสถานที่พักอาศัย 14 วัน
สำหรับรถโดยสารประจำทาง เพิ่มความถี่ในการล้างทำความสะอาดระบบปรับอากาศ และการทำความสะอาดผ้าม่าน พ่นฆ่าเชื้อโรคภายใน รถโดยสาร เช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ผู้ใช้บริการต้องสัมผัส เช่น เบาะที่นั่ง ราวจับ กริ่งสัญญาณ ติดตั้งขวดเจลแอลกอฮอล์ให้ผู้ใช้บริการล้างมือบริเวณประตูทางขึ้น
ยังกำหนดจุดที่นั่ง จุดยืนภายในรถโดยสารติดตั้ง QR Code แอพพลิเคชั่น “ไทยชนะ-หมอชนะ” หลังเบาะที่นั่ง และผนังด้านข้างรถให้ผู้ใช้บริการสแกนผ่านโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟน เก็บข้อมูลการเดินทาง กรณีตรวจพบผู้ติดเชื้อใช้บริการรถโดยสารคันเดียว และเวลาเดียวกันกับผู้ใช้บริการ จะแจ้งเตือน ผ่านระบบ SMS ว่ามีความเสี่ยงให้รีบไปพบแพทย์
ติดตั้งป้ายข้อความ “เหลือรถอีก 2 คันสุดท้าย” “เหลือรถอีก 1 คันสุดท้าย” “รถคันสุดท้าย” บริเวณกระจกด้านหน้ารถโดยสารที่วิ่งให้บริการ 3 คันสุดท้ายในแต่ละวัน
ในส่วนของผู้ใช้บริการ ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ สแกน QR Code แอพพลิเคชั่น “ไทยชนะ-หมอชนะ” บนรถโดยสาร เพื่อเช็กอินเมื่อขึ้นรถ และเช็กเอาต์ก่อนลงจากรถ ให้นั่งบนเบาะที่กำหนด ยืนห่างกันอย่างน้อย 30 เซนติเมตร
และขอความร่วมมือชำระค่าโดยสารแบบไร้เงินสด ผ่านบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทของ ขสมก. บัตรเดบิต-เครดิตที่มีสัญลักษณ์คอนแทกต์เลส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโมบายแบงก์กิ้ง ลดการสัมผัสธนบัตรและเหรียญกษาปณ์
รถไฟฟ้าผู้โดยสารหายแต่การ์ดห้ามตก
อีกโหมดที่มองข้ามไม่ได้ “รถไฟฟ้าสารพัดสี” ที่ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย ยังใช้บริการทุกวัน ท่ามกลาง “โควิด” ที่ยังคงระบาดหนักในกรุงเทพฯ
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดเผยว่า บริษัทได้ยื่นเสนอภาครัฐขอวัคซีนสำหรับฉีดให้พนักงานด่านหน้าแล้ว เพื่อป้องกันการระบาด ที่ผ่านมาบริษัทมีมาตรการป้องกันโควิดอยู่แล้วตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข เช่น พ่นฆ่าเชื้อ ให้สวมหน้ากาก วัดอุณหภูมิ เพิ่มความถี่การให้บริการในช่วงเร่งด่วนลดความแออัดจากมาตรการเว้นระยะห่าง
“การระบาดระลอกที่ 3 ทำให้คนใช้บริการรถไฟฟ้าลดลงกว่า 70% จากช่วงก่อนโควิดจะมีผู้โดยสารเฉลี่ย 700,000-800,000 เที่ยวคนต่อวัน”
ด้าน นายวิทยา พันธุ์มงคล รองผู้ว่าการฝ่ายปฏิบัติการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า มีพนักงานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่) ติดเชื้อประมาณ 5 ราย แต่เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและป้องกันการแพร่ระบาด ได้ยื่นขอวัคซีนจากกระทรวงคมนาคมฉีดให้พนักงานด่านหน้าแล้วประมาณ 3,000 คน เช่น พนักงานประจำสถานี 53 สถานี พนักงานอาคารจอดรถ
“จากสถานการณ์โควิด คนเริ่มกังวลที่จะออกจากบ้าน ที่ผ่านมาคนใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสายสีม่วงลดลงมาก สองสายรวมกันเหลือประมาณ 100,000 เที่ยวคนต้นๆ ถึงจะน้อยลง เรายังเดินรถตามตารางเวลา ไม่ลดความถี่”
และยังเน้นย้ำมาตรการ D-M-H-T-T อย่างเข้มข้น
D : Distancing เว้นระยะห่าง ระหว่างบุคคลในขณะใช้บริการภายในสถานี และในขบวนรถไฟฟ้า หลีกเลี่ยงการพูดคุย การยืนหันหน้าเข้าหากันขณะอยู่ในขบวนรถ
M : Mask wearing ต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาที่ใช้บริการในระบบรถไฟฟ้า
H : Hand washing หมั่นล้างมือ ด้วยแอลกอฮอล์เจลทั้งก่อนและหลังเข้าใช้บริการ หรือหลังการสัมผัสจุดเสี่ยง
T : Testing ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ก่อนเข้าใช้บริการในระบบรถไฟฟ้าโดยอุณหภูมิต้องไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส
T : Thai Cha Na สแกน “ไทยชนะ” เช็กอิน
และเช็กเอาต์ เมื่อเข้าออกขบวนรถไฟฟ้า
เช่นเดียวกับ นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ เปิดเผยว่า ช่วงโควิดผู้โดยสารลดลงเหลือประมาณ 20,000 เที่ยวคนต่อวัน
แต่ยังคงมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสาร
มีตั้งจุดคัดกรองอุณหภูมิแบบเทอร์โมสแกน เป็นกล้องสำหรับตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายแบบไม่สัมผัส ตรวจตราการสวมหน้ากากอนามัยของผู้โดยสารก่อนเข้าใช้บริการอย่างเข้มงวด ต้องเว้นระยะห่าง 2 เมตร จัดระเบียบชั้นชานชาลาและภายในขบวนรถให้มีระยะห่างระหว่างกัน และงดพูดคุยภายในตู้โดยสาร
หากทุกคนทำตามกฎ อย่างเคร่งครัด ไม่มีย่อหย่อน ยกมือ ตั้งการ์ดสูงตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากบ้าน น่าจะเป็นตัวช่วยได้อีกทางหนึ่ง ในยามที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตปัญหาการบริหารจัดการระบบสาธารณสุข
ประเสริฐ จารึก

