80 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ช่วงชีวิตที่ไม่อยากได้ของขวัญ และคืนวันที่ยัง‘มีห่วง’

14.05.21 | 13:00 น.

ไม่ต้องเกริ่นถึง ‘คุณูปการ’ ให้มากความ สำหรับบุคคลนาม ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผู้มีคำนำหน้าว่า ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.

อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของ ‘(สังคม)ไทย’ ที่ต้องไฮไลต์คำในวงเล็บไว้เป็นพิเศษ ด้วยจิตวิญญาณที่ให้ความสำคัญแก่ผู้คน มากกว่าเขตแดน เลือกข้างสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย มากกว่านั่งเอกเขนกบนหอคอยงาช้างรอรับผลประโยชน์จากความรักชาติในนิยามความหมายที่ไม่ใช่ ‘ประชาชน’

80 ปีในชีวิตวนมาครบรอบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2564

บนไทม์ไลน์ที่เคยได้รับทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง ช่อดอกไม้ กระทั่งอิฐก้อนใหญ่ที่แปะป้าย ‘นักวิชาการชังชาติ’ จนถึง ‘คดีความ’ ที่ทำให้ 10 นิ้ว ซึ่งเคยสัมผัสเพียงชอล์ก ปากกาเมจิก คีย์บอร์ดปากกา หน้ากระดาษ และเมาส์คอมพิวเตอร์ ต้องเปรอะเปื้อนด้วยหมึกสีดำในวันรับทราบข้อกล่าวหา ทว่า ยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์ไม่แปรเปลี่ยน

เช่นเดียวกับภาพคุ้นตาในฐานะความเป็น ‘ครู’ แม้เกษียณอายุราชการมาเนิ่นนานหลักทศวรรษ แต่ยังคงสอนหนังสือแบบไม่ขีดเส้นใต้ให้ใครต้องเดินตาม หากแต่ชี้แนะแนวทางที่สุดท้ายแล้ว ‘ลูกศิษย์’ ย่อมเลือกเส้นทางของตัวเอง

Advertisement

เป็นผู้ก่อตั้งโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา หรือ ‘ซีส์’ ที่ ‘สร้างคน’ สู่แวดวงหลากหลาย

พานักศึกษาโครงการ ‘ซีส์’ ธรรมศาสตร์ เดินทางสู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยบรรยายบนรถทัวร์ด้วยตนเอง

ในวัยเฉียด 80 กะรัต ยังลุยทริปทรหด นั่งรถบัสเข้าเขตแดน 3 ประเทศ พานักศึกษาเรียนรู้ ‘เพื่อนบ้าน’ ทั้งในมิติประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเมืองร่วมสมัย

‘ยังไม่มีใครเทียบได้’ คือคำกล่าวของ สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ชื่อดัง ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ที่มีต่อ ชาญวิทย์ ในประเด็น ‘(นัก)บริหารจัดการด้านวัฒนธรรม’ ที่ไม่ใช่คำยกย่อง แต่เป็นข้อเท็จจริงในความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียน ‘เมด อิน ยูเอสเอ’ ที่มี ‘หนุ่มนักเรียนนอก’ ผู้ภาคภูมิใจในการ ‘นุ่งโจงกระเบน’ ในประเทศอากาศติดลบเป็นหนึ่งในตัวละคร

ตัดภาพมายังช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยในเวลานี้ เมื่อ กษิดิศ อนันทนาธร อดีตผู้จัดการโครงการ 100 ปีชาตกาลศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ถามผ่าน ‘ไลฟ์’ ในยูทูบ ใน ‘ประวัติศาสตร์สนทนา 80 ปี ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ว่า ประวัติศาสตร์สำคัญกับ ‘คนรุ่นใหม่’และคนรุ่นเก่าในปัจจุบันอย่างไร

คำตอบของ ชาญวิทย์ นั้นเรียบง่าย ไม่อ้างอิงแนวคิดทฤษฎีซับซ้อน ไม่วางมาดนักวิชาการยิ่งใหญ่

“บางทีผมก็คิดง่ายๆ ว่าวันนี้มาจากเมื่อวานนี้ (หัวเราะ) แล้ววันนี้ก็จะเป็นวันพรุ่งนี้ อดีต ปัจจุบัน อนาคต มันเป็นเส้นต่อกันมา เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจอะไรที่เกิดในวันนี้ ด้วยการมองกลับไปเมื่อวานนี้ เราก็อาจจะโง่เขลาเบาปัญญา เดินไปข้างหน้าได้ไม่ดี เพราะไม่รู้ว่าอดีตมันเป็นมาอย่างไร”

กล่าวพร้อมย้อนเล่าถึงยุทธศาสตร์การสอนนักศึกษาเฟรชชี่ชั้นปีที่ 1 ซึ่งโจทย์ที่ได้รับจนเป็นที่เล่าขานคือการค้นคว้าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของ ‘ตัวเอง’ เพราะถ้าไม่ศึกษาอดีต ก็ย่อมไม่เข้าใจปัจจุบัน นำไปสู่การมองอนาคตด้วยสายตาที่ฝ้าฟาง

“เวลาสอนหนังสือ บรรยายนักศึกษาปี 1 ผมมักให้เขาทำเรื่อง ตระกูลของข้าพเจ้า ให้ไปขุดโคตรเหง้าศักราช ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน นักศึกษาจำนวนมากจะหงุดหงิดมากๆ บอกว่าจะไปหาที่ไหน ค้นอย่างไร ไม่มีเขียนเอาไว้ ผมบอกว่าคุณต้องไปหามาจนได้ บางอย่างเป็นเรื่องมุขปาฐะ คือคำบอกเล่าในครอบครัว ปู่ย่าตายาย บางคนอาจหาได้ง่ายบ้าง เพราะตัวเองมีตระกูลสูง มีชื่อเสียง มีประวัติ มีหนังสืองานศพ ตอนที่ผมเริ่มทำหนังสืองานศพให้พ่อแม่ ผมก็ไปสืบ ไปคุยกับญาติ
พี่น้อง เพื่อนฝูง ได้ข้อมูลเยอะแยะเลย ถ้าเราไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มาจากไหน บางที ก็ทำให้เราหลงเพ้อเจ้อ เป็นวัวลืมตีน เมื่อลบอดีตทิ้ง คุณจะทำอะไรหลายอย่างที่ไม่น่าทำ บางที เราก็ผิดหวังกับคนจำนวนไม่น้อยที่ดูเหมือนจะดี เรียนสูงๆ จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่พอขึ้นมาถึงระดับหนึ่ง ลืมกำพืดตัวเอง ทำเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม นี่คือปัญหามากๆ”

และท่ามกลางกระแส ‘ย้ายประเทศ’ เมื่อถูกถามว่า มีหวังหรือไม่ นี่คือปากคำของผู้ที่สารภาพว่า เคยคิดย้ายประเทศ ไม่กลับไทย ถึงขั้นเลิกพูดภาษาไทย ด้วยความเจ็บปวดในใจจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

“ถามว่ายังมีความหวังไหม ผมว่ามี จะมีคนย้ายประเทศก็ไม่เป็นไร เพราะอยู่ต่างประเทศก็ทำอะไรได้เยอะแยะ อาจจะมากกว่าอยู่ในประเทศด้วยซ้ำ แต่คนที่พอใจที่จะอยู่ในประเทศ แล้วยังต้องต่อสู้ ก็ต้องต่อสู้ไป”

เนื่องในวาระ 80 ปีของชีวิต ศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ ยังเผยแพร่ข้อเขียนเรื่อง ‘เรื่อง ปณิธาน 80 ปี 6 พฤษภาคม 2564 (2021)’

มีใจความนับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป

6 พฤษภาคม 2564

เรื่อง ปณิธาน 80 ปี 6 พฤษภาคม 2564 (2021)

ถึง กัลยาณมิตร ญาติ ศิษย์และสุภาพชน

หนึ่ง) 6 พฤษภา ปีนี้ ผมก็มีอายุครบ 80 ปีเข้าแล้ว นับเป็นช่วงเวลาของอายุขัย ที่ต้องทั้งทบทวน ทั้งต้องตั้งปณิธานความหวังสำหรับเวลาที่พอจะมีเหลืออยู่อีกไม่มากนัก ผมผ่านทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งสมหวัง ไม่สมหวังบ้างตามธรรมดาของมนุษย์ในโลกนี้ ผมก็คงเหมือนๆ กับผู้สูงวัยทั่วไป ที่กินอยู่ หลับนอน เที่ยวเตร่ คบหาสมาคมกับผู้คนทั่วๆ ไป ทั้งเก่า ทั้งใหม่ ทั้งไทย และเทศ ผมยังทำงานสอนหนังสือหนังหาอยู่บ้างเป็นครั้งคราว ทั้งยังอ่าน ทั้งยังเขียน อยู่เกือบจะเป็นประจำ

ในวัยเช่นนี้ คงไม่มีใครถามแล้วว่า ผมอยากได้อะไรเป็นของขวัญ เพราะเอาเข้าจริง ผมก็ไม่รู้ว่าจะเอาของขวัญนั้นไปทำอะไร ข้าวของที่มีๆ อยู่ ผมก็พยายามยักย้ายถ่ายเทแจกจ่ายไปไม่น้อย หนังสือหนังหาที่สะสมมา ก็ยกให้ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปเกือบหมดแล้ว เช่นกัน พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ของผม ก็ล้มหายตายจากไปเกือบหมด ส่วนผู้คนที่อายุน้อยกว่าผม น้องนุ่ง รวมทั้งหลาน ทั้งเหลน พวกเขาและเธอเหล่านั้น ก็เรียกได้ว่าอยู่ดีมีสุขตามอัตภาพ

ครั้งรับทราบข้อกล่าวหาคดีกระเป๋าภริยานากฯตู่ ต่อมา อัยการสั่ง ‘ไม่ฟ้อง’

สอง) ดังนั้น ถ้าจะว่าไป ผมมีอะไรที่น่าเป็นห่วงเล่า ถ้าจะบอกว่าไม่มีก็คงเป็นการพูดปด ใกล้ตัวที่สุดผมว่าผมห่วงงานวิชาการของทั้งส่วนรวม และของทั้งมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ อันว่า มนธ.นี้ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2509 (1966) เป็นเวลาถึง 55 ปีมาแล้ว

ดร.ป๋วย เป็นประธานคนแรก ระหว่าง 2506-2519 และต่อด้วย ศ.เสน่ห์ จามริก กับ ศ.เพ็ชรี สุมิตร จนกระทั่งปี 2563 (2020) มนธ.ของเรามีบุคคลสำคัญทั้งรุ่นเก่าแก่ รุ่นกลางๆ และรุ่นใหม่ๆ ไม่น้อยร่วมทำงานเป็นกรรมการ เช่น สังเวียน อินทรวิชัย, สุลักษณ์ ศิวรักษ์, พัทยา สายหู,ประชุม โฉมฉาย, กุสุมา สนิทวงศ์ฯ, เกษม ศิริสัมพันธ์, เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม, สดชื่น ชัยประสาธน์, วันเพ็ญ บงกชสถิตย์, ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, สมบัติ จันทรวงศ์, ชลธิรา สัตยาวัฒนา, พนัส ทัศนียานนท์, วีระ สมบูรณ์, บดินทร์ อัศวาณิชย์, รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, วิทยา สุจริตธนารักษ์, ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ, ทรงยศ แววหงษ์, ศุภลักษณ์ เลิศแก้วศรี,
พิภพ อุดร, ศรีประภา เพชรมีศรี, อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์, ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ประจักษ์ ก้องกีรติ, เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว, ปกป้อง จันวิทย์, อัครพงษ์ค่ำคูณ, กษิดิศ อนันธนาธร ฯลฯ

ครั้งรับราชการรั้ว ‘ธรรมศาสตร์’

สาม) เมื่อครึ่งศตวรรษมาแล้ว ตำราเรียนทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ระดับมหาวิทยาลัยนั้น คลาดแคลนอย่างยิ่ง และนี่ก็คือที่มาของการก่อตั้ง มนธ. ที่มิได้จะพึ่งพิงอยู่กับ “คำบรรยาย” หรืองานเล็กเชอร์ตามปกติทั่ว ๆ ไป มนธ. ของเราทำงานมาได้ค่อนข้างดี ทั้งในการส่งเสริมการแต่ง การค้นคว้าวิจัย และการแปล ทั้งนี้ก็โดยอาศัยความสนับสนุนเงินบริจาคจากองค์กรหลักๆ ช่วยกิจกรรมทั้งด้านการพิมพ์ การจัดสัมมนา และการบรรยายทางวิชาการ

ในช่วงทศวรรษแรกของการทำงานของเรานั้น มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ให้การสนับสนุนเป็นเงินทุนมาก้อนหนึ่ง เพื่อเราจะได้ใช้เงินดอกเบี้ยสำหรับการทำงาน และที่จะต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐาน คือ หนังสือตำราของเรารุ่นแรกนั้น บริษัทไทยวัฒนาพานิช นำไปตีพิมพ์และจำหน่ายให้เราเป็นอย่างดี

ระยะต่อมาในช่วงทศวรรษที่สองและสาม เราได้รับทุนสนับสนุนในการเขียน การแปล และการตีพิมพ์จาก มนธ.โตโยต้า ประเทศญี่ปุ่น ที่จะมี มนธ.โตโยต้า ประเทศไทย เข้ามาให้ความสนับสนุนอย่างแข็งขันในช่วงทศวรรษที่ 4 กับ 5

สี่) ครับ งานวิชาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เป็นงานที่มีลักษณะเป็นนามธรรมไม่น้อย จับต้องได้ไม่ง่าย และไม่สามารถนำมาซึ่งผลกำไรขาดทุน เห็นได้ด้วยตาอย่างชัดเจน รวดเร็วทันใจ ทั้งนี้เพราะประเด็นของสังคม วัฒนธรรม พฤติกรรมของมนุษย์ หากจะปรากฏให้เห็นเด่นชัด บางครั้งก็ต้องรอเวลาเป็นทศวรรษ หรือเป็นศตวรรษ และดังนั้นอีกเช่นกันงานของ มนธ.ของเรา จึงต้องพึ่งพาอาศัยการสนับสนุนจากองค์กร หรือจากบุคคล ที่มีทัศนวิสัยกว้างไกลทั้งจากในอดีต สู่ปัจจุบัน มุ่งไปสู่อนาคตที่ดีกว่านั่นเอง

และนี่ ก็ทำให้ ผมในฐานะประธานคนปัจจุบัน ต้องครุ่นคิดว่า จะรักษามรดกทางวิชาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ของ ดร.ป๋วย ไว้ได้อย่างไร และก็เช่นกัน ที่ทำให้ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ และถือโอกาสใช้วันเกิดของตัวเองระดมทุน หาเงินบริจาคให้กับ มนธ.ของเรา หรือจะเรียกว่าเป็นการทอดผ้าป่าวิชาการก็ยังได้

ผมมีกองผ้าป่า ที่จะเสนอท่านผู้มีเกียรติ โดยที่แต่ละกองจะมีสิ่งของ 3 สิ่ง ดังต่อไปนี้ 1.ตุ๊กตาตั้งโต๊ะ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สูงประมาณ 12 ซม. ราคา 300 บาท 2.หนังสือแปล สังคมจีนในไทย Chinese Society in Thailand ของ G.William Skinner สำนักพิมพ์มติชน ราคา 650 บาท 3.หนังสือแต่ง พ่อมดอ๊อด The Wiz of Odd ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มนธ.โครงการตำราฯ (ราคา 250 บาท)

แบบร่างตุ๊กตา ดร.ป๋วย

ห้า) กองผ้าป่าระดมทุน ระดมศรัทธาของเรา ซึ่งมีสิ่งของทั้ง 3 คือ ตุ๊กตาป๋วย กับหนังสือแปล และหนังสือแต่ง รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 1,200 บาท (300 + 650 + 250) เราเสนอให้ท่านบริจาคให้เรากองละ 1,080 บาท (หนึ่งพันแปดสิบบาทถ้วน) รวมค่าส่ง ปณ.ภายในประเทศ ท่านอาจจะมีศรัทธา 1 กอง หรือ 2 หรือ 5 หรือ 10 หรือตามจำนวนเงินที่ท่านพึงจะบริจาค และโปรดกรุณาโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธ.ทหารไทย สาขาสนามเสือป่า, บัญชีออมทรัพย์ 046-2-67192-6, ชื่อบัญชี มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

หลังจากนั้น แจ้งรายละเอียดการสั่งซื้อมาทาง Message ของ Textbooks Foundation – มูลนิธิโครงการตำราฯ ดังนี้

ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่จัดส่ง เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ หลักฐานการโอนเงิน

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาด้วย จักเป็นพระคุณอย่างสูง ด้วยความปรารถนาดี

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

หมายเหตุ ตำรา หนังสือ เอกสารของ มนธ. โครงการตำราฯ จำนวนมากนั้น ส่วนใหญ่ได้ถูกแปลงเป็น e-books แล้ว ท่านสามารถจะค้นคว้าหาดูได้จาก textbooksproject.org ครับ

นับเป็นปณิธานในวันคล้ายวันเกิดที่หวังผลเพื่อ ‘คนอื่น’ ในวันที่ยัง‘มีห่วง’ ด้านงานวิชาการของไทย โดยเฉพาะสายสังคมศาสตร์ แม้ไม่ได้มี ‘อำนาจ’ ด้วยตำแหน่งหน้าที่ แต่มีภาระด้วยจิตวิญญาณ