อาศรมมิวสิก : ยุคครูชาลี อินทรวิจิตร เพลงรักโรแมนติกและเพลงท้องถิ่นนิยม
ครูชาลี อินทรวิจิตร เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ที่โรงพยาบาลศิริราช อายุ 99 ปี ท่านเกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2465 ครูชาลี อินทรวิจิตร เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้ประพันธ์คำร้อง-ผู้กำกับภาพยนตร์) เมื่อ พ.ศ.2536 ชีวิตของครูชาลีนั้นมีอาชีพเป็นนักร้องมาก่อน ต่อมาก็เป็นนักแสดง ได้ทำงานเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ถึง 26 เรื่อง ที่สำคัญคือเป็นผู้ประพันธ์เพลง เริ่มแต่งเพลงตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 เพลงที่ได้ประพันธ์ไว้เป็นเพลงที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก
สำหรับเพลงของครูชาลี อินทรวิจิตร ถือว่ามีเพลงยอดนิยม (ดัง) อยู่จำนวนมาก เพลงดังของครูชาลีมีจุดเด่นอยู่ 2 ลักษณะด้วยกัน คือ หนึ่ง เป็นเพลงรักโรแมนติก ซึ่งจะมีเนื้อหาอยู่ในโลกของความฝันและความเพ้อฝันที่ไม่ได้อยู่ในความเป็นจริง ซึ่งไม่ใช่แค่เพลงของครูชาลีเท่านั้น แต่สังคมโดยรวมของชนชั้นนำและผู้มีอันจะกินในยุคนั้น ก็มีชีวิตที่อยู่ในโลกของความฝัน จุดเด่นที่สองของเพลงครูชาลี อินทรวิจิตร คือ เป็นเพลงที่สะท้อนความเป็นท้องถิ่นนิยม เล่าถึงชนบทและธรรมชาติที่สวยงาม โดยนำเอาเรื่องราววิถีชีวิตของท้องถิ่นมาเล่าให้เป็นเพลง อาทิ แสนแสบ เรือนแพ สาวนครชัยศรี มนต์รักดอกคำใต้ แม่กลอง ป่าลั่น ท่าฉลอม ทุ่งรวงทอง สักขีแม่ปิง เป็นต้น ซึ่งเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วยเพลง
หุ้นส่วนสำคัญของเพลงรักโรแมนติกในยุคปี พ.ศ.2500-2530 สังคมยุคนั้นเกี่ยวข้องกับอาชีพบันเทิง มีงานเพลงประกอบละคร ต้องใช้เพลงประกอบภาพยนตร์ มีรายการเพลงในวิทยุ ใช้วงดนตรีเล่นในร้านอาหาร ต้องการวงดนตรีเล่นเพื่อเต้นรำ มีวงดนตรีที่เล่นในบาร์กลางคืน จึงต้องผลิตเพลงให้แก่รายการบันเทิงต่างๆ มีนักแต่งเพลงเกิดขึ้น มีนักร้องทั้งผู้หญิงและผู้ชายเสียงดี ผ่านการคัดเลือกโดยการร้องเพลงประกวด (งานวัด) มีนักเรียบเรียงเสียงดนตรีที่เก่ง ที่สำคัญคือมีนักดนตรีที่มีฝีมือสูงในเวลานั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่เพลงรักโรแมนติกและแนวเพลงท้องถิ่นได้รับความนิยม โดยผลิตเพลงออกสู่สังคมจำนวนมาก
ครูชาลี อินทรวิจิตร เดิมชื่อ “สง่า อินทรวิจิตร” ครูชาลีได้เริ่มร้องเพลงโดยเป็นลูกศิษย์ครูล้วน ควันธรรม เมื่อ พ.ศ.2484 เมื่อเข้าประกวดร้องเพลงและได้รับรางวัลชนะเลิศ ซึ่งมีครูล้วน ควันธรรม เป็นกรรมการ ครูล้วนจึงได้ชักชวนมาเป็นลูกศิษย์ ต่อมาในปี พ.ศ.2492 ครูชาลีได้แสดงละครเวที รับบทเป็นนักเรียนนายเรือชื่อว่า “ชาลี” จากละครเรื่องเคหาสน์สีแดง การแสดงเป็นที่ประทับใจของแฟนๆ และผู้ใหญ่อย่างมาก
จึงถูกเรียกชื่อตัวละครว่า “ชาลี” แทนชื่อจริง จนกระทั่งกลายเป็นชื่อจริง ในที่สุด จึงเปลี่ยนชื่อจาก “สง่า” เป็น ชาลี อินทรวิจิตร
ปี พ.ศ.2496 ครูชาลี อินทรวิจิตร เป็นนักร้องอยู่กับวงดนตรีประสานมิตรของ พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ มือขวาของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เพราะว่าบ้านของท่านซึ่งเป็นเจ้าของวงดนตรีอยู่ในซอยประสานมิตร ในวงประสานมิตรนั้น ได้รวบรวมนักดนตรีที่มีฝีมือดีทั้งหลายเอาไว้ อาทิ ครูประสิทธิ์ พยอมยงค์ (เปียโน) ครูสมาน กาญจนะผลิน (ทรัมเป็ต) ครูสง่า ทองธัช (เปียโน) ครูจำนรรจ์ กุณฑลจินดา (แซกโซโฟน) ครูสุทิน เทศารักษ์ (ไวโอลิน) ซึ่งนักดนตรีเหล่านี้มีบทบาทสำคัญมากในวงการเพลงไทยสมัยนิยมยุคนั้น
นักดนตรีในวงประสานมิตรทุกคนมีความสามารถทางดนตรีและยังทำหน้าที่เอาเนื้อร้องใส่ทำนองให้เป็นเพลง ทำเนื้อเพลงให้มีชีวิต นำเพลงไปเรียบเรียงเสียงประสานใส่ดนตรี มีหน้าที่ต้องหานักร้องเพื่อนำเพลงไปบันทึกเสียง เมื่อได้เพลงแล้วก็นำเพลงไปแสดงหรือใช้ตามวัตถุประสงค์ของเจ้าของเพลง อาทิ ประกอบละครวิทยุ ประกอบละครเวที ประกอบภาพยนตร์ นำเพลงไปร้องในห้องอาหาร แสดงในบาร์สำหรับการเต้นรำ เป็นต้น
ปี พ.ศ.2496 ขณะนั้นครูชาลี อินทรวิจิตร เป็นนักร้องในวงประสานมิตร ได้ยินเสียงนักร้องคนหนุ่มรุ่นใหม่ชื่อ สุเทพ วงศ์กำแหง (วัย 19 ปี) ซึ่งมีเสียงนุ่มนวลหวานซึ้ง ไพเราะเหมือนเสียงลมกระซิบคลื่น ต่อมาก็ได้สมญาว่า “เสียงขยี้ฟองเบียร์” เป็นนักร้องที่ใส่อารมณ์เสียงออเซาะซึ้ง แล้วยังได้ยินเสียงชายหนุ่มอีกคนหนึ่งชื่อ ชรินทร์ (นันทนาคร) งามเมือง (อายุ 20 ปี) มีเสียงที่แจ่มชัดจัดจ้าน เสียงกว้าง กังวาน พลิ้วโหยสูงสุด ลงต่ำสุดได้โดยไม่ต้องอาศัยลูกคอช่วย ชอบเนื้อเพลงที่ใช้เสียงวรรณยุกต์โท เพราะเสียงมีพลัง ทำให้ครูชาลี อินทรวิจิตร คิดผันตัวเองจากนักร้องไปเป็นผู้เขียนเพลงให้นักร้องจะดีกว่า เพราะรู้ดีว่า เมื่อมีนักร้องเสียงดีแต่ไม่มีเพลงร้อง มีนักดนตรีที่เก่งแต่ก็ไม่มีเพลงเล่น มีนักเรียบเรียงเสียงเพลงที่เก่งแต่ก็ไม่ค่อยมีเพลงใหม่ๆ ออกมา ครูชาลี อินทรวิจิตร พบว่าเป็นโอกาสสำคัญของชีวิตที่จะได้แต่งเพลงให้กับนักร้องที่เก่งๆ
ขณะนั้นตลาดเพลงต้องการเพลงใหม่เพื่อป้อนให้วงดนตรีและมีงานเพลงจำนวนมาก นักร้องก็แต่งเพลงไม่ได้ นักดนตรีก็แต่งเนื้อเพลงไม่เป็น นักแต่งเพลงส่วนใหญ่ร้องเพลงไม่ได้ นักภาษานั้นก็ได้ภาษาแต่ไม่ได้ทำนองและไม่เข้าใจเพลง ส่วนครูชาลีเอง ร้องเพลงได้ แต่งเพลงเป็น ครูชาลี อินทรวิจิตร จึงได้ผันตัวไปแต่งเพลง สร้างผลงานเพลงใหม่
ซึ่งมีความต้องการในตลาดเพลงมาก เกิดวงดนตรีใหม่ มีสถานบันเทิงเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับอาชีพของนักร้อง นักดนตรี และนักแต่งเพลง
นักดนตรีจากวงประสานมิตรก็แตกวงออกไปเพื่อเล่นเพลงตามสถานที่ต่างๆ ตามห้องอาหาร อาทิ ภัตตาคารห้อยเทียนเหลา (หยาดฟ้าภัตตาคาร) ห้องอาหารปรีดา (สุขุมวิทซอย 8) นักดนตรีส่วนใหญ่กลางวันมีงานประจำทำ อาทิ วงดนตรีสำนักงานทรัพย์สินฯ วงดนตรีโรงงานยาสูบ วงดนตรีกรมโฆษณาการ วงหัสดนตรีกรมศิลปากร ส่วนนอกเวลาก็มีงานดนตรีกลางคืน มีวงกรุงเทพสวิง งานแสดงที่สถานีวิทยุ จ.ส. ไนต์คลับนครถ้ำ ที่วังบูรพา ไนต์คลับโรฟิโน ไนต์คลับโลลิต้า มูแลงรูจ ที่ถนนราชดำเนิน ฮันนี่ไนต์คลับ ที่ถนนสุรวงศ์ มีรายการแสดงดนตรีที่โทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม สมัยนั้น (พ.ศ.2503) มีห้องบันทึกเสียงอยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือ บริษัทกมลสุโกศล บริษัทยีนซีมอน และที่อัศวินการละครภาพยนตร์
เพลงของครูชาลี อินทรวิจิตร เป็นบทเพลงที่มีความเป็นบทกวี ใช้ภาษาที่ไพเราะสวยงาม ใช้เรื่องราววิถีชีวิตบ้านๆ บทเพลงมีอารมณ์ที่อยู่ในโลกของความฝัน ครูชาลี อินทรวิจิตร ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อปี พ.ศ. 2541 ว่า
“เพลง คือ แสงของอารมณ์ สีของวิญญาณ เสียงประสานของความเงียบ เบาหวิวเหมือนไม้ไหว เรืองศักดาทุกกาลสมัย เหมือนนักบุญที่ไม่อุ้มบาตร เพชฌฆาตที่ไม่เคยฆ่า เทพราชาที่ไม่เคยโกรธ ผมจึงรักเสียงเพลงอย่างมาก และคิดว่าคงจะอยู่กับมันและจะแต่งเพลงไปจนกว่าจะไม่มีแรง หรือไม่มีวิญญาณที่จะทำต่อ”
ทำนองเพลงของครูชาลี อินทรวิจิตร มีนักดนตรีผู้ที่นำเนื้อร้องไปใส่ทำนองคู่บุญคนสำคัญคือ ครูสมาน กาญจนะผลิน (พ.ศ.2464-2538) พูดได้ว่า เพลงที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่เป็นผลงานของครูสมาน กาญจนะผลิน ครูสมานเป็นผู้ที่เข้าใจเสียงของภาษาไทย เข้าใจวรรณยุกต์ เสียงสูงต่ำ เข้าใจการเอื้อนเพลง เข้าใจดนตรีไทยและเข้าใจดนตรีสากล ทำให้ทำนองเพลงมีความไพเราะและเข้ากับเนื้อเพลง บางครั้งความไพเราะของทำนองทำให้ลืมความหมายของเพลงที่ร้องด้วยซ้ำไป ประกอบกับครูสมาน กาญจนะผลิน มีเพื่อนที่เป็นนักดนตรีผู้มีฝีมือสูง ซึ่งเท่ากับครูสมานเขียนเพลงให้เพื่อนในวงได้มีงานเล่น
ครูสมาน กาญจนะผลิน นั้น เป็นนักดนตรีที่เก่งมาก พ่อและพี่ชายเป็นนักดนตรีไทยของกรมศิลปากร ครูสมานเป็นหัวหน้าวงกาญจนศิลป์ วงดนตรีของโรงงานยาสูบ เป็นทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากล กลางคืนเล่นประจำที่ไนต์คลับโรฟิโน ราชดำเนิน ในวงมีครูสมานเป็นหัวหน้าวง เป่าทรัมเป็ต เล่นแอคคอร์เดียน ตีไซโลโฟน (ระนาดฝรั่ง) ซึ่งสร้างสีสันของเสียงในวงดนตรี มีครูประสิทธิ์ พยอมยงค์ เล่นเปียโน มีครูจำนรรจ์ กุณฑลจินดา เป่าแซกโซโฟน เป่าคลาริเน็ต เป่าฟลุต มีครูสุทิน เทศารักษ์ เล่นไวโอลิน
เพลงดังของครูชาลี อินทรวิจิตร ใส่ทำนองและเรียบเรียงเสียงโดยครูสมาน กาญจนะผลิน ซึ่งส่วนมากก็จะมีเสียงทรัมเป็ตเด่น อาทิ ครวญ ไกลบ้าน คนหลายใจ จำเลยรัก เจอะคุณเข้าอีกแล้ว ฉันรอจูบจากเธอ จูบฉันแล้วจงตายเสีย บ้านเรา บ้านทรายทอง ถ้าฉันจะรัก ปล่อยฉันไป เพื่อน้อง พระเจ้ารู้ทีหลัง โพระดก แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทรา แม่จ๋า มนต์รักดอกคำใต้ แม่กลอง ป่าลั่น ท่าฉลอม ทาษเทวี ทุ่งรวงทอง เท่านี้ก็ตรม ยามชัง ยามไร้ ไม่อยากให้โลกนี้มีความรัก รักอย่ารู้คลาย ลาก่อนสำหรับวันนี้ สดุดีมหาราชา สวรรค์มืด สวัสดีความรัก สักขีแม่ปิง แสนแสบ สาวนครชัยศรี เพลงให้ หนามชีวิต หยาดเพชร อนุทินรัก อาลัยรัก เป็นต้น
สำหรับเพลงสดุดีมหาราชา ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องลมหนาว อำนวยการสร้างโดยชรินทร์ นันทนาคร มีความพิเศษคือต้องการเพลงจบของภาพยนตร์ ตั้งใจใช้เพลงแทนการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี โดยครูสมาน กาญจนะผลิน ซึ่งท่านเป็นนักเป่าแตรทรัมเป็ตที่เก่ง ได้เอาทำนองเพลงจากแตรของพระราชสำนักที่ใช้ในหมวดเครื่องสูงเป่าในพระราชพิธี เอาทำนองมาใส่เป็นเกริ่นเพลงก่อนเนื้อร้อง
ทำให้เพลงสดุดีมหาราชาได้ใช้เป็นเพลงประกอบพิธีเฉลิมพระเกียรติของพิธีและพระราชพิธีในเวลาต่อมา
ผลงานเพลงครูชาลี อินทรวิจิตร ที่ทำงานร่วมกับครูเพลงคนอื่นๆ อาทิ ร่วมงานกับครูสง่า อารัมภีร ในเพลงเรือนแพ นี่หรือชาย ทะเลไม่เคยหลับ ร่วมงานกับครูประสิทธิ์ พยอมยงค์ เช่น เพลงคนขายฝัน เหมือนไม่เคย ได้ร่วมกับครูมงคล อมาตยกุล ในเพลงเย้ยฟ้าท้าดิน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นเพลงดังของครูชาลี อินทรวิจิตร
นักร้องคู่บุญของครูชาลี อินทรวิจิตร นำโดย ชรินทร์ นันทนาคร สุเทพ วงศ์กำแหง สวลี ผกาพันธุ์ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ธานินทร์ อินทรเทพ พิทยา บุณยรัตพันธุ์ ลินจง บุนนากรินทร์ ทนงศักดิ์ ภักดีเทวา รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส นักร้องเหล่านี้ ท่านร้องเพลงเอื้อนเสียงแบบทำนองไทยได้ ใช้ภาษาไทยชัดถ้อยคำ น้ำเสียงดี จังหวะดี สามารถถ่ายทอดอารณ์เพลงได้อย่างไพเราะ นอกจากร้องเพลงเพื่อการฟังแล้ว ยังต้องใช้เพลงเพื่อการเต้นรำด้วย
การโหยหาอดีตที่แสนไพเราะนั้น นอกจากจะนำอดีตมาฟังเพื่อศึกษาและค้นหาร่องรอยประวัติศาสตร์ของสังคม ซึ่งก็สามารถทำได้ง่ายขึ้นในปัจจุบัน แต่การที่จะนำอดีตมารับใช้ปัจจุบันนั้น ต้องนำเพลงในอดีตมาเรียบเรียงเสียงขึ้นใหม่ โดยใช้นักร้องสมัยใหม่ เสียงของคนรุ่นใหม่ ใช้วงซิมโฟนีออรเคสตราเต็มวง และใช้นักดนตรีที่มีความสามารถสูง นำผลงานเพลงออกแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยหรือโรงละครแห่งชาติก็ได้ รวมทั้งการลงสื่อ (ออนไลน์) เพลงดังในอดีตสามารถแสดงพลังและสร้างความรู้สึกที่ดีให้สังคมได้ พลังที่มีอยู่ในเพลงนั้นจะออกมาช่วยอุ้มความรู้สึกคน ทำให้คนในสังคมเกิดความมั่นคง ขณะที่จิตใจของคนในสังคมตกอยู่ในภาวะที่รู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่าย และจิตใจถดถอย เพราะขาดความเชื่อมั่น จิตตกต่ำลงสู่ตาตุ่ม ความรู้สึกว่าขาดที่พึ่ง สามัญสำนึกของคนเริ่มไม่เชื่อในเรื่องจริยธรรมและไม่เชื่อในความยุติธรรมที่ดำรงอยู่
ดนตรีและเสียงเพลง เป็นเสียงของหัวใจที่ออกมาจากสามัญสำนึก ในเพลงจะมีธรรมชาติอยู่ มีปรัชญา มีความจริง มีความงาม มีความดี มีคุณธรรม และมีความไพเราะ เสียงเพลงจากหัวใจไม่มีจริตที่เสแสร้ง ดนตรีเป็นเสียงที่ออกมาจากใจ ยังจะช่วยปลอบประโลมให้คนมีความรู้สึกที่ดีและมีจิตใจที่อบอุ่นขึ้น

