วิกฤตโควิด-19 ยังระบาดมาราธอน บั่นทอนจิตใจคนทั้งประเทศเป็นรายวัน จากสถิติการติดเชื้อที่รันขึ้นทุกวันเบื้องหน้า คือ ปรากฏการณ์ยอดติดเชื้อ ป่วย ตายเพิ่มทวีคูณ
เบื้องหลัง คือ ปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางโควิด ที่ว่ากันว่าน่าจะวิกฤตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ายอดผู้ติดเชื้อ
นั่นคือปริมาณขยะ ถึงจะไม่มากมายก่ายกองเหมือนสถานการณ์ปกติ ก่อนที่โรคระบาดจะมาเยือน
แต่ก็น่ากังวลไม่น้อย สำหรับ ‘ขยะติดเชื้อ’ ที่เพิ่มต่อเนื่องทั่วประเทศ
ยิ่งต้องจับตาจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้มควบคุมสูงสุดและเข้มงวด อย่าง กรุงเทพ มหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย ที่เสียศูนย์กับศึกโควิดระลอกใหม่เดือนเมษายนที่ลากยาวถึงพฤษภาคม หลังยอดการติดเชื้อป่วยสะสมไหลไม่หยุดใกล้แตะ 30,000 ราย
โควิด:จุดเปลี่ยนพฤติกรรมคน
ขยะพลาสติก-ติดเชื้อ เพิ่มเป็นเงาตามตัว
อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉายภาพท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ภาพรวมปริมาณขยะทั่วประเทศไม่ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ขยะล้นเมือง เพราะทุกอย่างยังเหมือนเดิม อาจจะน้อยกว่าเดิม หลังเกิดโควิด ปิดประเทศ นักท่องเที่ยวไม่มี จากปกติมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวประเทศไทย 30-40 ล้านคนต่อปี ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของประเทศ ทำให้ขยะไม่เพิ่ม แต่อัตราการผลิตของขยะต่อหัวเพิ่มขึ้น
ปีที่แล้วเกิดโควิด พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยน ใช้บริการส่งอาหาร Food Delivery มากขึ้น ทำให้ขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียวเพิ่ม 15% จากภาชนะบรรจุภัณฑ์ เช่น ถุงพลาสติก กล่องโฟม แนวโน้มปีนี้จะมากกว่าอย่างแน่นอน การจำกัดต้องถูกวิธี เพราะมีขยะติดเชื้อมากขึ้นทั่วประเทศ ทางจังหวัดต้องรณรงค์ให้คัดแยก เก็บให้ถูกวิธี ทิ้งให้เป็นที่และทำลายให้หมด
“ทุกจังหวัดขยะเพิ่มขึ้นเหมือนกันหมด ส่วนใหญ่เป็นชุมชนเมือง เพราะวิถีชีวิต ยังบริโภคอาหารจากดิลิเวอรี มีการถือ การหิ้ว ไม่เกี่ยวกับยอดผู้ติดเชื้อโควิดจะมากหรือน้อย เกี่ยวกับจำนวนประชากรมากกว่า อย่างระบาดระลอก 2 ช่วงเดือนมกราคม 2564 ขยะทั้งประเทศอยู่ที่ 65,000 ตันต่อวัน หลังโควิด เดือนกุมภาพันธ์ 105,000 ตันต่อวัน เดือนมีนาคม 85,000 ตันต่อวัน”
ถึงขยะจะเพิ่มขึ้นแต่ “อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ” ย้ำว่า การบริหารจัดการไม่ค่อยมีปัญหา เพราะในส่วนของสาธารณสุข โรงพยาบาล มีการกำจัดด้วยระบบการเผา โดยเฉพาะขยะติดเชื้อที่เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่สิ่งที่ต้องให้ความสนใจมาก คือ ขยะชุมชนหรือในครัวเรือน ที่ประชาชนใช้ มีขยะเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ เช่น หน้ากากอนามัย กระดาษหรือภาชนะภัณฑ์ต่างๆ ที่ไปสัมผัสกับสารคัดหลั่ง ก่อให้เกิดการแพร่เชื้อได้ เช่น กระดาษทิชชู ต้องแยกออกจากขยะทั่วไป
“อยากให้แต่ละบ้านมีถังขยะ ถุงขยะแยกเฉพาะ ที่เป็นขยะติดเชื้อ แพคใส่ถุง แยกทิ้ง เพื่อที่ผู้มาเก็บทั้งเจ้าหน้าที่ กทม.และเทศบาล จะง่ายต่อการนำไปกำจัด ซึ่งจะใช้วิธีการเผา ที่แต่ละท้องถิ่นมีโรงกำจัดขยะติดเชื้ออยู่แล้ว เมื่อประชาชนแยกจะทำให้การกำจัดง่ายขึ้น ถ้าไม่แยกจะปะปน เช่น หน้ากากอนามัยจะปะปนอยู่กับขยะทั่วๆ ไป จะสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่เก็บขยะที่จะเสี่ยงมาก”
วิธีจัดการขยะน่าห่วงทั้งประเทศ
แยกให้ชัดตั้งแต่‘ต้นทาง-ปลายทาง’
ถามว่าพื้นที่ไหนน่าห่วงที่สุด
“ชุมชนทั่วๆ ไป โดยเฉพาะท้องถิ่นที่มีการกำจัดขยะแบบรวมกอง หรือท้องถิ่นที่มีการทิ้งขยะที่ไม่เป็นที่เป็นทาง เพราะโอกาสติดเชื้อจะสูง เมื่อปี 2563 ประชาชนมีการใช้หน้ากากอนามัย รวม 41.98 ตัน ในปี 2564 ระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน ประชาชนมีการใช้หน้ากากอนามัย รวม 16.8 ตัน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น”
“กรุงเทพฯยังน่าห่วง เพราะคนติดโควิดมาก แต่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีการกำจัดขยะติดเชื้อเป็นระบบอยู่แล้วในเตาเผา อย่างที่บอกถ้าแยกขยะชัด เขาจะรวบรวมไปเผาทีเดียวเลย ขยะทั้งหมดของกรุงเทพฯ ไม่ได้ถูกกำจัดโดยการเผาทั้งหมด จะเข้าสู่ระบบเทกองและฝั่งกลบด้วย ถ้าแยกตั้งแต่แรกจะไม่ได้ไปอยู่ที่กองอื่น จะได้เข้าระบบเตาเผาทั้งหมด เมื่อเจ้าหน้าที่เขาเห็นถุงหน้ากากอนามัย จะหยิบแยกออกมาเลย จะง่ายขึ้น ถ้าไปรวมเป็นกองเดียวกัน จะลำบาก เกิดการสัมผัสง่ายขึ้น เจ้าหน้าที่จะเสี่ยง”
จากข้อมูลปริมาณขยะมูลฝอยในภาพรวมของ กทม. เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2564 ปริมาณขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งรวมกับขยะมูลฝอยทั่วไป มีปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่มีการคัดแยกขยะนำกลับไปรีไซเคิล สาเหตุจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยจากการแพร่ระบาดโควิด-19
ส่งผลให้ปริมาณขยะติดเชื้อในช่วง 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2564 เพิ่มขึ้นจาก 40 ตันต่อวัน เป็น 50-60 ตันต่อวัน เนื่องจากขยะมูลฝอยทุกประเภทที่เกิดขึ้นในสถานกักตัว โรงพยาบาลสนาม Hospitel ถูกนับรวมเป็นขยะติดเชื้อ ต้องรวบรวมใส่ถุงแดงเพื่อนำไปกำจัดที่เตาเผาขยะติดเชื้อของ กทม.ที่โรงกำจัดขยะอ่อนนุช
“ขยะพลาสติกจากครัวเรือนที่นำไปขายให้กับร้านรับซื้อของเก่า มีปริมาณลดลง เพราะกังวลความไม่ปลอดภัยจากการระบาดโควิด ทำให้ร้านรับซื้อของเก่าส่วนใหญ่งดรับซื้อพลาสติกทุกประเภทจากประชาชน”
สะเทือนโรดแมปรักษ์โลก
เลิกใช้ถุงพลาสติกในปี 2565
จากจุดเปลี่ยน ‘ขยะพลาสติก’ ที่เพิ่มขึ้น อธิบดีอรรถพลบอกว่า ไม่รู้ว่าโรดแมปรัฐบาลมีแผนบังคับลดการใช้พลาสติก 4 ประเภทภายในปี 2565 ได้แก่ ถุงพลาสติกหูหิ้วความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติกความหนาน้อยกว่า 100 ไมครอน และหลอดพลาสติก จะยังบังคับได้อยู่หรือไม่
“กำลังหารือจะมีมาตรการอย่างไรที่จะประสานงานกับภาคการผลิต โดยเฉพาะโรงงาน ที่จะให้ผลิตถุงบาง เปลี่ยนเป็นถุงหนา เพื่อให้มีการใช้ถุงได้หลายครั้งมากขึ้น ไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีวิตในช่วงโควิด อาจจะมีเปลี่ยนรูปแบบการใช้ภาชนะหรือใช้อะไรทดแทนได้ เช่น ถุงหิ้วยังคงใช้ต่อได้ไหม ถ้าใช้จะมีมาตรการเก็บไปกำจัดหรือไปรีไซเคิลอย่างไร ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในชีวิตประจำวันยังใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งอยู่จำนวนมาก”
ถึงแม้ปีที่ผ่านมามีการรณรงค์ให้งดใช้ถุงพลาสติก แต่สถานการณ์แบบนี้คงไปรณรงค์ไม่ได้ จะกระทบความเดือดร้อนประชาชน ถ้าไปห้ามไม่น่าจะห้ามได้ อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล จากทุกภาคส่วน ยังมีเวลาเตรียมความพร้อม แต่โรดแมปก็ยังอยู่ ปีที่แล้วขอความร่วมมือ ปีหน้าจะเป็นมาตรการเชิงบังคับ ถ้าเริ่มจะเริ่มเมื่อไหร่ เริ่มอย่างไร อาจจะเริ่มเป็นในรูปแบบลดลงไปเรื่อยๆ ยังไม่มีข้อยุติ
“วันที่ 26 สิงหาคม 2557 รัฐบาลประกาศให้ขยะเป็นวาระแห่งชาติ มีคณะกรรมการขยะมูลฝอยระดับจังหวัดผลักดัน เป็นกลไกของแต่ละจังหวัด เร่งรัดให้มีการกำจัดอย่างถูกวิธี เช่น ในเตาเผาขยะ โรงไฟฟ้าขยะ ลดการฝั่งกลบให้มากที่สุด จนไม่มีในอนาคต นี่คือบทสรุปสุดท้ายของโรดแมปที่วางไว้”
เจาะลึกกรุงเทพฯ ลดลง13.13%
เปิดโผ 10 เขตเก็บขยะได้มากสุด
เมื่อเจาะลึกสถานการณ์กรุงเทพมหานคร เปิดสถิติการเก็บขยะมูลฝอยติดเชื้อยังขึ้นๆ ลงๆ ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2564 ยอดรวมอยู่ที่ 73,660 กิโลกรัม แยกเป็นมูลฝอยติดเชื้อทั่วไป จำนวน 51,191 กิโลกรัม และมูลฝอยติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 22,469 กิโลกรัม เทียบกันรายวัน พบว่าเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ยวันละกว่า 10 ตัน
ในทางกลับกันจากสถานการณ์โควิดระบาดหนัก ไร้เงานักท่องเที่ยว ผนวกกับรัฐบาลประกาศมาตรการชัตดาวน์ธุรกิจ คุมพื้นที่เสี่ยง หวังหยุดเชื้อเพื่อชาติ ทำให้ “กรุงเทพมหานคร” จากเมืองศิวิไลซ์ ไม่เคยหลับใหล เหงาไปถนัดตา กลายเป็นเมืองร้าง เมื่อคนไม่เดินทาง ปัญหารถติดก็ไม่มี เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวไม่เข้ามา การค้าขายก็ไม่คึกคัก ขยะที่เก็บก็ลดน้อยถอยลงตามไปด้วย
ข้อมูลสถิติสำนักสิ่งแวดล้อม กทม.เทียบปีงบประมาณ 2556 จัดเก็บขยะมูลฝอยลดลง 13.13% โดยปริมาณจัดเก็บในรอบ 212 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2564 มีค่าเฉลี่ย 8,654.78 ตัน จากยอดรวม 1,834,812.68 ตัน
นำโด่งเขตจตุจักร 65,556.90 ตัน เขตบางขุนเทียน 61,576.08 ตัน เขตบางกะปิ 60,616.22 ตัน เขตประเวศ 59,521.79 ตัน เขตลาดกระบัง 55,806.74 ตัน เขตบางแค 53,572.63 ตัน เขตบางเขน 50,437.35 ตัน เขตคลองเตย 49,528.41 ตัน เขตวัฒนา 47,484.26 ตัน เขตดินแดง 45,138.28 ตัน
ยังพบอีกว่ามี 10 เขตที่เก็บขยะได้เพิ่มขึ้นคือ เขตหนองจอก 23.63% เขตทวีวัฒนา 16.38% เขตคลองสามวา 15.58% เขตสายไหม 8.13% เขตลาดกระบัง 8.08% เขตประเวศ 7.64% เขตตลิ่งชัน 7.58% เขตลาดพร้าว 7.26% เขตทุ่งครุ 4.21% และเขตบางขุนเทียน 2.74% ส่วนอีก 40 เขตลดลงตั้งแต่ 1-30%
วิรัตน์ มนัสสนิทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ประเมินสถานการณ์การระบาดโควิด และการปิดประเทศ ไม่มีนักท่องเที่ยว
เข้ามาเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ปริมาณขยะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เก็บได้ในแต่ละวันลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับวันปกติก่อนเกิดโควิด
“กรุงเทพฯ มีประชากรแฝงเยอะ มีคนจากต่างจังหวัดเดินทางเข้ามาทำงาน ท่องเที่ยว เป็นคนกรุงเทพฯจริงๆ 5-6 ล้านคน โดยหลักปริมาณขยะจะเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีคนค้าขายตามริมทางถนน รวมถึงรัฐบาลจำกัดเวลาเปิดปิดสถานที่เสี่ยง เลยทำให้ขยะลดลงตามไปด้วย แต่ขยะที่ทิ้งกันตามบ้านยังเท่าเดิม แต่ขยะพลาสติกมีมากขึ้น เพราะโควิด คนอยู่บ้าน ซื้ออาหารจากดิลิเวอรี”
จากการเก็บสถิติปริมาณขยะมูลฝอยติดเชื้อ รวมถึงขยะหน้ากากอนามัยในกรุงเทพฯ ค่าเฉลี่ยแต่ละปีจะลดลง นับตั้งแต่ปี 2561 อยู่ที่ 10,705 ตันต่อวัน ปี 2562 อยู่ที่ 10,564 ตันต่อวัน ปี 2563 อยู่ที่ 9,519 ตันต่อวัน
ล่าสุดปี 2564 ผลการจัดเก็บ 7 เดือนที่ผ่านมา ยอดรวมอยู่ที่ 1,834,812.68 ตัน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 8,654 ตันต่อวัน แต่ละเดือนยอดจัดเก็บมากน้อยไม่เท่ากัน
เดือนตุลาคม 8,899 ตัน พฤศจิกายน 8,513 ตัน ธันวาคม 8,384 ตัน มกราคม 8,093 ตัน กุมภาพันธ์ 8,812 ตัน มีนาคม 9,016 ตัน เมษายน 8,881 ตัน
ขยะติดเชื้อโควิด พุ่งวันละ 20 ตัน
สูงสุดโรงพยาบาลสนาม-สถานที่กักตัว
“เฉพาะขยะติดเชื้อโควิดเก็บได้เฉลี่ย 12 ตันต่อวัน เฉพาะเมษายนทั้งเดือน 14.86 ต้นต่อวัน เพิ่มขึ้นเกือบ 3 ตัน และพฤษภาคมนี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ตันต่อวัน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม อยู่ที่ 22.9 ตันต่อวัน เพราะยอดผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่การเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะไม่ได้เพิ่มขึ้นทุกเขตที่พบผู้ติดเชื้อ”
ผอ.สำนักสิ่งแวดล้อมอธิบายว่า ขยะติดเชื้อที่เก็บทุกวันไม่ได้กระจายอยู่ตามพื้นที่เขตที่พบผู้ติดเชื้อโควิด เนื่องจากเมื่อพบผู้ป่วยจะมีการส่งตัวไปรักษา จึงทำให้ขยะติดเชื้อโควิดที่เก็บจะไปอยู่ในโรงพยาบาลสนาม โรงพยาบาลทางเลือก Hospitel และสถานที่สำหรับผู้กักตัว เป็นหลัก
“มากที่สุดโรงพยาบาลสนาม กทม.ทุกแห่ง โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ โรงพยาบาลเอราวัณ 1 ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติบางบอน และโรงพยาบาลเอราวัณ 2 บางกอกอารีนา ที่ผ่านมาขยะติดเชื้อโควิด จะพบช่วงกักตัวอยู่บ้านรอการส่งตัวผู้ป่วยเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสนามเพราะขยะจะตามคนป่วยเข้าไปในโรงพยาบาล”
สำหรับวิธีการบริหารจัดการนายวิรัตน์บอกว่า กทม.ได้จ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) วิสาหกิจของ กทม. นำไปกำจัดด้วยวิธีการเผาในเตาเผามูลฝอยติดเชื้อที่โรงขยะอ่อนนุชและหนองแขม พนักงานที่ขนเก็บต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลทุกครั้งที่ปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการจัดเก็บหน้ากากอนามัยให้ใช้คีมคีบขยะแทนการใช้มือหยิบจับ หลีกเลี่ยงการสัมผัสมูลฝอย
จ่ายเหมาค่าขนเดือนละ 7.8 ล้าน
เพิ่มจุดทิ้ง 1,000 แห่งทั่วกรุง
“ขยะโควิดเก็บได้วันละกว่า 20 ตัน มีค่าบริหารจัดการที่กรุงเทพธนาคมคิดเหมารวมค่าขนและกำจัดแล้วประมาณ 13,000 บาทต่อวันต่อตัน ต่อเดือนอยู่ที่ 7.8 ล้านบาท กำลังจะของบประมาณเพิ่มอีก 30 ล้านบาท สำหรับบริหารจัดการโควิด ซื้อชุดป้องกัน ถุงมือ หน้ากากอนามัยให้เจ้าหน้าที่ต้องสวมใส่ทุกวัน ซื้อน้ำยาพ่นฆ่าเชื้อ ทำความสะอาดในโรงเรียนสังกัด กทม. ป้ายรถเมล์ จุดสัมผัสในพื้นที่สาธารณะมีประชาชนมาใช้บริการจำนวนมาก”
ยังอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้ตั้งวางถังสีส้มทิ้งหน้ากากอนามัยเป็นการเฉพาะ พร้อมถุงขยะสีแดงสำหรับใส่หน้ากากอนามัยในพื้นที่สาธารณะ 1,000 จุด ไม่ว่าสำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาล ศาลาว่าการเสาชิงช้าและดินแดง โรงเรียน ศูนย์กีฬา ศูนย์เยาวชน สถานีดับเพลิง สวนสาธารณะ รวมถึงสถานที่สาธารณะอื่นๆ เช่น ตลาด วัด ชุมชน หน้าห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน และเคหะชุมชนต่างๆ
“ประชาชนนำขยะหน้ากากไปทิ้งได้ในพื้นที่ใกล้ๆ ทิ้งให้ถูกวิธี ไม่ปะปนกับขยะครัวเรือน ลดความเสี่ยงทั้งผู้ทิ้งและผู้จัดเก็บ ใส่ถุงปิดสนิท มัดปากถุงให้แน่น เขียนหรือติดหน้าถุงว่า หน้ากากอนามัย แยกทิ้งให้กับรถเก็บขนมูลฝอย เพราะหน้ากากอนามัย ถือว่าเป็นขยะติดเชื้ออย่างหนึ่ง แต่ละเขตมีการตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจจัดเก็บหน้ากากอนามัยใช้แล้ว ขนไปเผาที่โรงขยะอ่อนนุชกับหนองแขม มีศักยภาพกำจัดขยะติดเชื้อได้ถึง 70 ต้นต่อวัน”
สอดคล้องกับ “เกรียงพล พัฒนรัฐ” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ระบุว่า กทม.จัดเก็บขยะมูลฝอยติดเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 50 ตันต่อวัน เป็น 70 ตันต่อวัน อยู่ในความสามารถที่เคทีบริหารจัดการได้ ในระยะหลัง กทม.ให้ 50 สำนักงานเขต จัดทีมเก็บขยะติดเชื้อตามบ้านมาช่วยอีกแรง
“ขยะติดเชื้อที่เราเก็บ มี 2 ส่วน ขยะติดเชื้อทั่วไป กับขยะติดเชื้อโควิด หลังโควิดระบาดหนัก มีขยะติดเชื้อเพิ่มขึ้นวันละ 20 ตัน ต้องปรับแผน จัดเก็บทุกวัน เพิ่มรถขนมูลฝอย 5 สาย จากเดิม 30 สาย ขนเก็บขยะติดเชื้อจากโรงพยาบาลกว่า 5,500 แห่ง ไปกำจัดที่เตาเผา เน้นขนขยะติดเชื้อโควิดก่อน แต่จะไม่ให้กระทบต่อการจัดเก็บขยะติดเชื้อจากสถานพยาบาลทั่วไป”
สิ่งสำคัญคือ สวัสดิภาพของพนักงานขับรถและพนักงานเก็บขนมูลฝอยติดเชื้อ มีทั้งหมด 100 คน ได้ประสานขอจัดสรรวัคซีนจากสำนักอนามัย กทม.กับโรงพยาบาลวชิระ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ฉีดให้กับผู้ปฏิบัติงานเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ขณะนี้เริ่มทยอยเข้าคิวไปฉีดวัคซีนโควิดบ้างแล้ว
เมื่อประเทศไทยยังมูฟออนจากโควิดไม่ได้ คนไทยต้องเผชิญปัญหาขยะและโลกร้อน วนไปแบบนี้อีกหลายปี

