ชาติพันธุ์ล้วนบรรพชนไทย เชื้อชาติไทยไม่มีจริง
เป็นชื่อหัวข้อที่สรุปเรียบง่ายใน 2 ประโยคจากความยาวราว 1 ชั่วโมงของรายการ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว ตอนล่าสุด ซึ่ง ขรรค์ชัย บุนปาน หัวเรือใหญ่ค่ายมติชน จูงมือ สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ในเครือ ร่วมกันนำเสนออย่างเข้มข้นด้วยเนื้อหาและหลักฐานอันแน่นหนัก ทว่าเข้าใจง่ายตามสไตล์อดีตสองกุมารสยาม ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบริมคลองตะเคียน อันเป็นที่ตั้งของ มัสยิดกุฎีช่อฟ้า สถาปัตยกรรมงามสง่า หนึ่งในศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมแห่งกรุงเก่า พระนครศรีอยุธยา แหล่งรวมชาติพันธุ์นานาซึ่งในวันนี้คือ คนไทย อย่างสมบูรณ์
ในบรรยากาศช่วงชิงนิยามความเป็น (เจ้าของ) ชาติ อันมีประเด็นซับซ้อนหลากหลายในการเมือง สังคม และวัฒนธรรมที่ไม่อาจแยกจากกัน ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ชวนนั่งคิด ไตร่ตรอง และทบทวนข้อมูลทางประวัติศาสตร์บนศูนย์กลางการค้านานาชาติที่เคยเซ็งแซ่ด้วยสุ้มเสียงผู้คนหลากภาษา ชี้ช่องให้เพ่งมองความผสมผสานอย่างกลมกล่อมของวัฒนธรรม กระทั่ง เชื้อชาติ ซึ่งถึงเวลาย้ำชัดอีกครั้งว่า
ควรเขียนประวัติศาสตร์ไทยใหม่

ขรรค์ชัย บุนปาน และ สุจิตต์ วงษ์เทศ เล่าประวัติศาสตร์ความหลากหลายทางชาติพันธ์ุในอยุธยา ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร
ไม่มีชนกลุ่มใหญ่ จึงไม่มี ‘ชนกลุ่มน้อย’ ใครมีปืน คนนั้นมีอำนาจ
เปิดประเด็นด้วยที่มาของ มัสยิดกุฎีช่อฟ้า ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นที่ตั้งของมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในอยุธยา เดิมชื่อว่า จามมัสยิด โดยมีการเปลี่ยนชื่ออย่างน้อย 3 ครั้ง ตั้งอยู่ริมคลองตะเคียนซึ่งไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศใต้ แม้เป็นสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่ แต่สร้างขึ้นบนสถานที่เดิมอันเต็มเปี่ยมด้วยความศรัทธา
ตอนนี้เรานั่งอยู่ ริมคลองตะเคียนซึ่งยังมีคลองเล็กๆ ผ่ากลาง ปัจจุบันเรียกว่า คลองคูจาม คลองตะเคียนในแผนที่ฝรั่งเศส เขียนชื่อไว้ว่า คลองคูจามใหญ่ ส่วนคลองเล็กๆ เรียกคลองคูจามน้อย แต่ในเอกสารโบราณ บางแห่งเรียกคลองตะเคียนว่า คลองขุนละครไชย ซึ่งไม่ใช่คนขุด แต่ถูกตัดสินประหารชีวิต ตัดหัวเสียบประจานไว้ที่ปากคลอง บริเวณนี้ เดิมทีเป็นตลาด ย่านการค้า มีเรือที่มาจากทางใต้แถบมลายูมาจอด ในคำให้การขุนหลวงหาวัดเคยระบุเอาไว้ว่า ตรงปากคลองตะเคียนมีซ่องโสเภณี รับจ้างชำเราแก่บุรุษ
เกริ่นนำด้วยเรื่องราวชวนสยองในห้วงเล็กๆ ของประวัติศาสตร์ ตามด้วยฉากชีวิตมากสีสันของชาวอยุธยาครั้งบ้านเมืองยังดี
ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ไม่รอช้า บิดคันเร่งมุ่งหน้าสู่ประเด็นสำคัญ นั่นคือความหลากหลายของชาติพันธุ์ในอยุธยาซึ่งสุดท้ายกลายเป็นบรรพบุรุษ บรรพสตรีของผู้คนที่มีลมหายใจอยู่ในพุทธศักราชสองพันห้าร้อยหกสิบสี่
อยุธยา โคตรศูนย์รวมชาติพันธุ์ ในเอกสารฝรั่งเศสระบุไว้เลยว่ามี 42 ชาติพันธุ์ ที่เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ความจริงต้องมากกว่านี้ แต่นี่คือ
จำนวนที่ลาลูแบร์บันทึกไว้
อยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยคนนานาชาติพันธุ์ที่พูดภาษาไทยแต่เราชอบพูดเหมือนมีคนไทยพวกเดียว ซึ่งไม่จริง ย้ำว่า สมัยอยุธยา ไม่มีคนกลุ่มใหญ่ แต่ละกลุ่มมีจำนวนใกล้เคียงกัน เมื่อไม่มีชนกลุ่มใหญ่ จึงไม่มีชนกลุ่มน้อย ใครมีอำนาจอยู่ที่ว่า ใครมีดาบ มีปืนมากกว่า ใครซื้อปืนจากยุโรปได้มากกว่ากัน พม่า ก็เช่นกัน ปัจจุบันในประชากรกว่า 53 ล้านคน ชาติพันธุ์ 135 กลุ่ม แต่ที่รู้จักทั่วไปมี 8 กลุ่ม คือ พม่า (บะหม่า) มอญ ฉาน กะเหรี่ยง คะฉิ่น ชิน กะยา ยะไข่
เพราะฉะนั้น อย่าหลงตัวเอง อย่าสำคัญตนผิดว่าความเป็นไทยสำคัญที่สุด และไม่เหมือนใครในโล
ก เหมือนครับ เหมือนคน ไม่เหมือนอย่างอื่น คือถอดความเป็นไทยปุ๊บ ก็เหลือความเป็นคน ความเป็นคนมาก่อน ความเป็นไทยมาทีหลัง
‘โซเมีย’ ร้อยพ่อพันแม่ ‘อุษาคเนย์’ ก็ร้อยพ่อพันแม่ (อีก)
ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ย้ำว่า แท้จริงแล้วในโลกนี้ไม่มีเชื้อชาติ แต่เพิ่งมีแนวคิดเรื่องเชื้อชาติเพิ่งมีในยุโรปเมื่อราว 200 กว่าปีมานี้เอง แผ่มาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ สยามเพิ่งรับมาใช้ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ทำให้เกิดการเขียนประวัติศาสตร์แบบคลั่งเชื้อชาติไทยสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน เพราะชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมในประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการสร้างเชื้อชาติไทย โดยกีดกันคนที่ไม่ไทยออกจากประวัติศาสตร์ไทย จึงควรยกเลิกประวัติศาสตร์แบบนี้ไปแล้วเขียนประวัติศาสตร์ไทยใหม่ หลายประเทศในตะวันตกยกเลิกคำว่าเชื้อชาติ ไม่ให้อยู่ในรัฐธรรมนูญเลย เพราะทำให้เกิดการเข่นฆ่า อาฆาตกัน เป็นผลร้ายต่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ
พ่อผมเป็นลาวพวน แม่เป็นเจ๊ก สมัยเข้ากรุงเทพฯ เมื่อประมาณ พ.ศ.2497-2500 ใครพูดภาษาอีสาน ภาษาลาว โดนดูถูกทันที คำว่า ลูกเจ๊ก สมัยก่อนก็เป็นคำดูถูก ผมเขียนหนังสือ เจ๊กปนลาว ถูกด่า
สุจิตต์ พ้อ ก่อนหัวเราะเบาๆ เมื่อเล่าถึงชะตากรรมเมื่อครั้งยังเป็น เยาวรุ่น โคกปีบ รอนแรมจากปราจีนบุรีสู่กรุงเทพเมืองฟ้าอมร จึงโคจรมาพบ ขรรค์ชัย ร่ำเรียน ลงหลุม (ขุดค้น) ก่อนสวมชุดครุยรับปริญญาบัณฑิต โบราณคดี จากรั้ววังท่าพระมาพร้อมกัน
เคยลุยสำรวจเกาะเมืองอยุธยา ตั้งแต่ยังไม่เกิด อุทยานประวัติศาสตร์ โดย ขรรค์ชัย ได้ทุนก้อนใหญ่มานำทีม เช่าบ้านไม้หลังหนึ่งริมคลองสระบัว
เป็นฐานที่มั่นรวบรวมข้อมูลแข็งขัน ก่อนเส้นทางชีวิตพลิกผันสู่วงการ หนังสือพิมพ์ ทว่า ความสนใจในประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ไม่เคยลดอุณหภูมิ
มาถึงประเด็นที่ว่า แล้วบรรพชนไทยเป็นใครบ้าง 2 บัณฑิตโบราณคดีผู้เรียนจบมานานหลายทศวรรษ แต่เกาะติดข้อมูลใหม่ไม่เคยล้าหลังร่วมกันอธิบายกว้างว่า มีอย่างน้อย 3 ส่วนคือ 1.พวกที่มาจากทางโซเมีย ทางภาคใต้ของจีน 2.พวกร้อยพ่อพันแม่ในอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 3.พวกที่มาจากทั่วโลก ซึ่งคนมักคิดไม่ถึง เช่น อินเดีย ลังกา อิหร่าน อาหรับ ยุโรป จีน ฯลฯ สมัยหลังก็มีอเมริกาด้วย
โซเมียก็ร้อยพ่อพันแม่แล้ว มาเจออุษาคเนย์ก็ร้อยพ่อพันแม่อีก บรรพชนไทยจากทั่วโลกมีตัวอย่างไหม อย่าลืมว่าตระกูลพรหมณ์ทั้งหลายมีส่วนผสมมาจากอินเดีย สุนทรภู่ ก็มีเชื้ออินเดียใต้จากบรรพชน ที่ชัดเจนคือตระกูลบุนนาค ซึ่งมาจากอิหร่าน หรือเปอร์เชีย นามสกุลเศวตศิลา มาจาก มิสเตอร์อลาบาสเตอร์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาในราชสำนัก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 สำหรับจีน ไม่ต้องห่วง มากมายก่ายกอง ใครๆ ก็รู้
ส่วนประเด็นร้อน กะเหรี่ยงบางกลอย ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สองกุมารสยามถามกลับว่า รู้หรือไม่ เมื่อนานนับพันปีมาแล้ว บรรพชนคนไทยอยู่กับกะเหรี่ยง ?
กะเหรี่ยงกับไท (ย) อยู่มาด้วยกันตั้งแต่โซเมีย กะเหรี่ยงไม่ได้เพิ่งมา แต่มาก่อนคนไทยด้วยซ้ำไป ใจเย็นๆ อย่าดูถูกคนอื่น ลืมประวัติศาสตร์ของตัวเองว่าเป็นลูกผสม ผสมผสานกันมานาน ประวัติศาสตร์และการศึกษาทำให้เข้าใจผิด รวมถึงการใส่ร้ายจากชนชั้นนำทั้งหลาย
ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม อีกหนึ่งวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่ง คือ มลายู ซึ่งส่งอิทธิพลต่อราชสำนักอยุธยาโดยไม่เคยมีคำว่า รบพุ่ง แผนที่เก่าสมัยพระนารายณ์ ก็ชี้ให้เห็นชัดเจนว่ามีชาวมลายูมาตั้งหลักแหล่งบริเวณคลองตะเคียน
“รัฐปัตตานี ไม่ใช่เล็กๆ ผมเคยตามอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ไปสำรวจบริเวณกรือเซะ ต่อเนื่องไปจนถึงเมืองปัตตานีเดิม ถือว่าอยู่ในฐานะเทียบเท่ากับเมืองนครปฐมได้ และเป็นเมืองคู่กันกับเมืองไทรบุรี ทางอันดามัน ส่วนปัตตานีอยู่ทางทะเลอ่าวไทย ทั้ง 2 ฟากไปมาหาสู่กัน ราชสำนักอยุธยา ก็รับวัฒนธรรมมลายู เช่น การละเล่นมะโย่ง ซึ่งส่งแบบแผนละครในราชสำนักอยุธยา คำว่า ละคร ก็มาจากภาษามลายูว่า เลกอง อยุธยากับปัตตานีไม่เคยรบกัน เขาเป็นรัฐเอกเทศ ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นอยุธยา จนกระทั่งเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์จึงมีการไปตี ยึดปืนใหญ่พญาตานี แต่ทหารไทยชอบป่าวร้องว่าพวกปัตตานีมาอาศัยแผ่นดินพ่อขุนรามคำแหงอยู่ ไม่ใช่นะครับ! ต้องเอาหลักฐานมากางกันเลย อย่ามาพูดลอยๆ เลอะเทอะ พ่อขุนรามคำแหง มีอำนาจลงมาถึงแค่นครสวรรค์เท่านั้น”
‘(ปทาคู) จาม’ กับความคลาดเคลื่อน ที่ต้องขออธิบายใหม่


ปิดท้ายด้วยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ จาม ชาติพันธุ์ที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นหู แต่อยู่กับเรามาอย่างยาวนาน หลงเหลือร่องรอยหลักฐานใน ชื่อบ้านนามเมือง ไม่ว่าจะเป็น ปทาคูจาม คลองคูจาม รวมถึงจามมัสยิด ชื่อเดิมของมัสยิดกุฎีช่อฟ้าสถานที่ถ่ายทำรายการ
ปทาคูจาม ตั้งอยู่ทางใต้ นอกเกาะเมืองอยุธยา คือบริเวณที่เป็นเวียงเหล็กของพระเจ้าอู่ทอง เป็นชื่อที่รับรู้กันตั้งแต่ต้นกรุงศรีอยุธยา อย่างแรกเลย เกี่ยวข้องกับจาม ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ นักวิชาการปัจจุบันโดยทั่วไป อธิบายว่า ปทาคูจาม มาจากภาษาเขมร ปทา แปลว่า ค่าย ปทาคูจาม แปลว่า ค่ายของชาวจามที่มีคูน้ำ แสดงว่าจาม มาจากเขมร ถูกกวาดต้อนมา สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ยกไปตีกัมพูชาทั้งหมดนี้ ผมไม่เห็นด้วย คลาดเคลื่อนมาก ขออธิบายใหม่ สุจิตต์กล่าว ขณะที่ขรรค์ชัยฟังอย่างตั้งใจ และชมหลักฐานประกอบ
คำอธิบายมีอยู่ว่า
1.ปทาคูจาม รัชกาลที่ 5 ทรงเคยอ้างอิงไว้ว่ามาจากคำว่า ประท่า เคยมีใช้อยู่ในชื่ออำเภอประท่า จังหวัดสงขลา (ปัจจุบันคือ อำเภอสทิงพระ) แปลว่า ฝั่งโน้น ดังนั้น ปทา ไม่ได้มาจากภาษาเขมร
2.ที่ว่าจามมาจากเขมร ถูกกวาดต้อนมาตอนสงคราม โดยพระเจ้าอู่ทองถามว่าจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะพระองค์ไม่เคยไปตีเขมร ไม่เคยมีหลักฐานทั้งฝั่งเขมรและไทย ส่วนที่ปรากฏข้อความในพระราชพงศาวดาร ก็เป็นฉบับที่เขียนขึ้นในภายหลังคือสมัยรัชกาลที่ 4 การไปตีเขมรมีครั้งเดียวคือสมัยเจ้าสามพระยา
3.ปทาคูจาม หรือประท่าคูจาม มีก่อนสมัยเจ้าสามพระยา อย่างน้อยคือยุคเจ้านครอินทร์ บิดาเจ้าสามพระยาซึ่งมาจากสุพรรณ เพราะปรากฏชื่อปทาคูจามในพระราชพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ
4.ที่บอกว่า ต้อนจาม มาจากกัมพูชา ในพงศาวดารบอกว่า เอามาแต่รูปสัตว์สัมฤทธิ์ สรุปไม่พบหลักฐานว่าคนจามมาจากเขมร
จาม ที่มาจากเขมร มีครั้งเดียวที่พบหลักฐานจริงจัง คือสมัยรัชกาลที่ 1 มีการกวาดต้อนครัวจามมาจากเขมร เป็นแรงงานร่วมสร้างกรุงเทพฯ ขุดคลองมหานาค สุจิตต์เล่า
เมื่อหลักฐานการมาถึง ไปไกลสุดแค่สมัยรัชกาลที่ 1 ถามว่า แล้วชาติพันธุ์จามที่ปทาคูจาม อยุธยา มาจากไหน
ผมขอใช้เวลาเพื่อจะบอกว่าชาติพันธุ์ต่างๆ คือบรรพชนคนไทย คำตอบของสุจิตต์ ก่อนอธิบายลงรายละเอียดว่า ในทางวิชาการสากล จาม หมายถึงประชากร รัฐจามปา ที่อยู่ใน เวียดนาม รัฐนี้มีมาตั้งแต่ พ.ศ.1000 ร่วมสมัยทวารวดี พูดภาษามลายู ตอนแรกนับถือฮินดู พุทธ ตอนหลังเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม โดยรับมาทางจีน เป็นลูกผสมนานาชาติพันธุ์
ก่อนหน้าจาม มีคนกลุ่มหนึ่ง ในเอกสารจีนเรียก ซาหวิ่น ในเวียดนามกลางเป็นผู้นำมโหระทึกกระจายไปทั่ว เพราะฉะนั้นมีการผสมผสานกันมาก่อนแล้ว ชาติพันธุ์ที่เรียกว่า จาม ผมคิดว่ามันเป็นไปในทำนองเดียวกันกับที่เราเรียก ขอม ซึ่งหมายถึงคนที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ไม่ใช่เชื้อชาติ เหมือนกับ แขก ใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งผมได้ความรู้นี้มาจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พอฟังแล้วเก็ตตั้งแต่บัดนั้น ขอมพูดภาษาเขมร จามพูดภาษามลายู เพราะฉะนั้น จาม ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ แต่เป็นชื่อทางวัฒนธรรม
เคลียร์ชัดไป 1 คำถาม มาสู่คำถามต่อไปว่า แล้วในสายตาคนอยุธยา คิดว่าจามเป็นใคร
ขรรค์ชัย-สุจิตต์ สรุป 3 ข้อ ว่าทั้งหมดนี้อยุธยาเหมารวมเรียกจามหมด ได้แก่
1.ในเอกสารเท่าที่พบ จาม เป็นคำเรียกกว้างๆ หมายถึงคนทั่วไปที่พูดภาษามลายู โดยไม่จำกัด คือ ไม่ว่าจะเป็นใคร ถ้าพูดภาษามลายู เรียกจามหมด
2.คนที่มาจากรัฐจามปา เวียดนาม
3.คนจากหมู่เกาะต่างๆ ทางทะเลใต้ เช่น ชวา
จากประวัติศาสตร์ ตัดฉากมายังปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่อาจแยกสถานการณ์ในวันนี้ออกจากไทม์ไลน์ของเมื่อวานได้อย่างสิ้นเชิง
ราชสำนักของรัฐโบราณก็ให้ความสำคัญกับจาม ประเพณีจามก็เข้าสู่ในราชสำนักเต็มไปหมด แต่เราไปเหมารวมว่าทั้งหมดเป็นไทย ประวัติศาสตร์ไทย ไม่ให้ความสำคัญกับภาษามลายู และยังค่อนข้างกีดกันออกไป เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนในจังหวัดชายแดนใต้ มีปัญหาคาราคาซังมานาน ทั้งที่ภาษามลายูเป็นภาษาการค้าทางทะเลสมุทรมาตั้งแต่เริ่มต้นการค้าโลกหลายพันปีมาแล้ว
ชมรายการ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว ได้ทุกวันพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือน เวลา 20.00 น. ทางเฟซบุ๊กมติชนออนไลน์, ข่าวสด, ศิลปวัฒนธรรม และยูทูปมติชนทีวี
https://www.youtube.com/watch?v=3w2IxB_YMwQ

