17 พฤษภาคมของทุกปี คือวันสากลว่าด้วยการยุติความหวาดกลัว คนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ คนรักมากกว่าสองเพศ และเพศหลากหลาย
กลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก พร้อมภาคีเครือข่าย จึงจัดกิจกรรม IDAHOT+III 2021 “Together: Resisting, supporting, heling” ในรูปแบบออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom ซึ่งเปิดให้ผู้เข้าร่วมจากทางบ้านได้เข้ามาเปิดปมปัญหา และพูดคุยถึงความต้องการที่ถูกโครงสร้างอำนาจรัฐกดทับไว้ ขณะเดียวกันก็ได้มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบออฟไลน์เช่นกันที่บริเวณสกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แนวคิดหลักในปีนี้ คือ “Together: Resisting, supporting, healing” เนื่องในปัจจุบัน สังคมโลกต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในส่วนของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQN+) ในประเทศไทย ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากมากยิ่งขึ้น กว่าคนทั่วไป เพราะระบบโครงสร้างสังคมที่กดขี่ ไม่ได้เอื้อในการใช้ชีวิตของคนหลากหลายเพศ
โดยมีผู้ดำเนินรายการผ่านโปรแกรม Zoom คือ เอกวัฒน์ พิมพ์สวรรค์ หรือเป้ นักกิจกรรมทางเพศ นพนัย ฤทธิวงศ์ หรือ ซีซ่า เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ SWING THAILAND และ ชุมาพร แต่งเกลี้ยง หรือวาดดาว ตัวแทนกลุ่ม เฟมินิสต์ปลดแอก
โครงสร้างรัฐไม่รับ ‘เพศวิถี’ ความคิดเก่า อุปสรรคใหม่ในยุคโควิด
ซีซ่า นพนัย เล่าว่า คนข้ามเพศต้องพบเจอความรุนแรงจากการกดทับทางเพศในสถานพยาบาล โดยส่วนตัวปกติเวลาไม่สบาย ต้องแอดมิดห้องพิเศษหรือโรงพยาบาลเอกชน เพราะกลัวที่จะต้องนอนรวมกับผู้ป่วยชาย เนื่องจากคำนำหน้านามเป็นผู้ชาย ถ้าวันหนึ่งกฎหมายสามารถรับรองอัตลักษณ์ของเราได้ จะเป็นเรื่องที่ดีกับคนข้ามเพศ

การถูกล่วงละเมิดทางเพศที่คนข้ามเพศต้องเผชิญ เป็นเรื่องที่สำคัญ เวลาสถานการณ์โควิด หญิงข้ามเพศ ที่ประกอบอาชีพนางโชว์ ที่พัทยา เมื่อตรวจเจอเชื้อโควิด ก็จะถูกส่งไปกักตัวที่โรงพยาบาลทหาร ละแวกสัตหีบรวมกับผู้ชาย จน ‘มูลนิธิ ซิสเตอร์ พัทยา’ และองค์กรเครือข่ายทางเพศ ต้องทำเรื่อง และส่งตัวไปที่โรงพยาบาลบางละมุง จนสุดท้ายก็ได้มาอยู่รวมกับวอร์ดผู้หญิง
“ประเด็นเหล่านี้ชี้ให้เห็นความละเอีดอ่อนมาก จริงๆ ในช่วงที่ผ่านมามีหลายเคสที่เป็นกรณีนี้ ที่น้องๆ คนข้ามเพศ ต้องนอนร่วมกับผู้ชายในโรงพยาบาลสนาม การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจทำให้ระบบบางอย่างที่ไม่เอื้อต่อคนทุกคนเท่ากันชัดเจนขึ้น และบริการทางด้านสาธารณสุขที่มีส่วนเชื่อมกับคำนำหน้า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน ซึ่งมันสะท้อนว่าระบบโครงสร้างรัฐเป็นรัฐที่ไม่รับรองตัวตนของเรา เพศวิถีหรือเพศที่เรากำหนดนั้น เสมือนว่ารัฐไม่คุ้มครองเรา มันทำให้เราเจ็บปวดที่รัฐไม่เห็นเราอยู่ในระบบโครงสร้างทางสังคม จริงๆ ประชากรชายขอบทั้งหมด เมื่ออยู่ในสถานการณ์โควิดมันยิ่งมีความเปราะบางไปตามสังคมที่เปราะบาง เฉกเช่น การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19” ซีซ่ากล่าว
โรงเรียนต้องเป็น ‘มิตร’ ต่อชีวิตที่ ‘หลากหลาย’
ด้านตัวแทนกลุ่ม ‘นักเรียนเลว’ กล่าวว่า อยากให้โรงเรียน เป็นสถานที่ปลอดภัย และยอมรับในความหลากหลายทางเพศของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นตัวกฎระเบียบเองก็ดี เช่น กฎระเบียบด้านเครื่องแบบ ก็ควรจะมีเครื่องแบบที่มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อเอื้อให้แก่นักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศ และอีกหนึ่งปัญหาคือ นักเรียนที่เป็นกลุ่มคนหลากหลายทางเพศไม่สามารถไว้ทรงผมตามที่ตนเองอยากไว้ใด้
แม้กระทั่งวิชาสุขศึกษา ยังมีเนื้อหาที่สอนให้กลุ่มคนหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องปกติ และอยากให้คุณครูที่โรงเรียนไม่ใช้คำพูดที่เกลียดชังกับนักเรียน และจึงขอเรียกร้องให้ “Making School a Safe Place For LGBTQ” ซึ่งหมายความว่า เด็กนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศ มักจะถูกบูลลี่ และทำให้เป็นตัวตลก ดังนั้น โรงเรียนควรที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้แก่เด็กเหล่านั้น
เป้ เอกวัฒน์ ได้กล่าวผ่านโปรแกรม Zoom เสริมว่า ตัวเองเป็น “Gay Male Previllage” ถ้าไม่แสดงออกว่าเป็นเกย์ ก็จะไม่มีใครรู้ แต่เนื่องจากอัตลักษณ์อื่นๆ ในสังคมก็ถูกกดทับ เมื่อเป็นเด็กที่มีร่างกายอ้วน อ่อนแอ ก็จะถูกกลั่นแกล้ง หรือคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศที่ออกสาว ก็จะถูกกลั่นแกล้ง และล่วงละเมิดทางเพศมากยิ่งขึ้นไปอีก แม้กระทั่งอยู่ในสถานศึกษาก็ตาม ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนอาจจะไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยจริงๆ
‘Queer Constitution’ รัฐธรรมนูญใหม่ กับเพศสภาพที่เรากำหนดเอง
สำหรับ วาดดาว ชุมาพร กล่าวถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในประเด็นเรื่องเพศสภาพว่า ฉบับที่กำลังร่างใหม่ ควรมีความเข้าใจในเรื่องความหลากหลายทางเพศ หัวใจหลักที่หลายๆ คนไม่ได้คำนึงถึงคือ รัฐธรรมนูญทั่วโลก ยังเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็น Binary คือมีแต่ชาย-หญิง จึงได้มีการเรียกร้อง ‘Queer Constitution’ เพื่อต้องการทำลายแนวคิดสองขั้ว และเพิ่มความหลากหลายทางเพศเข้าไป เพราะกลุ่มคนทุกคน จะชายก็ดี หญิงก็ดี หรือคนหลากหลายทางเพศก็ดีล้วนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และเราควรมีเพศสภาพที่เรากำหนดเอง
ประเด็นนี้ ซีซ่า นพนัย ยังเล่าเสริมว่า ที่ผ่านมามูลนิธิ SWING Thailand ได้เข้าไปทำข่าวกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่จะต้องไปเกณฑ์ทหาร แต่ก็ต้องพบเจอกับกระบวนการที่เพิ่มขึ้นไปอีก จิตแพทย์ก็จะต้องให้ทำแบบสอบถาม เพื่อกำหนดเพศสภาพให้เรา ทั้งๆ ที่เราควรกำหนดเอง เพราะนี่คือ สิทธิในการยืนยันตัวตนของตัวเอง
ส่วน เป้ เอกวัฒน์ อยากให้มีการกำหนดคำนำหน้านามเองได้ อย่างเช่น กลุ่มคนหลากหลายทางเพศบางคนก็อยากใช้คำนำหน้าผู้หญิง หรือระบุในด้านสิทธิที่เป็นผู้หญิง และระบุเป็นสำนึกอื่นที่ไม่ใช่ชายหญิง ซึ่งในปัจจุบันคนในสังคมยังไม่ได้มีสำนึกทางเพศนอกจากชาย และหญิง ถ้าหลุดออกจากกรอบนี้ไป ก็จะถูกมองว่าเป็นสิ่งผิดปกติ
Sex Worker สูงวัย เสี่ยงโควิด เสี่ยง ‘ไร้บ้าน’
อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามคือ กลุ่มผู้ทำงานให้บริการทางเพศ ซึ่ง ซีซ่า นพนัย เล่าว่า เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด ผับบาร์มักถูกปิดเป็นที่แรก และเปิดทีหลังเสมอ โดยยังมีกลุ่มคนหลากหลายทางเพศที่เป็น Sex Worker ติดค้างอยู่ในพื้นที่ เช่น พัทยา หรือกรุงเทพมหานคร และหลายๆ จังหวัด กลุ่มคนเหล่านั้นไม่มีเงิน และไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ กอปรกับยังมีกลุ่มหลากหลายทางเพศที่่เป็นแรงงานข้ามชาติ คนพิการ หรืออยู่ร่วมกับเชื้อ HIV คนที่เป็น Sex Worker นั้นๆ ก็ไม่สามารถเข้ารับการรักษาเหมือนกับคนอื่นๆ ทั่วไป เพราะติดปัญหาเรื่องหลักประกันสุขภาพ

“Sex worker ถือเป็นด่านหน้าของการเสี่ยงพบเจอกับโรคโควิด-19 ไม่แพ้กับอาชีพเกี่ยวกับสาธารณสุข เพราะเซ็กซ์คือเรื่องปกติ และมันก็มีอยู่ตลอด เมื่อเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้น บางส่วนปรับตัวในยุคโควิดได้ โดยใช้ Twitter หรือ Onlyfan เพื่อสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ปลอดภัยให้แก่ตนเองได้ แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ยังมี Sex Worker ที่เป็นผู้สูงอายุ ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมออนไลน์ได้ ในช่วงเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ คนกลุ่มนี้ก็จะคิดถึงปากและท้อง คิดว่าจะกินอะไรดีวันนี้ จะมีชีวิตรอดไปจนถึงพรุ่งนี้เพื่อมาหาเงินอีกหรือเปล่า ก็ย่อมที่จะมองข้ามความปลอดภัยไป เพราะเหตุผลเช่นนี้ทำให้หลายคนกลายเป็นคนไร้บ้าน อาศัยอยู่ตามแนวป่า สะพานลอย หรือตึกร้างเก่า และมักจะถูกกลั่นแกล้ง ใช้ความรุนแรงจากคนที่ไม่เข้าใจ”
ระบอบ ‘ชายเป็นใหญ่’ ที่ถูกส่งผ่าน ‘พุทธศาสนา’
อีกมุมมองน่าสนใจ มาจากภิกษุในร่มกาสาวพัสตร์ พระชาย ผู้ถูกเชิญตัวไปโดยเจ้าหน้าที่ สน.ปทุมวัน จากการเข้าร่วมกิจกรรมหน้าหอศิลป์ กทม.เมื่อ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา
พระชาย กล่าวว่า อยากให้สังคมเห็นว่าคำสอนในพุทธศาสนา เกิดจากคนตีความกันเองของคนรุ่นหลัง ศาสนาพุทธไม่ได้พูดถึง LGBTQ เลย มันเกิดจากความอคติทางเพศ พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกว่า เกิดเป็นกะเทยเป็นกรรม พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกว่า เป็นคนหลากหลายเพศแล้วไม่ดี แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น มันมาจากระบบศาสนาที่เพศชายเป็นคนกำหนดขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสืบทอดคำสอน ชำระคำสอน เผยแพร่คำสอน สิ่งเหล่านี้เกิดจากผู้ชายทั้งหมด เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ไม่ใช่เพศชาย ก็จะถูกผลักออกไป และโดนสิ่งที่เรียกว่า ‘กรรม’ ที่เขาใช้อ้าง มาทับถม และไปสมาทานแนวคิดนี้ด้วยการบอกว่า ผู้ที่มีบุญมากที่สุดคือ ผู้ที่เกิดมาเป็นเพศชาย ซึ่งก็อยากให้ทุกคนได้หลุดพ้นจากวัฏจักรตรงนี้ และมีอิสรภาพเป็นของตัวเอง
“การมาจุดเทียนในกิจกรรม IDAHOT+III เพราะอยากให้มีแสงสว่างทำให้สังคมที่มืดบอดได้ตาสว่างมากขึ้น เหมือนคำกล่าวที่ว่า แสงสว่างเปรียบดั่งปัญญา เพราะตอนนี้คำสอนเรื่องกรรม ที่เกี่ยวโยงกับทางเพศมันไม่ใช่คำสอนแล้ว แต่มันถูกสร้างให้เป็นวาทกรรมผิดๆ”
นี่อาจเป็นเพียงปัญหาส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งได้ร่วมเปิดเผยผ่านกิจกรรมวัน IDAHOT+III ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างในหลายแง่มุม ยังมีปัญหาที่ถูกกดทับด้วยอำนาจรัฐ หรืออำนาจทางสังคมที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน

