อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ จาก ‘พ่อ’ ผู้สูญเสีย สู่แกนนำ ‘ไทยไม่ทน’ ‘เราต้องการการชดใช้ที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี’

พฤษภา 2535 บทเรียนครั้งสำคัญของเผด็จการทหารและนักประชาธิปไตย

หนึ่งในอาชญากรรมโดยรัฐที่ถูกทำให้เลือนหายไปจากความทรงจำของคนรุ่นหลัง ว่าเคยสร้างบาดแผลและการล้มตายของนิสิต นักศึกษา ประชาชนอย่างมหาศาล เพียงเพราะออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย

เมื่อรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขัดแย้งไม่ลงรอยกับกองทัพ 22 กุมภาพันธ์ 2534 “รัฐประหาร” จึงเกิดขึ้นภายใต้ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ด้วยเหตุผลคล้ายกับทุกครั้ง

ภายหลังจาก พล.อ.สุจินดา คราประยูร เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง การต่อต้านจากประชาชนจึงก่อตัวก่อนทวีความรุนแรง

29 ปี หวนมาบรรจบ เช้าวันที่ 17 พฤษภาคม ของพุทธศักราช 2564 หัวมุมถนนราชดำเนินคลาคล่ำไปด้วย ‘ญาติวีรชนพฤษภา 35’เช่นทุกปี

แต่ปีนี้ไม่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเยาวชนคนรุ่นใหม่แห่แหนร่วมอาลัย ไปจนถึงขุดอดีตมาเผยแพร่กลางโซเชียล ฉายซ้ำเพื่อเตือนสติ เติมไฟอุดมการณ์ให้คนรุ่นถัดไปมีจิตหาญกล้า

พวงมาลัยน้อยใหญ่ ถูกวางบนฐานอนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม รายชื่อผู้เสียชีวิตและสูญหาย ถูกสลักไล่เรียงกันไปตามตัวอักษร กลีบกุหลาบโปรยลงโดยรอบ แต่ละดอกวางบนภาพถ่ายผู้สูญสิ้น ก่อนสวดมนต์-กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ผู้วายชนม์

“ทันทีที่เปิดอนุสรณ์ เห็นรายชื่อลูกชายที่เสียชีวิตเป็นชื่อแรกๆ เพราะขึ้นต้นด้วย ก. ผมร้องไห้ด้วยความสุขใจ เพราะว่าการตายของลูกผมมีคุณค่ามากกว่าที่คิด

ผมภูมิใจในความเสียสละนั้น และภูมิใจที่ทุกคนมีบ้านอยู่ มีที่สิงสถิต ผมจึงร้องไห้ด้วยความสุขใจ และปลดปล่อย ที่อดทนมากว่า 20 ปี ญาติทุกคนก็ร้องไห้ด้วยความภาคภูมิ และร้องไห้ที่วีรชนจะเป็นเครื่องเตือนใจให้กับสังคมในอนาคตต่อไป”

คือคำกล่าวจากปากของผู้สูญเสีย อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ในนาทีที่เห็นชื่อบุตรชายถูกสลักลงบนแผ่นหินแกรนิตสีดำ ณ ฐานอนุสรณ์สถาน

คือประจักษ์พยานแห่งความสะเทือนใจ แม้ผ่านพ้นมาเกือบ 3 ทศวรรษ แต่ประวัติศาสตร์ยังคงจารึก

ปัจจุบัน อดุลย์ จึงเป็นอีกหนึ่งคนที่ออกแอ๊กชั่นบนหน้าสื่อ ประณามความรุนแรงทุกรูปแบบ และเป็นแกนนำกลุ่ม “ไทยไม่ทนสามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย” มุ่งขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยหวั่นวงจรนี้จะหวนกลับมาอีก

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เกิด ‘ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทย’?

เมื่อ 29 ปีก่อน เมื่อเสียลูกชายไปหนึ่งคน ประชาชนก็รวมตัวกันเรียกร้องประชาธิปไตยขึ้นมา โดยให้เผด็จการทหารออกไป หลังจากนั้น ผมก็คิดว่าการให้อภัยเป็นวิธีที่ดีที่สุด ทำให้บ้านเมืองสงบลงได้

17 ปีที่เราไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง เริ่มมีประชาธิปไตย หลังจากนั้นนักการเมืองก็ทำแย่ๆ จนทหารรุกคืบเข้ามา มีการปฏิวัติปี 2549 สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้สังคมเดือดร้อน บาดเจ็บล้มตาย เป็นสิ่งที่แย่มาก

ครั้งล่าสุดปี 2557 เมื่อมีการยึดอำนาจโดย 3 ป. ตอนแรกเข้ามาบอกว่าจะ 1.แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และ 2.คอร์รัปชั่นของนักการเมือง จะสะสางทุกอย่าง เข้ามาไม่นานแล้วจะคืนความสุข ปฏิรูปบ้านเมืองให้ดีขึ้น ประชาชนหวังว่าจะจัดการได้

1-2 ปีแรกก็ให้เวลาเขา ส่วนใหญ่ไม่มีใครออกมาต่อต้าน ปี 3 ลายออก พอปีที่ 4 นี่ชัด (หัวเราะ) ทุกอย่างที่เป็น ทำเองทั้งหมด รวมถึงการเขียนรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ

เนื่องจากลูกตายเพราะทหาร จึงเข้าใจทหารดีกว่ากลุ่มอื่น เราระลึกอยู่เสมอว่าทหารทำอะไรกับประชาชน ปี 2560 จึงตั้งกลุ่ม “สภาที่ 3” ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ 1.รัฐบาลนี้โกงมากที่สุดในบรรดารัฐบาลที่ผ่านมา 2.ไม่มีความจริงใจในการสร้างความปรองดอง แต่สร้างความแตกแยกแล้วปกครอง เพราะผมอยู่ในกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อทำเสร็จแล้ว พอถึงเวลาโยนทิ้ง ไม่มีความตั้งใจทำ

สำคัญที่สุด เห็นชัดว่าไม่มีอะไรที่แสดงออกว่าปกป้องสถาบันเลย ตอนแรกสงสัย มีการปรึกษาหารือ จนชักเอะใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ จึงเริ่มต้นศึกษา ให้ผู้รู้ รวมทั้งนักวิชาการต่างๆ ช่วยดูสิ่งที่ผมค้นพบ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่มีการสร้างทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมา ผมจึงเริ่มศึกษาสาวลึกลงไป อ๋อ ใช่เลย นี่คือทฤษฎีสมคบคิด

1.สร้างรัฐธรรมนูญที่ไม่มีทางคลี่คลาย และแก้ไขได้ ยึดอำนาจ และหลอกประชาชนว่าปราบโกง แต่กลายเป็นตัวเองโกงมากที่สุด

2.สร้างความแตกแยก มาหาผม และขอร้องให้ผมให้ทำเรื่องปรองดองใหม่ ทั้งที่ไม่เคย ผมก็คิดว่า มาช้า ดีกว่าไม่มา เมื่อทำให้เสร็จ ก็ทิ้งไปอีก ไม่เคยจะคิดสร้างความปรองดอง และตอนนี้พิสูจน์แล้วว่าตัวเองกลายเป็นคู่ขัดแย้ง เพราะต้องการสืบทอดอำนาจต่อไป

3.รัฐบาลนี้พูดสม่ำเสมอ ว่าจงรักภักดี แต่การแสดงออก เทียบกับครอบครัว-ญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์พฤษภา 35 ได้ที่ไหน พูดแต่ปาก ผมจึงตัดสินใจว่าปล่อยไปไม่ได้ ลำพังประยุทธ์ก็แย่เต็มทีแล้ว แต่เมื่อระบอบประยุทธ์ถูกสร้างขึ้น ประยุทธ์กลายเป็นตัวแทนศูนย์กลางของความขัดแย้ง ของความล้มเหลว ของอะไรทุกอย่างที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา ผมจึงตัดสินใจให้ประชาชนรับรู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง เพราะตอนนี้เราเห็นชัดแล้วว่า บริหารไม่เป็น บ้านเมืองก็พังพินาศหมด โควิด-19 ก็บริหารไม่เป็น

เหตุใดจึงคิดว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ลาออก สถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้จะดีขึ้น?

แน่นอนว่าประยุทธ์เป็นศูนย์กลางของระบอบ ทฤษฎีสมคบคิด เกิดจากการ 1.เขียนรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ ส่งเสริมเฉพาะนายทุน ครอบงำเศรษฐกิจทั้งประเทศไว้ ครอบคลุมระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นส่วนใหญ่

2.วางแผนครอบงำกองทัพ เพราะต้องขึ้นกับรัฐบาล 3.ใช้หน่วยงาน กลุ่มคน รวมถึงปฏิบัติการไอโอ ใครไม่เห็นด้วยก็ใส่ยับ

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ จาก ‘พ่อ’ ผู้สูญเสีย สู่แกนนำ ‘ไทยไม่ทน’ ‘เราต้องการการชดใช้ที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี’

ใน 3 โจทย์ ตอนนี้ประชาชนเห็นชัดเจนแล้วว่ารัฐธรรมนูญเขียนขึ้นมาหลอกลวงประชาชน

ขา 1 ที่กุมเศรษฐกิจ คือ กลุ่มนายทุน ที่จะเห็นว่าได้ประโยชน์จากโครงการใหญ่ ว่ากันตามใจชอบ แต่คนที่ซวยคือประชาชนลูกเดียว ไม่ว่าด้านสาธารณูปโภค หรือโครงสร้างพื้นฐาน

ขาที่ 2 ทหารการเมือง จนบัดนี้การครอบงำกองทัพเพื่อจะทำในสิ่งที่ตนปรารถนา ทำไม่ได้อีกแล้ว เมื่อหลายปีก่อน ไม่พอใจก็ขู่จะปฏิวัติ มาถึงตอนนี้ ถามว่าทำได้หรือไม่

ขาที่ 3 องค์กร หน่วยงานพิเศษ ปฏิบัติการไอโอ ที่ ณ วันนี้ ประชาชนตาสว่าง

กลุ่มประชาชนคนไทย ก็ออกมาแถลงชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลนี้อยู่บนความแตกแยก อยู่ได้ด้วยโควิด ทุกครั้งที่ประชาชนลุกฮือ ก็เอาโควิดเข้ามา

คิดเห็นอย่างไรกับกลุ่มประชาชนคนไทยที่เสนอขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ “หยุด 3 ป.-ออกโมเดลแก้ทุจริตแห่งชาติ” จากที่เคยสนับสนุนฟากตรงข้ามประชาธิปไตย มองปรากฏการณ์นี้อย่างไร?

ต้องเข้าใจก่อนว่าการบริหารประเทศเละเทะแบบนี้เลือกสีหรือไม่? เลือกข้างหรือเปล่า นอกจากนายทุนแล้ว ทุกคนเดือดร้อนหมด ทุกคนที่เคยหนุน เคยต่อต้าน เกิดสภาพเดียวกัน ฉิบหายวายวอดกันทุกคน และไม่รู้จะแก้อย่างไร เพราะผู้นำไม่ฉลาดหรือไม่ อยู่ดีๆ เอา รปภ.มาเป็นซีอีโอ ถ้าเอาคนเก่งๆ มาช่วย อย่างน้อย ครม. หรือคนที่ทำงานเก่ง ก็ยังพอกล้อมแกล้มในยามปกติ และนี่ยังถืออำนาจคนเดียว ตอนนี้ประชาชน 70 ล้านคน มีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ถามว่าใครไม่อยากเปลี่ยนนายกฯบ้าง และมีการทำปฏิบัติการไอโอ บอกว่า “เปลี่ยนม้ากลางศึก ไม่เอาประยุทธ์ แล้วเอาใคร” เดี๋ยวเขาก็หาจนได้ คนเก่งเมืองไทยมีเยอะมาก ไม่ว่าใครก็เก่งกว่าประยุทธ์ทั้งนั้น ความคิดแค่ห่างอึ่ง นี่คือผลจากรัฐธรรมนูญ และสาเหตุว่าทำไมต้องเปลี่ยนตัวนายกฯ ให้คนเก่งเข้ามาฟื้นฟูชาติ บอกชื่อให้สังคมเลือก เราหาได้ ผลงานประจักษ์เป็นที่ชัดเจนอยู่ เพราะตอนนี้พังทลายไปหมดแล้ว พออยู่ตัว นิ่งแล้ว อย่าให้เกิน 2 ปี ก็เลือกตั้งกันใหม่

แต่ต้อง “ช่วยชาติ” ไม่ใช่ “แห่งชาติ” ห้ามมีโควต้านี้เด็ดขาด จำเป็นต้องใช้คนนอกที่มีความสามารถมารวมกัน คุณสมบัติมีข้อเดียว “มีใจรักประชาชน ทำเพื่อประชาชน” ถ้าหาได้ รับรองว่าภายใน 2 ปีจะแก้ความพินาศของชาติได้ ที่เสียหายมากที่สุด คือกระบวนการยุติธรรม หลักการที่ถูกต้อง คนพวกนี้ทำลายไว้ ถ้าไม่เปลี่ยนแปลง อนาคตเราอาจมีนายกรัฐมนตรีที่ค้าผงก็ได้

‘ไทยไม่ทน’ ที่เยาวชนตั้งคำถาม ว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังหรือไม่ อยากจะชี้แจงอย่างไร?

ถามว่าผมเดือดร้อนอะไร ลูกผมก็เสียสละตายไปแล้ว ทำไมต้องมาเสียสละอีก ประยุทธ์จะอยู่จะไปผมก็ไม่ได้ดีขึ้นหรือเลวลง ผมได้อะไรจากการไล่ประยุทธ์ลง? ความจริงแล้วไม่ได้

29 ปีที่ผ่านมา วีรชนที่เสียไปไม่ได้หมายถึงแค่ผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ล้มตาย หรือสูญหาย แต่หมายถึงอุดมการณ์พฤษภา 35 ที่ประชาชนทั้งประเทศสนับสนุน เพื่อไล่จอมพลถนอมออกไป บัดนี้ ถูกจัดการแบบไม่เพียงถอยหลังเข้าคลอง แต่ตกลงไปในคลอง หนักกว่า 29 ปีที่แล้ว แล้วใครจะทำใจได้ ผมไม่เคยรู้จัก 3 ป. ไม่ได้มีความเกลียดชังเป็นการส่วนตัวแต่ผมชิงชังทั้ง 3 คน ในการบริหารบ้านเมืองอย่างนี้ ทำให้ประเทศชาติเสียหาย

จากประวัติศาสตร์ที่ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย เพียงเรียกร้องนายกรัฐมนตรี อันมีที่มาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ยังคงมี ‘ความหวัง’ หลังบทเรียนปี 35?

ถ้าคุณดูให้ดี ไม่ว่า “สีแดง” หรือ “สีเหลือง” ล้วนแล้วแต่มีคุณูปการต่อชาติบ้านเมือง และสังคมไทยอย่างมาก เพราะคนสีเหลืองเรียกร้องการปฏิรูป ขจัดคอร์รัปชั่น ขณะที่สีแดง สิ่งที่เขาเรียกร้องคือประชาธิปไตย ถ้าสองส่วนรวมกัน บ้านเมืองสมบูรณ์แบบ นั่นคือที่มาของการขอร้องคนทุกสี ว่าละวางประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกใจต่อกันลงก่อน วางไว้ไม่ได้บอกให้ลืม แต่อย่างน้อยจัดการกับระบอบประยุทธ์ไปก่อน เมื่อบ้านเมืองสงบ มีการเลือกตั้ง ท่านก็สามารถชูเจตนารมณ์ ชูความศรัทธาที่มีต่อสิ่งที่ท่านเชื่อต่อไป การขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ ไม่เห็นจำเป็นต้องฆ่ากัน

โชคดีที่คำว่า “ไทยไม่ทน สามัคคีประชาชน” เริ่มก่อรูปร่าง จนทุกฝ่ายเริ่มละวางสิ่งที่ไม่พอใจต่อกัน มีเรื่องเดียวคือประยุทธ์ออกไป และโชคดีที่คนรุ่นใหม่เริ่มเข้าใจว่า ทำไมต้องเก็บอนาคตของท่านไว้ให้นานสุด เพราะอีก 10-20 ปี คืออนาคตของท่าน สิ่งที่ผมออกมาทำ เป็นปัจจุบันและกำลังจะกลายเป็นอดีต ต้องอดทน อุดมการณ์เก็บไว้ รักษาสุขภาพ อีก 10 ปีข้างหน้าค่อยมานำในการเรียกร้อง ปฏิรูปในสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสม จะทำสำเร็จแน่นอน

ในฐานะผู้ที่เจ็บปวดจากความสูญเสียในเหตุการณ์พฤษภา 2535 จนถึงศักราช 2564 มีอะไรคืบหน้า ได้ความเป็นธรรมกลับมาบ้างหรือยัง?

พูดถึงความเจ็บปวด เจ็บปวดจริงๆ แต่ความเจ็บของเรา ไม่สามารถงอมืองอเท้า รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล แล้วก็แล้วกันไป รัฐบาลพยายามทำแบบนั้น แต่เราได้ตัดสินใจเมื่อประมาณ 10 ปีแล้ว ว่าเราจะไม่ยอมรับการเยียวยาแบบนั้น เราต้องการ “การชดใช้ที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี” ให้กับวีรชนพฤษภา 35 คือ
1.ต้องยอมรับเหตุการณ์เรื่องนี้ ว่ารัฐบาลทำเกินกว่าเหตุ ซึ่งก็สำเร็จแล้ว 2.ให้ทำการสร้างอนุสรณ์เป็นเครื่องเตือนใจ 3.เราต้องการการชดใช้ ไม่ต้องการเยียวยา ตลอดเวลาที่ทหารขึ้นมาก็เบี่ยงเบน ไม่ยอมรับรู้ เราจึงรอคอยว่ามีรัฐบาลใหม่เมื่อไหร่ เราจะว่าเรื่องนี้ต่อไป เพราะเหตุการณ์ของเสื้อเหลืองและแดง คนเรียกร้องให้ผมไปขอการชดใช้ ได้กันหมด แต่ผมไม่ได้รับ ถ้าจะรับต้องคืนเกียรติให้กับพวกผม

ในหัวอกของผู้สูญเสีย มีสักวันไหมที่ท้อ ไม่อยากสู้ต่อ?

ตามจริงก็ได้อโหสิให้กับพวกเขาที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ในปีรุ่งขึ้น คือปี 2536 ไม่ใช่เพราะเขาขอ ไม่ต้องขอก็ให้ เพราะเราคิดว่า ถ้าเราจะไปจากโลกนี้ เราไม่ควรพกเอาความแค้น ความทุกข์นี้ติดตัวไป ทันทีที่ประกาศให้อภัย พวกเราก็มีความสบายใจขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ไม่เคยคิดว่าหลังจากเหตุการณ์ผ่านมา ปีที่ 29 ผมต้องลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้อีก และโชคดีที่บัดนี้ ตัวละครเมื่อ 29 ปีที่แล้วซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ เริ่มทยอยออกมาสนับสนุน ผมจึงมั่นใจว่าพวกเราสามารถไล่ประยุทธ์ลงจากตำแหน่งได้แน่นอน

เท่านั้นไม่พอ ผมเชื่อในกลุ่มบุคคลที่ยังมีชีวิต เมื่อครั้ง 29 ปี ที่เริ่มออกมาเป็นส่วนใหญ่แล้ว

ทุกวันนี้ มีฝันถึงลูกบ้างไหม เวลาใกล้วันครบรอบ?

ระยะ 5-6 ปีหลัง ไม่มีแล้ว หลังจากที่อนุสรณ์สร้างเสร็จเขามีบ้านอยู่ แต่แม่เขาเคยฝันนะ ว่าเขาแต่งตัวชุดขาว เฮโลกันมาเป็นพรรคพวกหนุ่มสาว เขาบอกว่า “ไม่ต้องห่วงแล้วแม่ พวกเราสบายแล้ว มีที่อยู่แล้ว จะไปแล้วนะ แม่ไม่ต้องห่วง” เพราะบัดนี้ วีรชนมีที่สิงสถิตแล้ว คอยปกป้องบ้านเมือง คอยเตือนใจว่าคนชั่วไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป

ถ้าลูกชายยังอยู่ คิดว่าจะมีบทบาทกับการเรียกร้องประชาธิปไตยกับคนรุ่นใหม่?

ก็คงจะเป็นอย่างนั้นนะ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ออกไป ทุกคนออกไปด้วยอุดมการณ์

พฤษภา 53 ปีนี้คนรุ่นใหม่ร่วมส่งพวงหรีด หวนระลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ มอง “พฤษภา” วนไปเวียนมา แล้วหนทางไหน ที่ประวัติศาสตร์ ‘เลือดอาบร่างประชาชน’ ไม่วนกลับมาอีก?

ผมเข้าใจว่า นับจากนี้ถ้าเอาประยุทธ์ลงได้ ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีก เพราะมากเกินพอแล้ว และนี่เป็นครั้งแรกที่โควิดเข้ามาถลกหนังของทุกฝ่าย ให้เห็นว่าใครทำอะไรไว้บ้างต่อแผ่นดินนี้ และคนที่ทำไม่ดีต่อแผ่นดิน อยู่ไม่ได้ใครจะเป็นของปลอม ของจริง เรารู้หมดจากเหตุการณ์โควิดที่เข้ามา ซึ่งผมเสียใจนะ ที่โรคมา ทำให้คนตายทุกวัน แต่โควิดช่วยถลกหนังคนที่หลอกลวงประชาชน ให้รู้เช่นเห็นชาติอย่างชัดเจน ไม่มีทางที่จะปิดบัง โดยเฉพาะรัฐบาล ไม่ใช่ถูกถลกจนล่อนจ้อนอย่างเดียว ผมว่าถูกขุดลึกลงไปถึงกระดูก ชัดเจน โกงต่อไปไม่ได้

เวลานี้ เยาวชนชี้ว่าสิ่งที่ต้องมีคือ ‘ความหวัง’ สำหรับอดุลย์ ในฐานะผู้ผ่านเหตุการณ์สิ้นหวังมามากมาย มองสังคมไทยเวลานี้ หมดหวังหรือยัง?

คนเราต้องมีหวัง ห้ามท้อ และไม่มีเหตุอะไรที่ต้องท้อ ต้องสู้ต่อไป ถ้าดูสถานการณ์ปัจจุบัน ฉันทามติเริ่มแล้ว ว่าประยุทธ์ต้องออกไป ไม่ต้องการประยุทธ์ เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนนายกฯ ฉะนั้น ประยุทธ์จะสามารถลากยาวไปได้ถึงขนาดไหน ประชาชนไม่เอาก็จบแล้ว แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไร ถึงจะได้คนดีมาฟื้นฟูบ้านเมืองที่ถูกทำลายย่อยยับไปได้ เพราะการที่ประชาชนคนไทยออกมาเสนอบุคคล 4-5 คน บอกได้เลยว่าเก่งกว่าทั้งนั้น เพราะเขาเป็นนักบริหาร ไม่ใช่ รปภ.

บริษัทประเทศไทยต้องการซีอีโอมาบริหาร ไม่ได้ต้องการ รปภ.มาบริหาร ดังนั้น ที่เสนอมาดีแล้ว เอาคนที่ิคิดถึงประชาชน ทำเพื่อประชาชน เก่งในการแก้ไขปัญหา เสนอตัวเข้ามาให้ประชาชนได้เลือก

ถ้าเก่ง มีประชาชนในหัวใจ เมื่อนั้นไม่ต้องห่วง

ความขัดแย้งร้าวลึก สุดท้ายจะไปจบที่ตรงไหน หรือสังคมก็ต้องเป็นไปแบบนี้ มีข้อกังวลใจอะไรในเวลานี้?

ผมไม่มี เนื่องจากประสบการณ์ทำเรื่องปรองดองมา 2-3 ครั้งแล้ว ก็พอทราบว่า ถ้าหากทุกคนละวางความไม่ถูกใจ หรือข้อขัดแย้งต่อกัน เอาระบอบประยุทธ์ออกไป เมื่อนั้น สิ่งที่ตามมาก็จะเป็น “ความขัดแย้งทางความคิด”ที่รับกันได้

ใครศรัทธาความเชื่ออย่างไรก็ว่ากันไป แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง สังคมก็อยู่ด้วยกันได้

สังคมต้องมีความขัดแย้ง มีความเห็นต่างที่ยอมรับฟังกัน สังคมถึงจะพัฒนา แต่ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งรุนแรง เพราะจะมีมือที่ 3 คือทหาร เข้าไปแทรกซึม แล้วทำอย่างที่ว่า

“รัฐประหาร” จงใจ

ถ้าสามารถสื่อสาร 1 ประโยค แล้วประโยคนั้นจะถูกรับฟังจากคนทุกกลุ่ม ทุกชนชั้นในสังคม จะพูดว่าอะไร?

หยุดการแตกแยก ยอมรับความคิดเห็นต่างของอีกฝ่ายหนึ่ง และรีบหาซีอีโอมาฟื้นฟูประเทศ เอา รปภ.ออกไป แล้วบ้านเมืองจะศิวิไลซ์แน่นอน.

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon