ยังต้องจับตาว่าจะยังได้ไปต่อหรือไม่ สำหรับอภิมหาโปรเจ็กต์ “ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา” ของรัฐบาล คสช. ที่สุดท้ายจะถูกเก็บใส่ลิ้นชัก ซ้ำรอยหลายโครงการยักษ์ในอดีต ที่ไม่สามารถฝ่าด่านหิน เสียงคัดค้านของประชาชนได้
หลัง “ศาลปกครองสูงสุด” มีคำพิพากษา ยืนตามศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 คุ้มครองชั่วคราวกรณีเครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคมกับพวกรวม 12 ราย ยื่นคำฟ้องต่อศาล เมื่อปลายปี 2561 ให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) หยุดการก่อสร้างโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ในส่วนแผนงานที่ 1 เป็นทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาออกไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งพิพากษาเป็นอย่างอื่น
ศาลสั่งหยุดชั่วคราว ส่อขัดกฎหมาย
โดยมีเหตุผลว่าการที่ “กรมเจ้าท่า” ได้อาศัยอำนาจตามข้อ 6 ของกฎกระทรวงฉบับที่ 63 พ.ศ.2537 ออกตามความใน พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย 2456 อนุญาตให้ “กทม.” ปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำแม่น้ำ ประเภทก่อสร้างโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงที่ 1 ฝั่งตะวันออกจาก “สะพานพระราม 7 ถึงกรมชลประทานสามเสน” ระยะทาง 2.99 กิโลเมตร และช่วงที่ 3 ฝั่งตะวันตกจากสะพานพระราม 7 ถึงคลองบางพลัด ระยะทาง 3.20 กิโลเมตร น่าจะเป็นการดำเนินการโดยไม่ชอบธรรมด้วยกฎหมาย
สำหรับประเด็นนี้อธิบดีกรมเจ้าท่า วิทยา ยาม่วง อธิบายว่า กรมเจ้าท่าอนุญาต กทม.แบบมีเงื่อนไข เนื่องจากการขออนุญาตสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำแม่น้ำ ต้องดำเนินการภายใต้กฎกระทรวงฉบับที่ 63 พ.ศ.2537 หาก กทม.จะก่อสร้าง ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดินที่โครงการพาดผ่านก่อน
“ระหว่างที่ กทม.กำลังดำเนินการขออนุญาตจากเจ้าของที่ดิน มีการคัดค้านและได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ให้ กทม.หยุดการก่อสร้างโครงการ ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และ กทม.ชะลอโครงการไว้ก่อน จนกว่าการพิจารณาคดีหลักจะสิ้นสุด”
กทม.ทำใจ ถ้าหากโครงการไม่ได้ไปต่อ
ขณะที่ท่าทีของ “กทม.” ถึงแม้โครงการจะถูกแช่แข็งไว้ แต่ในใจลึกๆ ยังคาดหวังในอนาคตโครงการจะได้ไปต่อ ถ้าไม่แท้งกลางคันไปเสียก่อน
ศักดิ์ชัย บุญมา รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กทม.ชะลอการก่อสร้างโครงการไว้ ตามที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้หยุดไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาออกมาอีกครั้ง ยังไม่รู้จะออกมาแนวทางไหน หากผลตัดสินออกมาให้ กทม.สามารถเดินหน้าต่อ ต้องยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ถ้าศาลตัดสินไม่ให้ดำเนินการ กทม.อาจจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป
“ดูแล้วโครงการมีแนวโน้มจะชะลอยาว เพราะแม้ว่าศาลจะมีคำพิพากษาออกมา ไม่ว่าจะเป็นแนวทางไหน คาดว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีนะ แต่รูปแบบอาจจะไม่โดนใจ ซึ่งรูปแบบจะสร้างยื่นเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ได้เป็นถนนหรือทางเดินเลียบแม่น้ำเหมือนโครงการทั่วๆ ไป จึงมีเสียงคัดค้านโครงการมากกว่าเสียงสนับสนุน แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นว่าในอนาคตโครงการจะได้สร้าง แต่จะเป็นในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง” ศักดิ์ชัยกล่าว
รีโมเดลใหม่ ลดขนาด ลดค่าก่อสร้าง
ศักดิ์ชัย ยังย้ำว่า ที่ผ่านมา กทม.ศึกษามาอย่างรอบด้าน โดยจ้างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น วงเงิน 120 ล้านบาท สำรวจ ออกแบบและจัดทำแผนแม่บทโครงการ โดยรูปแบบก่อสร้างเป็นทางเดินทางจักรยานริมแม่น้ำเจ้าพระยา กว้างประมาณ 6-10 เมตร สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 2.25 เมตร ต่ำกว่าระดับเขื่อน ป้องกันน้ำท่วมปัจจุบัน 1 เมตร จะไม่บดบังทัศนียภาพ ภูมิทัศน์และวัฒนธรรมแม่น้ำเจ้าพระยา และปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อน ท่าเรือ ศาลาท่าน้ำ พื้นที่บริการสาธารณะ และเส้นทางการเข้าถึง ระบบไฟฟ้า ระบบระบายน้ำ และส่วนประกอบอื่นๆ
“กทม.ได้ออกแบบและลดขนาดโครงการลง ใช้งบประมาณก่อสร้าง 8,362 ล้านบาท แบ่งสร้าง 4 ช่วง ครอบคลุมทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี
ช่วงที่ 1 จากสะพานพระราม 7 ถึงกรมชลประทาน ระยะทาง 2.99 กิโลเมตร งบประมาณ 1,770 ล้านบาท ช่วงที่ 2 จากกรมชลประทาน ถึงคลองรอบกรุง ระยะทาง 3.26 กิโลเมตร งบประมาณ 2,470 ล้านบาท ช่วงที่ 3 จากสะพานพระราม 7 ถึงคลองบางพลัด ระยะทาง 3.2 กิโลเมตร งบประมาณ 2,061.5 ล้านบาท และช่วงที่ 4 จากคลองบางพลัด ถึงคลองบางยี่ขัน ระยะทาง 2.98 กิโลเมตร งบประมาณ 2,061.5 ล้านบาท
งบประมาณก่อสร้างโครงการ กทม.จะขอรัฐบาลอุดหนุนงบประมาณ โดยจะเสนอของบฯ เมื่อปี 2563 สร้างช่วงที่ 1 สะพานพระราม 7-กรมชลประทานและสัญญาที่ 3 จากสะพานพระราม 7-คลองบางพลัด เพราะออกแบบและเคลียร์การรื้อย้ายชุมชนแล้ว หลังรัฐบาลให้งบประมาณ 1,098 ล้านบาท เพื่อรื้อย้ายชุมชนในพื้นที่ มีความพร้อมที่จะก่อสร้างเพื่อเป็นโครงการนำร่อง แต่ก็ไม่ได้รับอนุมัติ และเมื่อเกิดข้อพิพาท จึงต้องหยุดรอคำพิพากษาจากศาล”
เท่ากับสถานะของโครงการในขณะนี้ ต้อง wait and see
พลิกปูมทางเลียบเจ้าพระยาจากรัฐบาล ‘ปชป.ถึง คสช.’
ย้อนรอยโปรเจ็กต์ “ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา” ไม่ใช่เพิ่งริเริ่มในยุครัฐบาล คสช. แต่มีการจุดพลุขึ้นมาตั้งแต่ปี 2536 หรือเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ มี ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี มี พ.อ.วินัย สมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในเวลานั้นดันให้แจ้งเกิด แก้ปัญหารถติดเมืองกรุง
แนวเส้นทางเลาะริมแม่น้ำทั้งฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี เริ่มจากเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ถึง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มีระยะทางรวม 20 กิโลเมตร และสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าบริเวณคลองบางกอกน้อยถึงเชิงสะพานพระนั่งเกล้า ระยะทาง 15 กิโลเมตร
สร้างเป็นถนน 6 ช่องจราจร ยกระดับเหนือผิวน้ำ 1-2 เมตร ยื่นออกไปจากตลิ่งเข้าไปในแม่น้ำข้างละ 5 เมตร มีไฟฟ้าแสงสว่าง ไหล่ถนนทำเป็นทางจักรยานและสวนหย่อม ใช้เงินก่อสร้าง 25,000 ล้านบาท
แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ในเมื่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในเวลานั้น ประเมินโครงการมี “ผลกระทบ” มากกว่า “ผลดี” อาทิ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ศิลปกรรมของพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์และโดยรอบ ด้านกฎหมายไม่ได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 เป็นต้น
ต่อมาเมื่อปี 2555 การเมืองเปลี่ยนผ่านสู่ “รัฐบาลเพื่อไทย” ได้เดินหน้า “โครงการทางเลียบเจ้าพระยา” ในพื้นที่ จ.นนทบุรี และปทุมธานี เป็นเวอร์ชั่น เสริมความสูงของถนนเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัย ใช้งบประมาณบริหารจัดการน้ำดำเนินการ
จากนั้นต้นปี 2556 ในศึกสนามเลือกตั้งพ่อเมืองเสาชิงช้า พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ลงสมัครสังกัดพรรคเพื่อไทยในเวลานั้น หาเสียงชูนโยบาย จะสร้างถนนเลียบแม่น้าเจ้าพระยา บริเวณท่าน้ำราชวงศ์ ทั้งสองฝั่งเป็นระยะทาง 17 กิโลเมตร ให้เป็นที่พักผ่อนสาธารณะเพิ่มคุณภาพชีวิต
ปักหมุดตั้งแต่สะพานพระราม 8 ถึงสะพานสาทร โดยไม่มีเวนคืนที่ดินแต่อย่างใด เพราะจะปักเสาลงในแม่น้ำ พร้อมฟื้นรถรางติดแอร์วิ่งรอบเกาะรัตนโกสินทร์ มาถึงเยาวราช ลดความแออัดการจราจรและส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ก็เป็นได้แค่ฝัน!
มาเริ่มต้นผลักดันอย่างจริงจังเมื่อปลายปี 2557 ยุคสมัยรัฐบาล คสช. ได้หยิบโครงการมาปัดฝุ่นอีกครั้ง หลังรัฐประหารเพียงไม่กี่วัน
งานนี้ออกแรงแข็งขันดันโดยสองพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้คุมกระทรวงมหาดไทยและ กทม. หน่วยงานในสังกัด เป็นกองหนุน และแต่งตั้ง บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขับเคลื่อนโครงการ
เบื้องหน้าระบุว่า ทำเพื่อพัฒนาเมือง ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากแม่น้ำเจ้าพระยาและสร้างแลนด์มาร์กใหม่ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
แต่ว่ากันว่าเบื้องหลัง…ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาหรือ Chao Phraya for All เป็นโครงการในฝัน “พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.อนุพงษ์” เพราะชื่นชอบการปั่นจักรยาน จึงอยากจะสร้างไบค์เลนหรือทางจักรยานเลียบแม่น้ำ เหมือนที่ต่างประเทศ มีโมเดลจาก “ประเทศเกาหลี” เป็นต้นแบบ มีทั้งถนนสำหรับรถวิ่ง ไบค์เลนเลาะแม่น้ำ พร้อมจุดชมวิว
“ผมเป็นคนชอบการขี่จักรยาน เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด ฝันมีแนวคิดสร้างเส้นทางจักรยานริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนเกาหลีใต้ แม้จะใช้งบประมาณสูง หากไม่คิดตั้งแต่วันนี้ก็จะไม่เกิด จึงพยายามพูดคุยกับผู้บริหาร กทม. ต้องทำผังเมืองกรุงเทพฯใหม่ เพราะไม่สามารถอยู่เช่นนี้ได้อีก ประเทศเราเป็นประเทศที่เล็ก ถนนมีจำกัดและแคบ ทางระบายน้ำก็แคบ ฟุตปาธก็แคบ ต้องมีการพัฒนาสู่อนาคตที่ยั่งยืน” เป็นคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 ในงานเทศกาลจักรยานที่รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์มักกะสัน
จากคำบัญชา “กทม.” เดินหน้าจัดให้แบบติดจรวด ขีดแนวเส้นทางปักหมุดตั้งแต่ “สะพานพระราม 3” พาดยาวถึง “สะพานพระนั่งเกล้า” สร้างเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาสองฝั่ง ฝั่งละ 25 กิโลเมตร รวมสองฝั่งเป็นระยะทาง 50 กิโลเมตร ใช้เงินก่อสร้างร่วม 30,000 ล้านบาท ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 12 พฤษภาคม 2558
ประกาศลงเสาเข็มเฟสแรกในทันที “สะพานพระปิ่นเกล้า-สะพานพระราม 7” ระยะทาง 14 กิโลเมตร รูปแบบการก่อสร้างเป็นโครงสร้างกว้าง 16 เมตร สร้างยื่นออกมาจากริมตลิ่งแม่น้ำ มีทางสำหรับรถขนส่งสาธารณะที่ไม่ใหญ่มากและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม เช่น รถเมล์ล้อยาง หรือระบบไฟฟ้า สร้างให้เสร็จใน 18 เดือน
แต่ด้วยเป็นโครงการใหญ่ระดับเมกะโปรเจ็กต์ อาจจะต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ต้องใช้เวลานาน “กทม.” จึงปรับรูปแบบใหม่ให้เหลือเฉพาะทางสำหรับทางจักรยานและทางคนเดิน พร้อมที่พักริมแม่น้ำ และสวนสาธารณะ นอกจากนี้บริเวณไหนที่เป็นจุดเว้าและจุดโค้งมาก จะพัฒนาเป็นลานกิจกรรมสำหรับออกกำลังกายหรือกิจกรรมอื่นๆ และลดงบประมาณก่อสร้างจาก 14,006 ล้านบาท มาอยู่ที่ 8,362 ล้านบาท
7 ปี มีแต่เสียงค้านจากมวลชน
จากปี 2558 ถึงปัจจุบัน ร่วม 7 ปี กทม. ยังไม่สามารถคิกออฟได้ หลังมีเสียงค้านจากหลายฝ่าย ไล่ตั้งแต่สถาปนิกสยาม กลุ่มสมัชชาแม่น้ำ องค์กรวิชาชีพฯ และเครือข่ายอีก 32 องค์กร เนื่องจากหวั่นโครงการจะสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตริมน้ำ ศิลปวัฒนธรรม การคมนาคม วิศวกรรม สถาปัตยกรรม และผังเมือง เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญ จนนำมาสู่การยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และศาลมีคำพิพากษาให้ กทม.ชะลอโครงการ จนกว่าจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น
แม้ว่าที่ผ่านมา “กทม.” จะรีวิวโครงการอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่โดนใจมวลชน จึงทำให้การเดินหน้าโครงการ ติดๆ ขัดๆ ยังไม่ฉลุยอย่างที่ใจหวัง
รอฟังคำพิพากษาที่ศาลปกครองจะตัดสินออกมาชี้ชะตาวาระสุดท้ายโปรเจ็กต์ “ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา” จะได้แล่นต่อหรือจอดสนิท ปิดบัญชีโครงการ ไปโดยปริยาย

