
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในดินแดนไทยมานานนับพันปี ในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ได้เกิดการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในไทย จึงทำให้หลักธรรมคำสอนสอดแทรกอยู่ภายใต้กรอบแนวคิดของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
หากแต่ในปัจจุบัน 2564 ปีหลังพระพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพาน วงการพุทธศาสนาในไทยถูกตั้งคำถามมากมาย หนึ่งในนั้นคือประเด็นการจำกัดสิทธิมนุษยชน อันเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่พึงมีในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย
ไม่กี่วันที่ผ่านมา เครือข่ายนักวิชาการด้านปรัชญาและพุทธศาสนา จัดเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ “You are inhuman, The Prisoner! : กฎหมาย การจองจำมนุษย์ พุทธศาสนาและสังคมประชาธิปไตย” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นักเคลื่อนไหวด้านสันติวิธี, สุนัย ผาสุก นักสิทธิมนุษยชนชื่อดัง, สุรพศ ทวีศักดิ์ เครือข่ายนักวิชาการด้านปรัชญาและพุทธศาสนา ดำเนินรายการโดย ชาญณรงค์ บุญหนุน อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร
เมื่อรัฐใช้กฎหมายจองจำความคิดมนุษย์
ก่อนเจาะลึกถึงประเด็นทางการเมืองเรื่องศาสนา จตุภัทร์ หรือไผ่ ดาวดิน กล่าวถึงเมื่อครั้งทำกิจกรรมทางการเมืองใหม่ๆ ในประเด็นข้อพิพาทของชาวบ้านที่เกี่ยวกับทรัพยากร พบว่าปัญหามาจากการที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดการจัดการทรัพยากร รวมถึงเข้าไปเรียนรู้ประเด็นปัญหาของสังคม อันเนื่องมาจากการเกิดความไม่เป็นธรรม
ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ล้วนเกิดจากโครงสร้างทางสังคม

นอกจากนี้ การใช้นโยบายที่ไม่ฟังเสียงคนข้างล่าง เมื่ออยู่ในสังคมที่เป็นรัฐเผด็จการ มันเสมือนทุนนิยมติดปีก นโยบายอะไรก็ตามที่ชาวบ้านสามารถคัดค้านได้ กลายเป็นว่าทุกอย่างกลับทำไม่ได้ เพราะรัฐใช้กฎหมายมาจองจำความคิดของมนุษย์ เป็นการเพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชนสกัดกั้นสิทธิเสรีภาพประชาชน
“หลังรัฐประหารโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นต้นมา ผมโดนการข่มขู่หลายอย่าง รัฐจะใช้กฎหมายที่มีโทษเบา ไปจนถึงโทษหนักขึ้นเรื่อยๆ มีครั้งหนึ่งที่โดนเรียกไปปรับทัศนคติในค่ายทหาร โดยทัศนคติของรัฐคือทำให้เราอยู่เฉย อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ ปล่อยให้ท่านผู้นำแก้ปัญหา คืนความสุขไป แต่เราไม่ใช่แบบนั้น เราไม่ได้มีทัศนคติเหมือนทหาร
สภาพในคุกมันทำลายความเป็นมนุษย์ มันมีแนวคิดในการแก้ไขพฤติกรรมมนุษย์ คือ ลงโทษทำร้าย หรือให้ความรัก ความรู้ แต่โครงสร้างหลักของเรือนจำคือการลงโทษทำร้าย มีการถอดเสื้อผ้า ค้นตัว ตั้งแต่ก้าวแรกที่ผมเข้าไปในคุก ผมเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปแล้ว”ไผ่ ดาวดิน เล่า
เอกลักษณ์ ‘ไทยๆ’ ที่สวนทางสากลโลก
มาถึงนักสิทธิมนุษยชนชื่อดัง อย่าง สุนัย ผาสุก ซึ่งบอกว่า การชุมนุมครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2558 มีการใช้เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบลุยเข้าไปสลายการชุมนุม มีทั้งการทำร้ายร่างกายผู้เข้าร่วมชุมนุม และทหารเข้ามาบอกว่าคนกลุ่มนี้คือ ‘เชลย’ ไม่สามารถติดต่อทนาย ติดต่ออาจารย์ หรือผู้ปกครองได้ มันสะท้อนให้เห็นทัศนคติของทหารว่านำเอามาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนไปโยนทิ้งท่อ

“เวลาเราคุยกับเจ้าหน้าที่ไทย คำที่ถูกยกมาบ่อยมาก คือ น่าเสียดาย…คุณสุนัยเป็นคนไทย ทำไมไม่เข้าใจความเป็นไทยของประเทศเรา จะเอาหลักการของต่างชาติมาทับไม่ได้
ตรงจุดนี้มันชี้เลยว่า ประเทศไทย มี U 2 ตัวคือ Understanding และ Uniquness คือรัฐต้องการให้เราเข้าใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งสวนทางกับสากลโลก
เมื่อนานาชาติแสดงความกังวลต่อการใช้กฎหมายมาตรา 112 อย่างเวทีการทบทวนสถานะด้านสิทธิการเมือง สิทธิพลเมืองของประเทศไทย โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รัฐบาลก็มีปฏิกิริยาตอบกลับโดยการตัดสินใจ พักการใช้ มาตรา 112 และถูกแปรสภาพเป็นมาตรา 116 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวระลอกใหม่ ตั้งแต่กลางปี 2563 ท้ายที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ออกมาเปิดเผยเองว่า ไม่มีการระงับ สามารถเอามาใช้ และใช้อย่างเต็มกำลัง ซึ่งเราจะเห็นว่า มันมีการลงโทษแรงมากๆ เช่นการขังยาว โดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ขังเพื่อส่งสัญญาณทางการเมืองว่า นี่คือเอกลักษณ์ของสังคมไทยที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่สอดรับกับกติกาสากลทั้งสิ้น” สุนัยกล่าว

คณะกรรมการสิทธิฯ คือองค์กรอิสระในคราบ ‘องคาพยพรัฐบาล’
ในห้วงเวลาที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างแพร่หลาย สุนัยมองว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีบทบาทที่ผิดแปลก ถึงแม้โดยหลักการ กสม.ควรจะต้องเป็นองค์กรอิสระ แต่เมื่อเกิดการลิดรอนสิทธิมนุษยชน องค์กรนี้ก็ไม่ได้อยู่ในสภาพสุญญากาศ แต่กลับอยู่ข้างอำนาจนิยม และมีท่าทีนิ่งสงัดอย่างชัดเจน
“กสม.ชุดก่อนหน้าการเข้ามาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะมีการถ่วงดุลในจุดยืนของสมาชิกแต่ละคน มีการพยายามวางหลักการมาตรฐานการปฏิบัติต่อนักโทษทางความคิด แต่กลับกัน กสม. ชุดปัจจุบันที่เกิดขึ้นภายใต้ คสช. ก็กลายเป็นองคาพยพหนึ่งของรัฐ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เห็นบทบาทใดๆ ทั้งสิ้นขององค์กรนี้ ทั้งบทบาทในเชิงองค์กรสถาบันที่หายไป และบทบาทในเชิงตัวบุคคลก็ไม่เห็น ไม่มีแม้กระทั่งการทำหน้าที่ให้สมอาณัติในการปกป้องส่งเสริมสิทธิมนุษยชนภายใต้เงื่อนไขการเมืองในปัจจุบัน หรืออย่างเรื่องโควิดในเรือนจำ สิ่งที่อยู่ใต้จมูกของ กสม. แต่เราแทบไม่เห็นเขาพูดอะไรเลยเรื่องนี้” สุนัยทิ้งท้าย

‘สัปปายะสภาสถาน’ การเมืองเชิงศีลธรรมวาทกรรม
(ชัยชนะของ) ‘คนดี’
มาถึงมุมมองของนักวิชาการปรัชญาและศาสนา ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ไม่เคยตัดขาดจากการเมือง
สุรพศ ทวีศักดิ์ กล่าวถึง อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ นั่นคือ “สัปปายะสภาสถาน” ซึ่งมาจากภาษาบาลี แปลว่า “สถานที่ประกอบความดี” กล่าวโดยสรุปสื่อว่า สภาคือที่ประชุมของคนดี
“ในแง่หนึ่ง อาคารรัฐสภามันสะท้อนชัยชนะของเสื้อเหลือง ที่มีการต่อสู้ด้วยวาทกรรมทางการเมืองเชิงศีลธรรม แม้เขาก็ใช้สิทธิการชุมนุมในระบอบประชาธิปไตย แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น มันนำไปสู่การรัฐประหาร แล้วในแง่โครงสร้างทางการเมือง มันคือการฉีกรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 จนนำมาสู่การเกิดรัฐธรรมนูญ 60 ที่มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มันทำให้รัฐไทยมีความเป็นรัฐที่เอาศาสนามาควบคู่กับรัฐชาตินิยม ทำให้เราไม่มีเสรีภาพปัจเจกบุคคล ซึ่งมันเป็นพัฒนาการที่สวนทางกับระบอบเสรีนิยม
เสรีภาพปัจเจกบุคคล คือ เสรีภาพส่วนบุคคล เช่น เสรีภาพทางศาสนา หลายคนอาจจะคิดว่า ทุกวันนี้เรามีเสรีภาพทางศาสนาแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะเรามีสิ่งที่เรียกว่า ระบบศาสนจักรของรัฐ นั่นก็คือ มีมหาเถรสมาคม ในขณะที่ตัวเราเองก็ต้องยืนยันในเรื่องเสรีภาพการนับถือศาสนา และยืนยันที่จะเป็นอิสระจากการครอบงำของศาสนา ดังนั้นการที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานรัฐบังคับเรียนศาสนาเพื่อปลูกฝังศีลธรรมในโรงเรียน มันจึงขัดกับเสรีภาพปัจเจกบุคคล ที่อยู่ภายใต้ระบอบคิดเสรีนิยม” สุรพศเล่า
สุรพศกล่าวเพิ่มว่า ในส่วนของพระสงฆ์เองก็คิดว่าตัวเองมีเสรีภาพทางศาสนา เพราะเราเลือกมาบวชเอง แต่ว่าโดยอำนาจก็ยังอยู่ภายใต้มหาเถรสมาคม จะเห็นชัดเจนว่า พระที่มายืนหยุดขังเรียกร้องให้ปล่อยผู้ต้องขังก็ถูกสำนักงานพระพุทธศาสนามาดำเนินการ และมหาเถรสมาคมออกคำสั่งให้พระสงฆ์ทั่วประเทศ เทศนาสอนประชาชนให้รักชาติ แต่ห้ามพระแสดงความเห็นอภิปราย เสวนา หรือร่วมชุมนุมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน ในขณะที่ศาสนจักรรับภาษีจากประชาชนปีละ 5 พันกว่าล้าน
“ภายใต้อำนาจศาสนจักร พระสงฆ์ไม่มีทั้งเสรีภาพทางการเมือง และเสรีภาพทางศาสนาด้วย เพราะถ้ามีเสรีภาพทางศาสนา พระต้องเลือกได้ว่าจะตีความพุทธรรมสนับสนุนชาติ ศาสนา หรือประชาธิปไตย แต่ภายใต้ระบบนี้มันไม่มี” นักวิชาการปรัชญาย้ำ
‘ปลดล็อก’ แยกรัฐออกจากศาสนา เสริมคุณค่าเสรีนิยม
ปิดท้ายด้วยประเด็นสำคัญที่พูดกันมานานในแทบทุกวงเสวนาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเรื่องพุทธไทยๆ นั่นคือ การแยกรัฐออกจากศาสนา
สุรพศเห็นว่า สภาวะของความเป็นมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ คือ ความเป็นมนุษย์ในกรอบคิดของเสรีนิยม ในสมัยโบราณ เราไม่มีความเป็นปัจเจกบุคคล เราเป็นไพร่ทาส แต่พอมาเป็นรัฐสมัยใหม่ เราพูดถึงความเป็นมนุษย์ ที่มีสิทธิเสรีภาพ
มิติของศาสนาเป็นมิติเชิงอำนาจ ศาสนาจะส่งเสริมความเป็นมนุษย์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับศาสนาว่าไปสัมพันธ์กับการเมืองแบบไหน แต่ศาสนาพุทธที่อยู่ในเมืองไทย คือ ศาสนาที่อยู่กับระบบศักดินา พัฒนามาจนเป็นรัฐพุทธศักดินา พระสงฆ์ไม่มีอิสระในการปกครองตัวเอง และตีความธรรมวินัยมาสนับสนุนเสรีประชาธิปไตย นอกเสียจากพระสงฆ์จะขบถต่ออำนาจนั้น
“การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่นั้นสู้กันจนถึงสุดเพดาน เพราะไปถึงจุดสูงสุดของการสร้างระบอบเสรีประชาธิปไตย และเพิ่มเข้ามาคือเรื่องของการแยกรัฐกับศาสนา (Secularism) ซึ่งการเสนอประเด็นอันนี้ขึ้นมา มันจะไปตั้งคำถามกับการที่่สถาบันศาสนา เป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองมากขึ้น เราจะเข้าใจถึงต้นตอของปัญหาในเชิงอุดมการณ์ชัดเจน
หลักการของเสรีนิยมคือ รัฐต้องเป็นกลางทางคุณค่า ซึ่งคุณค่าของหลักการเสรีนิยม คือ เสรีภาพปัจเจกบุคคลเป็นของทุกคน ข้อเสนอของกลุ่มแครอท (ภิกษุสงฆ์) ที่แทรกเข้ามาเรื่อง การแยกศาสนากับรัฐ จะช่วยให้ปลดปล่อยศาสนา ออกจากการเป็นเครื่องมือ ทำให้ศาสนามีความยืดหยุ่น หลากหลาย
ถ้าทำได้จริงก็จะดีต่อการเมือง สังคม และศาสนาเองด้วย
