การสื่อสารบนโลกออนไลน์ในยุคปัจจุบันที่ทุกคนสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่เทคโนโลยีเสมือนดาบสองคมที่มีช่องโหว่ให้เกิดการ “ไซเบอร์บูลลี่” (Cyberbullying) หรือการกลั่นแกล้งผ่านโลกออนไลน์ขึ้นมา
ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้

การทำงาน บทบาทหน้าที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
“ภารกิจหลักคือ รณรงค์ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการผลิตสื่อที่ดี สื่อที่ดีในที่นี้ มีองค์ประกอบคือ ต้องปลอดภัยและสร้างสรรค์ด้วย นอกจากนี้เราก็ยังมีบทบาทในการที่จะเข้าไปลดทอนสื่อที่ไม่ดีทั้งหลาย เช่น การเฝ้าระวังเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม สื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ และการเฝ้าระวังก็ต้องทำควบคู่ไปกับการรู้เท่าทันสื่อ การรู้เท่าทันสื่อก็เป็นภาระหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องมีทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูล
“ข้อมูลที่ท่านเผยแพร่ออกไปแล้วถือว่าท่านเป็นเจ้าของข้อมูล ท่านต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นภาพรวมของกองทุนฯ สรุปสั้นๆ ก็คือ 2 ด้าน ด้านแรก คือ ทำทุกวิถีทางที่จะให้เกิดสื่อที่ดีและสร้างสรรค์ ให้เกิดขึ้นในสังคมมากขึ้น ส่วนด้านที่สอง คือ ทำทุกวิถีทางเช่นกันที่จะลดทอนสื่อร้ายหรือการใช้สื่อในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม เพราะจะเห็นได้ว่าสื่อในปัจจุบัน มีการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก ในขณะที่สื่อดีๆ เริ่มหาคนผลิตได้น้อยลง การที่จะให้มีสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ก็จะต้องส่งเสริมผู้ผลิตสื่อด้วย นั่นเป็นอีกวัตถุประสงค์ที่สำคัญของเรา กองทุนฯให้ความสำคัญกับการเปิดรับสื่อและอิทธิพลของสื่อที่มีต่อกลุ่มเด็กเยาวชนและครอบครัว จึงเป็นวัตถุประสงค์หลักว่า กองทุนฯจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อ คือเปิดรับสื่อเป็น ใช้สื่ออย่างถูกต้อง และสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย หากเด็กเข้าใจในบทบาทอิทธิพลของสื่อ การ Cyberbully ในโลกออนไลน์ก็จะลดลง เพราะเด็กจะรู้ว่า การเผยแพร่ข้อมูลอะไรออกไป มีผลกระทบอย่างไรบ้าง หรือสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นอย่างไรบ้าง”
อิทธิพลสื่อออนไลน์ กับสังคมไทย
“เราเรียนรู้โลก เรียนรู้ปรากฏการณ์ทางสังคม ปรากฏการณ์ของโลก ผ่านการรับสื่อเกือบทั้งสิ้น เมื่อเทียบเป็นตัวเลขแล้ว การใช้สื่อของคนไทยสูงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศในโลก โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่น โซเชียลมีเดียทั้งหลาย เรามีประชากร 66 ล้านคน แต่เรามีเลขหมายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็น Infrastructure ในการที่จะเข้าถึงสื่ออินเตอร์เน็ตจำนวน 120 ล้านเลขหมายโดยประมาณ เฉลี่ยเท่ากับ 1 คน มี 2 เลขหมาย มันดับเบิ้ลเลยนะ แล้วเราเป็นสมาชิกใช้แอพพลิเคชั่นไลน์เกือบ 80 % ของประชากรทั้งประเทศ และเฟสบุ๊คอีกจำนวน 30-40 ล้านบัญชี โดยเฉลี่ยการใช้มือถือในแต่ละวันเท่ากับ 10 กว่าชั่วโมงไปแล้ว
“แล้วลองจินตนาการดูว่า ในวันหนึ่งมีข้อมูลข่าวสารไหลผ่านตั้งเท่าไหร่ มีรายงานขององค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม เรียกว่าวัน World Press Freedom Day ก็คือวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก พบว่าในขณะที่เราเปิดรับข้อมูล มันมีข้อมูลประเภท fake news หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่น้อยกว่า 40% โอกาสที่จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตัวเอง ต่อคนรอบข้าง และต่อสังคมมีจำนวนมหาศาล เรื่องนี้ถือเป็นความเปราะบางของสังคมไทย ที่เกิดจากการเปิดรับสื่อมากจนเกินไป
“เพราะฉะนั้น ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้เราอยู่กับสื่อ เราเป็นทั้งผู้รับสารและเป็นผู้ส่งสารในเวลาเดียวกัน ผมจะพูดเสมอว่า วันนี้เราไม่สามารถแยกแยะให้เกิดความชัดเจนได้ ระหว่างความเป็นสื่อมวลชนที่ควรต้องมีแหล่งวิชาชีพ มีจรรยาบรรณ แต่ทุกอย่างในโลกออนไลน์เรียกว่าเป็นสื่อหมด ทุกคนเป็นสื่อ คุณถ่ายรูป คุณโพสต์ข้อความ โดยมีข้อมูลจริงหรือไม่จริงไม่รู้ ไม่มีใครตรวจสอบ ไม่มีกติกา ไม่มีหลักเกณฑ์ ทุกคนล้วนเป็นสื่อ แต่ถามว่าแล้วจะมีสักกี่คนที่เป็นสื่อที่ดี มันจึงเกิดปัญหาทั้งเรื่อง Fake News , Cyberbully ทั้งเรื่อง Hate Speech ฟันธงเลยว่า วันนี้สื่อออนไลน์ส่งผลกระทบกับเราทุกลมหายใจเข้าออก”
ผลกระทบจากสื่อออนไลน์ที่เกิดกับกลุ่มวัยรุ่น และเยาวชนเป็นอย่างไร
“วันนี้หากติดตามรายงานการวิจัยทุกสำนักเกี่ยวกับเรื่องการไซเบอร์บูลลี่ โดยเฉพาะในวัยเด็ก ตั้งแต่ ป.4 – ม.3 จะมีความเปราะบางมาก และที่เราเห็นเป็นกรณีตัวอย่างว่ามีเด็กถูกล้อเลียน ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน ผ่านทางโลกออนไลน์ แล้วเขาก็ทนไม่ไหวอีกแล้ว มีปริมาณเด็กฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น เพราะในวันที่เด็กเหล่านั้นต้องไปเผชิญกับโลกภายนอก แล้วยิ่งครอบครัวไม่มีเกราะคุ้มกันหรือภูมิต้านทานให้เด็ก เพราะฉะนั้นอิทธิพลของสื่อหรือโซเชียลมีเดียลต่อเยาวชนนั้นสูงมาก นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม แล้วส่วนใหญ่เกี่ยวของกับสื่อทั้งสิ้น
“เพราะฉะนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะมีนโยบายในการรับผิดชอบโดยตรง เช่น งานวิจัยของเรา พบว่า จากการบูลลี่กันในโรงเรียนในภาคสนาม ยังไม่เข้าสู่ออนไลน์ แต่ทันทีที่เกิดการบูลลี่ในโรงเรียนก็จะไปอยู่ในออนไลน์ทันที ฉะนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กพร้อมกับส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา ถึงแม้เราจะเป็นหน่วยงานเล็กๆ แต่ภารกิจเรายิ่งใหญ่มหาศาล เรามีเป้าหมายปลายทางที่เราใฝ่ฝันจะไปให้ถึง ว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสื่อที่ดี เพื่อให้สื่อเปลี่ยนแปลงสังคม”
มีแนวทางในการช่วยเหลือสำหรับผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร
“กองทุนฯ พยายามที่จะให้ทุนเพื่อไปสนับสนุนการผลิตสื่อที่สร้างความตระหนักว่า ปัญหาเรื่องของการ Cyberbully , fake news และ Hate Speech ล้วนเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อชีวิตของผู้คน เพราะว่าปัญหาของสื่อ ถือเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่จะมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งขึ้นมารับผิดชอบแก้ไขปัญหาให้มันสำเร็จลุล่วงไปได้ ต่อให้รัฐบาลมีนโยบายชัดเจน มีแผนงานชัดเจน ยังยากเลย เพราะเสรีภาพที่แท้จริงมันอยู่ที่ปลายนิ้วของเราจริงๆ แล้วทุกวันนี้ เรากำลังอยู่บนทาง 2 แพร่งที่ไม่สามารถหาสมดุลได้เลย ระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกของมนุษย์ จะว่าด้วยการพิมพ์ การโพสต์ กับความรับผิดชอบต่อสังคม เราไม่เห็นจุดสมดุลตรงนี้เลย เพราะฉะนั้นเราก็พยายามสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องนี้”
สื่อ และประชาชน สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมออนไลน์ (Online Culture) ที่ดีของสังคมได้อย่างไร?
“สังคมไทยมีรากฐานทางวัฒนธรรม ความคิด และความเชื่อ เราเป็นสังคมพุทธ อย่างน้อยคนไทยกว่า 80 % นับถือศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธสอนการไม่เบียดเบียนกัน เราก็ไม่น่าจะเบียดเบียนกันมากมายขนาดนี้ การไซเบอร์บูลลี่ หากเอาหลักธรรมมาจับ ก็ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการเบียดเบียนซึ่งกันและกันของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียนหรือการไปว่าร้าย พูดปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งแบ่งเป็นฝักฝ่ายก็ถือเป็นบาป จริงๆเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานว่า Hate Speech ไม่ควรเยอะมากมาย Cyberbully ก็ไม่ควรจะเยอะ fake news ก็ไม่ควรจะมี แปลว่าหลักธรรมที่แท้จริงนั้นก็ได้หายไปจากสังคมไทยเหมือนกัน เราก็อยากเอากลับมา กองทุนฯจับมือกับองค์กรทางศาสนามาพอสมควร ในการร่วมกันสร้างสังคมที่เรียกว่ารู้เท่าทันการโฆษณาชวนเชื่อแล้วก็สร้างสัมมาวาจาที่ดีเป็นต้น”
แนวความคิดของการรณรงค์เรื่อง CYBER BULLYING (โครงการนิ้วคม Stop Cyberbullying)
“การเปิดรับข้อมูลข่าวสารต้องมีสติ มันจะเกิดความเสียหายทันทีหากขาดสติ เพราะนิ้วมือของเราที่หยิบจับโทรศัพท์มือถืออยู่ จะพิมพ์ไปเร็วมาก ผู้ใหญ่ก็ต้องรับฟังเด็กมากขึ้น ต้องให้โอกาส ให้กำลังใจ ให้ความอบอุ่น เพราะเป็นเรื่องของภาวะจิตใจด้วย ถ้าตกอยู่ในภาวะที่ถูกบีบคั้น ถูกกดดัน พอได้รับข้อมูลข่าวสารในภาวะที่จิตคิดลบอยู่ ก็จะตีความเชิงลบทันที การกระทำที่ให้เกิดการไซเบอร์บูลลี่จะเกิดขึ้นได้สูงมาก เราต้องตระหนักในการที่จะแชร์หรือในการที่จะตอบโต้อะไรออกไป ผู้ใหญ่หรือคนในสังคมต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ดี คำว่าสร้างบรรยากาศที่ดีเป็นเรื่องใหญ่ ที่ไปไกลกว่าเรื่องสื่อ คือเราต้องมีท่าทีที่เป็นกัลยาณมิตร ให้กำลังใจตัวเอง และคนรอบข้าง คือถ้าจิตเราคิดบวก นิ้วของเราที่จะพิมพ์ก็จะพิมพ์แต่เรื่องบวก การไซเบอร์บูลลี่ก็จะลดลง
“กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการไซเบอร์บูลลี่มาตลอดระยะเวลา 3 ปี เพราะมองเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่ อย่างปี 2562 ก็ให้ทุนแก่ผู้รับทุนไป 15 โครงการ โดยทำเฉพาะเรื่องการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ มูลค่าประมาณเกือบ 52 ล้าน และในปี 2563 ก็เริ่มที่จะขยับมาสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ แล้วทำเฉพาะประเด็น CYBERBULLY โดยให้ทุนประมาณ 49 ล้าน จำนวน 5 โครงการ วันนี้เราก็หวังว่าผลผลิตของผู้รับทุน จะส่งผลลัพธ์ที่ดีออกสู่สายตาของประชาชน และสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมนะครับ
“ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์อย่างยั่งยืน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และครอบครัวมีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อ เฝ้าระวังสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ จึงได้จัด “โครงการนิ้วคม Stop Cyberbullying” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงผลเสียของการไซเบอร์บูลลี่ และสร้างความเข้าใจแก่สังคมเรื่องการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ โดยได้รับความร่วมมือจากจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ และจีเอ็มเอ็มทีวี ร่วมจัดทำสกู๊ปสปอต บอกเล่าประสบการณ์จริงของเหล่านักแสดงที่เคยถูกกระทำจาก Cyberbullying
“นอกจากนี้ ยังจัดทำซีรีส์วัยรุ่นสะท้อนสังคม “The Comments ทุกความคิดเห็น..มีฆ่า” ที่สะท้อนถึงปัญหาของ Cyberbullying เพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา และเตรียมความพร้อมในการรับมือ รวมถึงบทบาทของครอบครัว ซึ่งเป็นอีกส่วนที่สำคัญที่จะต้องอยู่เคียงข้างในการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้สังคมรับรู้ระดับความรุนแรงของปัญหาว่ามันมาถึงระดับนี้แล้ว และตระหนักว่ามันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เพราะอย่างที่บอกว่าทุกคนล้วนมีส่วนสำคัญในการที่จะร่วมกันรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น”

