หน้าแรก ประชาชื่น ดร.ธนกร ศรีสุ...

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ชูโครงการ “นิ้วคม” ลด “บูลลี่” ในออนไลน์

2.06.21 | 14:55 น.

การสื่อสารบนโลกออนไลน์ในยุคปัจจุบันที่ทุกคนสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส  แต่เทคโนโลยีเสมือนดาบสองคมที่มีช่องโหว่ให้เกิดการ “ไซเบอร์บูลลี่” (Cyberbullying)  หรือการกลั่นแกล้งผ่านโลกออนไลน์ขึ้นมา

ดร.ธนกร ศรีสุขใส  ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้

การทำงาน บทบาทหน้าที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

“ภารกิจหลักคือ  รณรงค์ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการผลิตสื่อที่ดี  สื่อที่ดีในที่นี้  มีองค์ประกอบคือ ต้องปลอดภัยและสร้างสรรค์ด้วย  นอกจากนี้เราก็ยังมีบทบาทในการที่จะเข้าไปลดทอนสื่อที่ไม่ดีทั้งหลาย  เช่น  การเฝ้าระวังเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม  สื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์  และการเฝ้าระวังก็ต้องทำควบคู่ไปกับการรู้เท่าทันสื่อ การรู้เท่าทันสื่อก็เป็นภาระหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องมีทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูล

Advertisement

“ข้อมูลที่ท่านเผยแพร่ออกไปแล้วถือว่าท่านเป็นเจ้าของข้อมูล  ท่านต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น  เพราะฉะนั้นภาพรวมของกองทุนฯ  สรุปสั้นๆ  ก็คือ  2  ด้าน  ด้านแรก  คือ  ทำทุกวิถีทางที่จะให้เกิดสื่อที่ดีและสร้างสรรค์ ให้เกิดขึ้นในสังคมมากขึ้น  ส่วนด้านที่สอง  คือ  ทำทุกวิถีทางเช่นกันที่จะลดทอนสื่อร้ายหรือการใช้สื่อในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม  เพราะจะเห็นได้ว่าสื่อในปัจจุบัน  มีการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมาก  ในขณะที่สื่อดีๆ เริ่มหาคนผลิตได้น้อยลง  การที่จะให้มีสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์  ก็จะต้องส่งเสริมผู้ผลิตสื่อด้วย  นั่นเป็นอีกวัตถุประสงค์ที่สำคัญของเรา กองทุนฯให้ความสำคัญกับการเปิดรับสื่อและอิทธิพลของสื่อที่มีต่อกลุ่มเด็กเยาวชนและครอบครัว  จึงเป็นวัตถุประสงค์หลักว่า  กองทุนฯจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อ  คือเปิดรับสื่อเป็น ใช้สื่ออย่างถูกต้อง  และสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย  หากเด็กเข้าใจในบทบาทอิทธิพลของสื่อ  การ Cyberbully ในโลกออนไลน์ก็จะลดลง  เพราะเด็กจะรู้ว่า  การเผยแพร่ข้อมูลอะไรออกไป  มีผลกระทบอย่างไรบ้าง  หรือสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นอย่างไรบ้าง”

 

อิทธิพลสื่อออนไลน์ กับสังคมไทย

“เราเรียนรู้โลก  เรียนรู้ปรากฏการณ์ทางสังคม  ปรากฏการณ์ของโลก  ผ่านการรับสื่อเกือบทั้งสิ้น  เมื่อเทียบเป็นตัวเลขแล้ว  การใช้สื่อของคนไทยสูงมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศในโลก  โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่น  โซเชียลมีเดียทั้งหลาย  เรามีประชากร  66  ล้านคน  แต่เรามีเลขหมายโทรศัพท์มือถือ  ซึ่งเป็น Infrastructure ในการที่จะเข้าถึงสื่ออินเตอร์เน็ตจำนวน  120  ล้านเลขหมายโดยประมาณ  เฉลี่ยเท่ากับ  1  คน มี  2  เลขหมาย  มันดับเบิ้ลเลยนะ  แล้วเราเป็นสมาชิกใช้แอพพลิเคชั่นไลน์เกือบ  80 %  ของประชากรทั้งประเทศ  และเฟสบุ๊คอีกจำนวน  30-40  ล้านบัญชี โดยเฉลี่ยการใช้มือถือในแต่ละวันเท่ากับ 10 กว่าชั่วโมงไปแล้ว

“แล้วลองจินตนาการดูว่า ในวันหนึ่งมีข้อมูลข่าวสารไหลผ่านตั้งเท่าไหร่  มีรายงานขององค์การยูเนสโก  เมื่อวันที่  3  พฤษภาคม  เรียกว่าวัน  World Press Freedom Day  ก็คือวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก พบว่าในขณะที่เราเปิดรับข้อมูล  มันมีข้อมูลประเภท  fake news  หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอยู่เป็นจำนวนมาก  ไม่น้อยกว่า  40%  โอกาสที่จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อตัวเอง  ต่อคนรอบข้าง  และต่อสังคมมีจำนวนมหาศาล  เรื่องนี้ถือเป็นความเปราะบางของสังคมไทย  ที่เกิดจากการเปิดรับสื่อมากจนเกินไป

“เพราะฉะนั้น ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้เราอยู่กับสื่อ  เราเป็นทั้งผู้รับสารและเป็นผู้ส่งสารในเวลาเดียวกัน  ผมจะพูดเสมอว่า  วันนี้เราไม่สามารถแยกแยะให้เกิดความชัดเจนได้  ระหว่างความเป็นสื่อมวลชนที่ควรต้องมีแหล่งวิชาชีพ  มีจรรยาบรรณ  แต่ทุกอย่างในโลกออนไลน์เรียกว่าเป็นสื่อหมด  ทุกคนเป็นสื่อ  คุณถ่ายรูป  คุณโพสต์ข้อความ  โดยมีข้อมูลจริงหรือไม่จริงไม่รู้  ไม่มีใครตรวจสอบ  ไม่มีกติกา  ไม่มีหลักเกณฑ์  ทุกคนล้วนเป็นสื่อ  แต่ถามว่าแล้วจะมีสักกี่คนที่เป็นสื่อที่ดี  มันจึงเกิดปัญหาทั้งเรื่อง  Fake News ,  Cyberbully  ทั้งเรื่อง  Hate Speech  ฟันธงเลยว่า  วันนี้สื่อออนไลน์ส่งผลกระทบกับเราทุกลมหายใจเข้าออก”

ผลกระทบจากสื่อออนไลน์ที่เกิดกับกลุ่มวัยรุ่น และเยาวชนเป็นอย่างไร

“วันนี้หากติดตามรายงานการวิจัยทุกสำนักเกี่ยวกับเรื่องการไซเบอร์บูลลี่  โดยเฉพาะในวัยเด็ก ตั้งแต่  ป.4 – ม.3  จะมีความเปราะบางมาก  และที่เราเห็นเป็นกรณีตัวอย่างว่ามีเด็กถูกล้อเลียน  ถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน  ผ่านทางโลกออนไลน์  แล้วเขาก็ทนไม่ไหวอีกแล้ว  มีปริมาณเด็กฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น  เพราะในวันที่เด็กเหล่านั้นต้องไปเผชิญกับโลกภายนอก  แล้วยิ่งครอบครัวไม่มีเกราะคุ้มกันหรือภูมิต้านทานให้เด็ก เพราะฉะนั้นอิทธิพลของสื่อหรือโซเชียลมีเดียลต่อเยาวชนนั้นสูงมาก  นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม แล้วส่วนใหญ่เกี่ยวของกับสื่อทั้งสิ้น

“เพราะฉะนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งอาจจะมีนโยบายในการรับผิดชอบโดยตรง  เช่น  งานวิจัยของเรา  พบว่า  จากการบูลลี่กันในโรงเรียนในภาคสนาม  ยังไม่เข้าสู่ออนไลน์  แต่ทันทีที่เกิดการบูลลี่ในโรงเรียนก็จะไปอยู่ในออนไลน์ทันที ฉะนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กพร้อมกับส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา  ถึงแม้เราจะเป็นหน่วยงานเล็กๆ  แต่ภารกิจเรายิ่งใหญ่มหาศาล  เรามีเป้าหมายปลายทางที่เราใฝ่ฝันจะไปให้ถึง ว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสื่อที่ดี  เพื่อให้สื่อเปลี่ยนแปลงสังคม”

 

มีแนวทางในการช่วยเหลือสำหรับผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร

“กองทุนฯ  พยายามที่จะให้ทุนเพื่อไปสนับสนุนการผลิตสื่อที่สร้างความตระหนักว่า  ปัญหาเรื่องของการ Cyberbully , fake news   และ  Hate Speech  ล้วนเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อชีวิตของผู้คน เพราะว่าปัญหาของสื่อ  ถือเป็นปัญหาใหญ่มาก  เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่จะมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งขึ้นมารับผิดชอบแก้ไขปัญหาให้มันสำเร็จลุล่วงไปได้  ต่อให้รัฐบาลมีนโยบายชัดเจน  มีแผนงานชัดเจน  ยังยากเลย   เพราะเสรีภาพที่แท้จริงมันอยู่ที่ปลายนิ้วของเราจริงๆ  แล้วทุกวันนี้  เรากำลังอยู่บนทาง  2  แพร่งที่ไม่สามารถหาสมดุลได้เลย  ระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกของมนุษย์  จะว่าด้วยการพิมพ์  การโพสต์  กับความรับผิดชอบต่อสังคม  เราไม่เห็นจุดสมดุลตรงนี้เลย  เพราะฉะนั้นเราก็พยายามสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องนี้”

 

สื่อ และประชาชน สามารถมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมออนไลน์ (Online Culture) ที่ดีของสังคมได้อย่างไร?

“สังคมไทยมีรากฐานทางวัฒนธรรม  ความคิด  และความเชื่อ  เราเป็นสังคมพุทธ  อย่างน้อยคนไทยกว่า  80 %  นับถือศาสนาพุทธ  ศาสนาพุทธสอนการไม่เบียดเบียนกัน  เราก็ไม่น่าจะเบียดเบียนกันมากมายขนาดนี้  การไซเบอร์บูลลี่  หากเอาหลักธรรมมาจับ  ก็ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการเบียดเบียนซึ่งกันและกันของมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียนหรือการไปว่าร้าย  พูดปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งแบ่งเป็นฝักฝ่ายก็ถือเป็นบาป  จริงๆเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานว่า  Hate Speech  ไม่ควรเยอะมากมาย  Cyberbully ก็ไม่ควรจะเยอะ  fake news  ก็ไม่ควรจะมี  แปลว่าหลักธรรมที่แท้จริงนั้นก็ได้หายไปจากสังคมไทยเหมือนกัน  เราก็อยากเอากลับมา  กองทุนฯจับมือกับองค์กรทางศาสนามาพอสมควร  ในการร่วมกันสร้างสังคมที่เรียกว่ารู้เท่าทันการโฆษณาชวนเชื่อแล้วก็สร้างสัมมาวาจาที่ดีเป็นต้น”

แนวความคิดของการรณรงค์เรื่อง CYBER BULLYING  (โครงการนิ้วคม Stop Cyberbullying)

“การเปิดรับข้อมูลข่าวสารต้องมีสติ  มันจะเกิดความเสียหายทันทีหากขาดสติ  เพราะนิ้วมือของเราที่หยิบจับโทรศัพท์มือถืออยู่ จะพิมพ์ไปเร็วมาก  ผู้ใหญ่ก็ต้องรับฟังเด็กมากขึ้น  ต้องให้โอกาส  ให้กำลังใจ  ให้ความอบอุ่น  เพราะเป็นเรื่องของภาวะจิตใจด้วย  ถ้าตกอยู่ในภาวะที่ถูกบีบคั้น  ถูกกดดัน พอได้รับข้อมูลข่าวสารในภาวะที่จิตคิดลบอยู่  ก็จะตีความเชิงลบทันที  การกระทำที่ให้เกิดการไซเบอร์บูลลี่จะเกิดขึ้นได้สูงมาก  เราต้องตระหนักในการที่จะแชร์หรือในการที่จะตอบโต้อะไรออกไป ผู้ใหญ่หรือคนในสังคมต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ดี  คำว่าสร้างบรรยากาศที่ดีเป็นเรื่องใหญ่  ที่ไปไกลกว่าเรื่องสื่อ คือเราต้องมีท่าทีที่เป็นกัลยาณมิตร ให้กำลังใจตัวเอง และคนรอบข้าง  คือถ้าจิตเราคิดบวก นิ้วของเราที่จะพิมพ์ก็จะพิมพ์แต่เรื่องบวก การไซเบอร์บูลลี่ก็จะลดลง

“กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการไซเบอร์บูลลี่มาตลอดระยะเวลา 3 ปี  เพราะมองเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่  อย่างปี  2562  ก็ให้ทุนแก่ผู้รับทุนไป 15 โครงการ  โดยทำเฉพาะเรื่องการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์  มูลค่าประมาณเกือบ 52  ล้าน  และในปี 2563  ก็เริ่มที่จะขยับมาสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่  แล้วทำเฉพาะประเด็น  CYBERBULLY  โดยให้ทุนประมาณ  49  ล้าน  จำนวน  5 โครงการ  วันนี้เราก็หวังว่าผลผลิตของผู้รับทุน  จะส่งผลลัพธ์ที่ดีออกสู่สายตาของประชาชน  และสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมนะครับ

“ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์อย่างยั่งยืน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็ก  เยาวชน  และครอบครัวมีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อ  เฝ้าระวังสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์  จึงได้จัด  “โครงการนิ้วคม  Stop  Cyberbullying”  เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงผลเสียของการไซเบอร์บูลลี่  และสร้างความเข้าใจแก่สังคมเรื่องการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์  โดยได้รับความร่วมมือจากจีเอ็มเอ็มแกรมมี่  และจีเอ็มเอ็มทีวี  ร่วมจัดทำสกู๊ปสปอต  บอกเล่าประสบการณ์จริงของเหล่านักแสดงที่เคยถูกกระทำจาก  Cyberbullying

“นอกจากนี้  ยังจัดทำซีรีส์วัยรุ่นสะท้อนสังคม  “The  Comments  ทุกความคิดเห็น..มีฆ่า”  ที่สะท้อนถึงปัญหาของ  Cyberbullying   เพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา  และเตรียมความพร้อมในการรับมือ  รวมถึงบทบาทของครอบครัว  ซึ่งเป็นอีกส่วนที่สำคัญที่จะต้องอยู่เคียงข้างในการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยที่สุด  ก็ทำให้สังคมรับรู้ระดับความรุนแรงของปัญหาว่ามันมาถึงระดับนี้แล้ว  และตระหนักว่ามันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร  เพราะอย่างที่บอกว่าทุกคนล้วนมีส่วนสำคัญในการที่จะร่วมกันรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น”