บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์อารยธรรมจีนที่ยาวนาน ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของราชวงศ์ สงคราม การห้ำหั่นในกลศึกแต่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังมีเรื่องราวของ “ความงาม” ที่มีแนวคิดเบื้องหลังอันลึกซึ้งอย่างเหลือเชื่อ บ่งบอกวิธีคิด ทัศนคติ และค่านิยม ข้อมูลความรู้และวิทยาการด้านการประทินโฉมและบำรุงร่างกายสอดแทรกอยู่ในตำราแพทย์ ตำราเกษตร และตำราช่าง เผยให้ทราบว่าสังคมจีนให้ความสำคัญต่อการดูแลรูปลักษณ์เรือนกายอย่างยิ่ง
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีคำกล่าวที่ว่า การแต่งหน้า แต่งความงาม เปรียบเหมือนการปกครองประเทศ การปกครองประเทศเหมือนการเขียนคิ้ว การวาดหน้า ต้องมีหลักการกฎหมายที่ดี ใช้การลงโทษ การให้รางวัลที่สวยงาม อันเป็นคำกล่าวของ หาน เฟยจื่อ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่
“งามเพราะแต่ง ประวัติศาสตร์การประทินโฉมตำรับจีน” ของ หลี่หยา แปลโดย เรืองชัย รักศรีอักษร ผลงานคุณภาพเล่มใหม่ของ สำนักพิมพ์มติชน นำเสนอข้อมูลว่าด้วยการประทินโฉมและเครื่องสำอางในตำรับตำราโบราณของจีนจากยุคต่างๆ อีกทั้งสูตรยา ตลอดจนตำนานของบุคคลสำคัญมากหน้าหลายตาที่เป็นแรงบันดาลใจหรือต้นกำเนิดของค่านิยมความงามทั้งตามขนบจารีตไปถึงความงามอย่างแตกต่างหลากหลาย
มาตราชั่งตวงวัดของจีน ภาคเครื่องหอม การแต่งผม (หนวดเครา) เครื่องสำอาง แป้งผัดหน้า ครีมทาหน้า ไต้เขียนคิ้ว ครีมทาปาก การประดับหน้า การทำเล็บ และการบำรุงผิว คือสารบัญใน 344 หน้า อัดแน่นด้วยเนื้อหาชวนอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ เพลินตาด้วยภาพประกอบ 4 สี
เมื่อไม่นานมานี้ สำนักพิมพ์มติชน จัดเสวนาออนไลน์ “ชวนคุยเรื่องความงามสไตล์เยาวราช กับ งามเพราะแต่ง ประวัติศาสตร์การประทินโฉมตำรับจีน” โดยมี สมชาย แซ่จิว ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมจีน เป็นหนึ่งในวิทยากรร่วมวงสนทนาอย่างออกรส
‘ขาวราวหิมะ’ อุดมคติแห่งความงามกับภัยร้ายใต้เครื่องประทินโฉม
สมชาย กล่าวว่า เมื่อนึกถึงผู้หญิงจีน ภาพแรกที่เข้ามาในหัวคือ ตัวขาวๆ หน้าหมวยๆ นั่นไม่แปลก เพราะหญิงจีนจะนิยมความขาว เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรก็ตาม ผิวต้องขาวไว้ก่อน นอกจากนั้น ริมฝีปากก็ต้องอวบอิ่มสีแดงสด เพราะคนจีนมองว่าสีแดงคือสีมงคล
“คนจีน ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงต้องขาวไว้ก่อน ถ้าขาวอยู่แล้วต้องขาวขึ้นไปอีก ทุกวันนี้ เมื่อเราไปดูภาพยนตร์หรือซีรีส์จีน เราจะเห็นนางเอกมีผิวขาวราวกับหิมะ แม้ว่าซีรีส์นั้นๆ จะถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบันก็ตาม ถึงกระนั้นเทรนด์ความงามก็ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก แต่พื้นฐานคือ ต้องขาว ปากแดง อย่าง หลิวอี้เฟย ที่เป็นผู้หญิงจีนในอุดมคติ ตำนานจีน สมัยชุนชิว ที่เล่าว่า หลงอี้ หญิงสาวผู้เอาปรอทมาเผาทำเป็นแป้ง และนำไปพอกหน้าทำให้ใบหน้าขาวราวหิมะ ทำให้เกิดผงแป้งปรอท ที่เรียกกันว่า ผงหิมะ เนื้อสัมผัสเหมือนหิมะโปรยปราย จากการคาดเดา สามีของหลงอี้น่าจะเป็นพวกเล่นแร่แปรธาตุ โดยผลพลอยได้จากการทำยาอายุวัฒนะเตาแรก คือปรอท จึงได้นำมาให้เมียพอกหน้า นอกจากนี้ ตามตำนานเล่าอีกว่า หลงอี้และสามี ชอบเป่าขลุ่ยมาก ผลปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่งทั้งคู่ได้เป่าขลุ่ย ซึ่งหลงอี้ขี่หงส์ ส่วนสามีขี่มังกร และหายไปในกลีบเมฆ ไม่กลับมาอีกเลย ซึ่งในความเป็นจริงก็ได้มีคนเดาว่าน่าจะตายก่อนวัยอันควร เพราะเป็นผลมาจากสารปรอทที่ส่งผลเสียมากกว่าผลดี
“แป้งที่ชาวจีนใช้ในสมัยจีนโบราณ จะทำมาจากแป้งข้าวเจ้า ซึ่งมีข้อเสียคือ ไม่ค่อยติดหน้า และจับตัวเป็นก้อน พอมีการเล่นแร่แปรธาตุก็นำสารต่างๆ มาผสมให้เนื้อแป้งมันมีคุณสมบัติเกาะหน้าให้มากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าคนจีนสมัยนั้นก็พยายามพัฒนา และหาของมาประทินโฉมตัวเอง โดยไม่รู้ว่ามันอาจส่งผลเสียระยะยาว เพียงรู้แค่ว่า มันทำให้หน้าขาวขึ้น พอช่วงหลังเทคโนโลยีดีขึ้น จึงมีการเลือกใช้แป้งของฝรั่งทำให้มีตัวเลือกมากขึ้นในการแต่งหน้า”
‘4 ยอดพธู’ ความงามอันหลากหลายในไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์จีน
ไม่เพียงแต่รูปกาย ที่ต้องขาวราวหิมะเท่านั้น “กลิ่น” ถือเป็นอีกเรื่องที่คนจีนให้ความสำคัญมาก สมชาย อธิบายว่า ชาวจีนไม่ใช่แค่ผู้หญิง แต่รวมถึงผู้ชายด้วย ที่มีการพกถุงเครื่องหอม หรือแม้กระทั่งรถม้าที่เป็นยานพาหนะยังมีการห้อยลูกตุ้มที่เผากำยานหอม เพื่อส่งกลิ่นหอมคละคลุ้งไปทั่ว หากอ้างอิงตามตำนานประวัติศาสตร์จีน 1 ใน 4 ยอดหญิงงามแห่งแผ่นดินจีน นามว่า “ไซซี” เป็นหญิงที่มีกลิ่นกายหอมมาก ขนาดที่ว่าน้ำที่นางอาบเอาไปพรมที่เตียงก็ยังหอม นอกจากนี้ ยังพูดถึงอีกหนึ่งหญิงงามนั่นคือ “หยางกุ้ยเฟย” ที่มีความสวย แต่มีกลิ่นกายแรง จึงต้องอาบน้ำอยู่บ่อยครั้ง
คนไทยเชื้อสายจีนก็ไม่ต่างกัน เพราะมีการให้ความสำคัญกับเครื่องหอม หากย้อนกลับไปในช่วงสมัยปี 2490 คนไทยเชื้อสายจีนจะนิยมซื้อน้ำหอมที่มาจากประเทศฮ่องกง ซึ่งจะมีกลิ่นหอมสไตล์จีน และมันก็ไม่ได้หายไปไหน และยังปรากฏให้เห็นในเยาวราชอยู่บ่อยครั้ง
สมชาย ยังเล่าถึงตำนาน 4 ยอดพธู 4 หญิงงามแห่งแผ่นดินจีน ได้แก่ ไซซี หวังเจาจวิน เตียวเสี้ยน และหยางกุ้งเฟย ซึ่งต่างก็มีความงามกับคนละแบบ จนถึงขนาดที่มีคำโคลงจีนแปลไทยว่า มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทราหลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน ความงามไม่ได้ถูกตีกรอบโดย 4 หญิงงามนั้นอีกแล้ว ความงามของหญิงจีน ที่ส่งต่อมายังคนไทยเชื้อสายจีนก็เปลี่ยนไป โดยสมัยราชวงศ์เว่ย ผู้หญิงจะต้องมีรูปร่างที่อรชร อ้อนแอ้น แต่เมื่อมายุคราชวงศ์ถัง ผู้หญิงจะต้องมีรูปร่างที่อวบอ้วน แข็งแรง แม้แต่พระพุทธรูปในสมัยราชวงศ์ถัง ก็ต้องเป็นประติมากรรมที่ดูอิ่มเอม อวบอ้วน ด้านหนึ่งมันสะท้อนเทรนด์คนสมัยนั้นที่มีความงามหลากหลายกันไปตามยุคสมัย
ส่วน 4 หญิงสาวที่ถึงขั้นทำให้อาณาจักรจีนโบราณล่มสลายนั้น แม้งามเพียงใด ก็มีข้อด้อยที่แตกต่างออกไป จึงทำให้เกิดการวิวัฒนาการของการสร้างเครื่องประทินผิวเพื่อกลบสิ่งด้อยนั้นๆ
‘ตำหนิ’ บนใบหน้า ปมริษยาในความไม่สมบูรณ์แบบ
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจุดด้อยจะเป็นสิ่งที่ต้องกลบเสมอไป สมชาย เล่าย้อนถึงเรื่องราวครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ซึ่งความสวยงามภายใต้ร่องรอยตำหนิกลายเป็นที่นิยมมาก เรื่องเกิดจากนางสนมคนโปรดของพระเจ้าโจผี ปฐมจักรพรรดิของราชวงศ์เว่ย ในคืนหนึ่งระหว่างที่พระเจ้าโจผีอ่านหนังสือ นางสนมคนนั้นเดินซุ่มซ่ามชนกระจก จนแก้วบาดใบหน้าเป็นรอยพระจันทร์เสี้ยว นั่นยิ่งทำให้พระเจ้าโจผีโปรดปรานมาก ภายหลังสาวงามคนอื่นๆ ภายในวังเกิดความอิจฉาริษยา จึงได้แห่กันนำชาดสีแดงมาแต่งหน้าเสมือนว่ามีรอยแผลเป็น และเสริมด้วยเครื่องประดับหน้า เป็นอันสวยงาม
จะสตรีวังหลวง หรือสาวชาวบ้าน ‘คิ้ว’ ก็เป็นเรื่องใหญ่
จากเรื่องราวสาวๆ ในรั้ววัง หันมาพินิจความงามตำรับสาวชาวบ้านกันบ้าง แน่นอนว่า ความแตกต่างกันของสตรีในวัง และสตรีชาวบ้าน คือฐานะ เงินทอง
“เวลาเราดูหนังจีน นางเอกจะต้องลงไปในถังไม้ ที่โรยกลีบกุหลาบเพื่ออาบน้ำ แต่สาวชาวบ้านไม่มีปัญญาทำแบบนั้น สิ่งประทินผิวต้องลดเกรดลง สมัยก่อนไต้เขียนคิ้วเป็นของที่แพงมาก เพราะมาจากแถบเปอร์เซีย พอมันราคาสูง ฮ่องเต้ที่โปรดปรานนางสนม ต้องไปเพิ่มภาษีประชาชน เพื่อเอาเงินมาซื้อให้สนม แต่สาวชาวบ้านคงใช้ของอะไรที่มันไม่ได้ดี หญิงชาวจีนในยุคสาธารณรัฐ ก็คงมีวิธีเขียนคิ้วที่ไม่เหมือนแต่ก่อน แต่จะเอาไม้ขีดไฟจุดให้มอดเป็นเถ้าแล้วเอามาวาด”
เรื่องการเขียนคิ้วนี้ หนังสือ “งามเพราะแต่ง ประวัติศาสตร์การประทินโฉมตำรับจีน” อธิบายไว้อย่างเห็นภาพพัฒนาการของยุคต่างๆ ว่าผู้หญิงจีนโบราณเวลาแต่งหน้า จะไม่เน้นแต่งดวงตา แต่เน้น “คิ้ว” ซึ่งในรวมบทกวีฉู่ฉือ บทต้าจาว (แต่งโดยชวีหยวน ราว 230 ปีก่อนคริสตกาล) บรรยายไว้ว่า ทาแป้งขาวเขียนคิ้วดำ พรมน้ำหอมกลิ่นอบอวล ทำให้สันนิษฐานได้ว่าอย่างช้าที่สุดสมัยจ้านกว่อก็มีการเขียนคิ้วกันแล้ว
ส่วนรูปแบบการเขียนคิ้ว ก็เปลี่ยนไปตามสมัยนิยม เช่น
สมัยราชวงศ์ฮั่นและเว่ย ผู้หญิงจีนเริ่มนิยมเขียน คิ้วหนา ขึ้น มีคำกล่าวว่า สาวชาวเมืองชอบคิ้วกว้าง แต่ละข้างครึ่งหน้าผาก จนถึงขั้นที่ เด็กสาวเขียนคิ้วไม่เป็นลากยาวไปถึงหู
สมัยราชวงศ์ถัง เป็นช่วงที่มีความเจริญรุ่งเรือง รับวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง ความคิดเปิดกว้าง ด้านการประทินโฉมจึงเกิดการเขียนคิ้วจนเหนือความคาดหมาย มีรูปคิ้วหลากหลายที่สุดในประวัติศาสตร์จีนและโลก รูปคิ้วสมัยราชวงศ์ถังจะหนากว่าสมัยฮั่นและเว่ยอย่างชัดเจน คิ้วเรียวยาวเหมือนหนวดผีเสื้ออย่างในอดีตมีไม่มาก
ตัวอย่างเช่น ช่วงรัชศกฉุยก่ง (ค.ศ.685-688) หัวคิ้วเกือบจะชิดกัน ช่องว่างแคบมาก คิ้วตรงราบ หัวคิ้วหนาหางคิ้วเรียวเล็ก, ช่วงรัชศกหรูอี้ (ค.ศ.692) หัวคิ้วแยกออกจากกันเล็กน้อย หัวและหางคิ้วเรียวแหลม ตรงกลางหนา คล้ายขนนก, ช่วงรัชศกว่านซุ่ยเติงเฟิง (ค.ศ.696) หัวคิ้วเรียวแหลม หางคิ้วมีแฉก, ช่วงรัชศกฉางอัน (ค.ศ.701-704) หัวคิ้วโก่งลง ตัวคิ้วราบขนาน ส่วนปลายคิ้วเชิดขึ้นและเส้นขนคิ้วกระจายออก ฯลฯ แม้รูปคิ้วสมัยราชวงศ์ถังจะมีหลากหลายอย่างไร แต่ไม่พ้นคิ้วยาว กว้าง และเข้ม
ช่วงราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถัง และห้าราชวงศ์ การแต่งหน้าเฟื่องฟูมาก เนื่องจากประเทศเจริญมั่งคั่งและผู้ปกครองให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ ผู้คนจึงมีความเชื่อมั่น เห็นคุณค่าของตนเอง เปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอก อยากเพิ่มเสน่ห์ให้ตนเอง ถึงกับมีการบันทึกข้อมูลรวบรวมและถ่ายทอดความรู้เรื่องการแต่งหน้าของผู้หญิง
จางมี่ สมัยราชวงศ์ถังเขียนไว้ใน บันทึกหอแต่งหน้า ว่า “หมิงหวง (ถังเสวียนจงฮ่องเต้) ทรงชื่นชมแคว้นสู่ มีพระบัญชาให้ช่างเขียนวาดภาพคิ้ว 10 แบบ มีชื่อ เช่น คิ้วเมฆขวาง คิ้วครึ่งซีก”
หลังสมัยราชวงศ์ซ่ง ปรัชญาสำนักเฉิงจูหลี่เสว เริ่มเฟื่องฟูขึ้น มีการส่งเสริมให้เคารพวัฒนธรรมโบราณ ฟื้นฟูขนบประเพณี รักษาแบบแผนของผู้หญิงแนะให้ “ยึดถือหลักเหตุผล ขจัดความปรารถนาส่วนตัว” การแต่งหน้าจึงทำตามใจชอบอย่างในอดีตไม่ได้ เน้นเพียงความสวยงามแบบเรียบง่ายและสง่างาม
ความงามจาก ‘โพ้นทะเล’ สู่คนไทยเชื้อสายจีน
จากความงามแบบจีนของสาวชาวจีนโพ้นทะเล มาถึงสาวไทยเชื้อสายจีน ซึ่ง สมชาย กล่าวว่า ตามหลักฐานแสดงให้เห็นว่าชาวจีนที่อพยพมาในตอนแรกจะเป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่ และเมื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงได้แล้ว ผู้หญิงจึงได้ตามมา ไม่ใช่เพียงมาแต่ตัวเท่านั้น แต่ยังได้หยิบเอาตำรับประทินโฉมของตัวเองข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วย และสุดท้ายตำรับความงามทั้งหลายจึงมารวมกันอยู่ที่เยาวราช ซึ่งส่วนใหญ่ การประทินโฉมของหญิงจีนจะเน้นไปในเรื่องของวัตถุดิบธรรมชาติ เพราะฉะนั้นคนไทยเชื้อสายจีน หรือหญิงจีนที่อพยพมาก็จะหาซื้อตามร้านขายยาจีน หรือ “ร้านเจ้ากรมเป๋อ” ซึ่งเปิดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยจะมีการขายสมุนไพรเกี่ยวกับความงามที่ส่งเสริมให้หญิงจีนงามจากภายในสู่ภายนอก แต่ในช่วงหลัง เริ่มมีเครื่องสำอางจากประเทศตะวันตกเข้ามามากขึ้น ความนิยมของการประทินผิวจึงไปอยู่ในห้างสรรพสินค้าอย่าง “ห้างใต้ฟ้า” บริเวณสี่แยกราชวงศ์ หนึ่งในห้างสรรพสินค้าย่านเยาวราช ที่สร้างขึ้นใน พ.ศ.2475 (ปัจจุบันคือโรงแรมแกรนด์ไชน่า) เป็นจุดนัดพบกันของหญิงสาวเชื้อสายจีน โดยชั้นล่างเป็นสถานที่ขายเครื่องประทินผิว ชั้นสองเป็นภัตตาคาร และชั้นที่สามเป็นจุดนัดพบของลูกค้าระดับสูงที่นิยมนัดหมายเล่นไพ่นกกระจอก
“ในยุคสมัยนั้น สิ่งที่ได้รับความนิยมมากของหญิงจีนที่อพยพมาอยู่ในไทยคือ ลิปมัน และต้องไปซื้อที่ห้างไนติงเกล ถึงขนาดที่ว่าห้างนี้มีสโลแกนว่า คลังแห่งเครื่องกีฬา ราชาแห่งเครื่องดนตรี ราชินีแห่งเครื่องสำอาง นอกจากนี้ ถ้าเลยไปหน่อยแถวเจริญกรุง จะเห็นคนรับจ้างถอนขนข้างถนน ที่เรียกว่า หมั่งหมิง เป็นสตรีทซาลอน ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่เจ้าสาวที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์” สมชายเล่า
เมกอัพ ‘งิ้ว’ วัฒนธรรมความงามผ่านงานมหรสพ
ปิดท้ายด้วยการแต่งหน้าของ “งิ้ว” ซึ่งมีความจัดจ้านบนใบหน้าขาวผ่อง ที่เป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งเพราะนักแสดงต้องแสดงบนเวที จึงต้องทำให้ผู้ชมเห็นใบหน้าที่ชัดเจน แต่ในส่วนของวัฒนธรรมความงามที่ตกทอดมาคือ นางเอกต้องวาดคิ้ว และหางตาเสมือนหงส์
“ผู้หญิงจีนนิยมให้คิ้ว และหางตาเหมือนหงส์ ส่วนหนวดของตัวเอกที่เป็นผู้ชายจะมีสีดำขลับ เพราะผู้ชายจีนสมัยก่อนจะมีครีมย้อมหนวด ให้หนวดหงอกไม่ได้ โดยมีต้นตำนานมาจาก หวังหมั่ง ก่อนขึ้นเป็นฮ่องเต้ ก็มีการย้อมหนวดให้ดำขลับ เพื่อดูมีสง่าราศี
“และบ่งบอกถึงความเที่ยงธรรม มั่นคง ยุติธรรม”

