ในวันที่คนไทยส่วนหนึ่งยังเข้าไม่ถึงวัคซีน โดยเฉพาะคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบาง ก็ยังมีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในสถานการณ์น่าห่วง นั่นคือ แรงงานข้ามชาติ ซึ่งตัวเลขแรงงงานในระบบที่มีเอกสารที่ต้องได้รับการจัดสรรวัคซีนตามสิทธิจำนวน 2 ล้านคน ในพื้นที่เสี่ยง พบข้อจำกัดคือไม่มีภาษาของแรงงานชาตินั้นๆ ในการสร้างความเข้าใจในการลงทะเบียนรับวัคซีน รวมถึงแอพพลิเคชั่น และเว็บไซต์สำหรับการจองฉีดวัคซีนไม่เอื้อต่อการลงทะเบียน ในขณะที่แรงงานที่เป็นผู้ประกันตนตาม ม.33 มีจำนวนกว่า1 ล้านคน แต่นายจ้างต้องเป็นผู้ดำเนินการทำให้มีแรงงานตกหล่นที่ไม่ได้รับการจัดสรรวัคซีนเป็นจำนวนมาก
ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น องค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ขอให้กระทรวงแรงงาน เลิกจัดตั้งทีมไล่ล่าหวั่นคุมโรคยากและจะทำให้แรงงานที่ป่วยไม่กล้าแสดงตัวเพราะกลัวถูกจับ ควรเปิดให้เข้าสู่ระบบการลงทะเบียนแรงงานใหม่ตาม “สมุทรสาครโมเดล” ขณะที่นายจ้างเปิดเผยว่าแรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดตลาดเปลี่ยนงานเข็นรถขายของริมถนนห่วงหากไม่ได้รับวัคซีนและแรงงานติดโควิดจะทำให้เชื้อกระจายวงกว้าง พร้อมสะท้อนการตรวจเชิกรุกในพื้นที่เสี่ยงไม่รวมบริการแรงงานข้ามชาติด้วยแม้จะมีเอกสารครบก็ยังถูกเรียกเก็บเงินจึงทำให้แรงงานในพื้นที่เสี่ยงเข้าถึงการตรวจได้ยาก
ในวันที่แคมป์แรงงานถูกปิด ยังมีปมปัญหาหลากหลายที่ต้องร่วมกันแก้ไขอย่างตรงจุด
แนะเลิกตั้งทีมไล่ล่า ยิ่งกวาดล้างยิ่งหลบซ่อน

อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) เล่าถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และการเข้าถึงวัคซีนพบว่า ข้อมูลเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564
มีแรงงานข้ามชาติติดเชื้อสะสม จำนวน 41,784 คน แบ่งเป็นเมียนมา 35,377 คน กัมพูชา 4,707 คน และลาว 1,700 คน โดยการแพร่ระบาดในระลอกที่สาม มีความรุนแรงและกระจายตัวออกเป็น
วงกว้างของการระบาดมากกว่าทั้งสองระลอกที่ผ่านมา เฉพาะระลอกนี้มีแรงงานข้ามชาติติดเชื้อทั้งหมด26,241 คน เป็นเมียนมา 20,163 คน กัมพูชา 4,478 คน และลาว 1,600 คน ซึ่งสาเหตุของการกระจายตัวส่วนหนึ่งมาจากถูกเลิกจ้างเพราะนายจ้างต้องปิดกิจการโดยเฉพาะในภาคบริการ เพราะวิกฤตโควิด หรือ ตามคำสั่งของ ศบค.
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคได้บีบให้แรงงามข้ามชาติเหล่านี้ต้องไปหางานทำที่อื่นเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง เมื่อมีการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนนายจ้าง ทำให้แรงงามข้ามชาติจากเดิมที่มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทำงานอย่างถูกกฎหมาย กลายเป็นผิดกฎหมายไป เช่น ถูกจับว่าทำงานผิดประเภท หรือเอกสารแรงงานไม่ตรงกับนายจ้างปัจจุบัน แม้ว่าเป็นเรื่องที่ทั้งตัวแรงงานและนายจ้างไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่กระทรวงแรงงานกลับมีการตั้งชุดเฉพาะกิจ เพื่อติดตามและตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าวขึ้นมา 6 ชุด กวาดล้างคนเหล่านี้ ซึ่งนโยบายดังกล่าวทำให้มีความกังวลว่าจะยิ่งทำให้แรงงานยิ่งหลบซ่อน หากไม่สบายก็จะไม่กล้าออกมาแสดงตัวขอพบแพทย์ เพราะกลัวจะถูกจับ
“เรากังวลว่าถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่ คนยังติดกันเยอะและมีการไล่จับ ทำให้คนจำนวนมากหลบ ไม่กล้าออกมาหาหมอ ซึ่งตัวนี้น่าห่วงถ้าการจัดการอย่างมีความขัดแย้งกันอยู่แบบนี้เรามองว่าการควบคุมโรคติดต่อจะทำได้ยากขึ้น และไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร ดังนั้น ควรจัดการคนอยู่เพื่อกันไม่ให้คนเข้า ควรทำให้คนรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ ทำอย่างไรให้เข้ามาอย่างถูกต้องผ่านการตรวจโรคให้เรียบร้อย ส่วนคนที่ตั้งใจมาแสวงหาการอยู่รอดที่พักพิงเราก็ต้องให้เขาเหล่านี้มีที่พักอาศัยอยู่ได้ ภาครัฐจะต้องทำงานไปในทิศทางเดียวกันคือทำอย่างไรก็ได้ให้คนงานเข้าถึงการควบคุมโรค ทั้งการตรวจ และวัคซีน ให้ได้เร็วที่สุด และจะต้องใช้หลัก 4 อ. ในการจัดการ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย อาชีพ และมีการดูแลรักษาเมื่อมีอาการ ซึ่งตอนนี้ไม่มีการใช้ 4 อ. การระบาดก็เลยชัดเจนมากขึ้น” อดิศรกล่าว
สำหรับการเข้าถึงวัคซีนของแรงงานข้ามชาตินั้น หากเป็นแรงงานที่มีเอกสาร ซึ่งมีจำนวนประมาณ 2 ล้านคน ในพื้นที่เสี่ยงจะมีระบบของวัคซีน แต่พบข้อจำกัดว่า ยังไม่มีภาษาประเทศต้นทางของแรงงาน และทั้งแอพพลิเคชั่น และเว็บไซต์สำหรับจองไม่เอื้อต่อการลงทะเบียน ส่วนแรงงานที่เป็นผู้ประกันตนตาม ม.33 ที่มีจำนวนประมาณ 1 ล้านคนนั้น มีช่องทางจองวัคซีนผ่านสำนักงานประกันสังคม และในพื้นที่เสี่ยงมีระบบจองของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งนายจ้างจะต้องเป็นผู้ลงทะเบียนให้ ทำให้มีโอกาสตกหล่น และระยะเวลาในการลงทะเบียนนั้นจำกัด ไม่มีแผนขยายระยะเวลาการลงทะเบียน อีกทั้งไม่รับทราบข้อมูลนัดหมาย ขณะที่การเข้าถึงวัคซีนของผู้ติดตามแรงงาน ซึ่งมีประมาณ 1 แสนคน มีระบบจองหากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และมีวัคซีนทางเลือกที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะฉีดในเด็กอย่างไร และยังพบปัญหาว่าผู้ติดตามแรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่คือลูก ไม่มีเอกสารเพราะไม่ได้เกิดในไทย ส่วนกลุ่มที่ไม่มีเอกสารเลย ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 1-2 ล้านคนนั้น ไม่มีช่องทางในการเข้าถึงวัคซีน นอกจากวัคซีนทางเลือกที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง เพราะระบบลงทะเบียนขอรับวัคซีนส่วนใหญ่ต้องมีเอกสาร และการพิจารณาให้วัคซีนแรงงานข้ามชาติในแต่ละที่ไม่เหมือนกัน
“กระทรวงแรงงานกลัวกระแสสังคมมากกว่าว่าเหตุใดถึงไม่จัดการแรงงานที่ผิดกฎหมาย กระแสนี้มาพร้อมกับข่าวคนลักลอบเข้าประเทศ แต่เมื่อไม่สามารถจัดการคนลักลอบเข้าประเทศได้ ก็มาเข้มงวดกับคนที่อยู่ข้างในประเทศแทน ดังนั้นใน ศบค.จะต้องตัดสินใจในเรื่องนี้ และกล้าเสนอไปยังรัฐบาลว่าต้องการแบบไหน เพราะส่งผลกระทบต่อการแพร่ระบาด” ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติย้ำ

นายจ้างเจ็บมาเยอะ ขอรัฐจัดวัคซีนฟรี
สร้างระบบเอื้อแรงงานข้ามชาติ
มาถึงมุมมองของนายจ้างอย่าง ปภพ เสียมหาญ ผู้ประกอบการร้านอาหารย่านห้วยขวางซึ่งเล่าว่า ตั้งแต่ระลอกแรกถึงปัจจุบัน เมื่อมีการระบาดของโควิด-19 ขึ้น นโยบายแรกคือให้ปิดร้านอาหาร และไม่ได้บอกล่วงหน้า ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถเตรียมความพร้อมได้ และไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เลยว่าปิดแล้ว จะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่ ซึ่งนอกจากส่งผลกระทบทางธุรกิจแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องของการจ้างงาน เนื่องจากเป็นระบบลูกจ้างประจำ จ่ายเป็นเงินเดือน เมื่อวันทำงานลดลง ก็จะต้องขอลดเงินเดือนตามสัดส่วนที่ประกันสังคมกำหนด ลูกจ้างบางรายก็รับได้ แต่บางรายไม่ไหว ก็ขอลาออก ไปทำงานที่อื่น ซึ่งกระทบกับนายจ้างมาก เพราะถ้าวันหนึ่งเปิดร้าน แต่ไม่มีคนงานพอ ก็จะเปิดร้านไม่ได้ และหากรับใหม่ก็จะเริ่มกระบวนการจ้างงานแรงงานข้ามชาติใหม่ ซี่งนายจ้างจะต้องสำรองค่าใช้จ่ายเยอะมาก
“กรณีปิดตลาดห้วยขวาง แรงงานจำนวนมากเปลี่ยนจากรับงานรายวันที่ตลาดไปเป็นรถเข็นขายของริมถนน ไก่ทอด หมูทอด เคลื่อนย้ายตลอดเพราะถ้าเขาหยุดงานเขาไม่มีกิน ไม่มีเงินค่าที่พัก เขาก็เลือกที่จะไม่กักตัว มันก็เลยลามมาถึงตลาดใกล้เคียงด้วย พูดตรงๆ ในพื้นที่ห้วยขวางไม่มีใครกักตัวเลย แม้ว่าจะเป็นคนสัมผัสใกล้ชิดกับคนติดโควิดก็ตาม” ปภพกล่าว ก่อนเล่าต่อไปว่า ในการแพร่ระบาดที่ผ่านมา มีการประกาศว่าจะมีจุดตรวจเชิงรุกมาตั้งให้กลุ่มเสี่ยงสามารถไปตรวจได้ คนไทยใช้บัตรประชาชน แรงงานข้ามชาติใช้พาสปอร์ต ร้านของตนก็จะใช้วิธีการนี้โดยให้ลูกจ้างไปจองคิวตั้งแต่ 6 โมงเช้า แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่รับตรวจแรงงานข้ามชาติ ตนก็แย้งไปว่าในเว็บไซต์บอกว่าให้ตรวจกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด ทางเจ้าหน้าที่บอกว่า คนไทย ยังตรวจไม่ครบเลยจะไปตรวจต่าวด้าวได้อย่างไร เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกก็โมโห เลยโทรศัพท์ไปสอบถามโดยตรงกับสำนักงานเขต และ กทม. ซึ่งก็ยืนยันคำตอบมาเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ในจุดตรวจ
“เขาบอกว่าที่ลาดพร้าวมีรับตรวจคนละ 600 บาท ตรวจละเอียด 3,000 บาท แต่ต้องจ่ายเงินเอง พอพูดแบบนี้แรงงานก็ไม่อยากตรวจ เพราะไม่อยากเสียเงิน เรานายจ้างก็ต้องควักกระเป๋าให้ เพราะถ้าไม่ตรวจก็เปิดร้านไม่ได้ ไม่รู้ใครติดไม่ติดบ้าง ถึงวันนี้ไม่มีอะไรเยียวยา ไม่มีมาตรการเป็นรูปธรรมชัดเจน อยากเสนอแนะไปยังรัฐบาลว่าควรจัดการฉีดวัคซีนให้กับแรงงานข้ามชาติด้วย และต้องไม่มีภาระทั้งตัวแรงงานและนายจ้าง เพราะเจ็บตัวกันมามากแล้ว ภาระไม่ควรเกิดขึ้นกับประชาชน ทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน รวมถึงการเข้าถึงการรักษาที่วันนี้เห็นหลายคนติดโควิด แต่ไม่มีรถไปรับเพื่อเข้าสู่ระบบการรักษา อยู่ในที่พักตัวเอง คนเหล่านี้เป็นตัวเลขแฝงที่ ศบค.ไม่ได้รายงานว่ามีผู้ติดเชื้อกี่รายที่ยังไม่ได้รับการรักษา” ผู้ประกอบการเปิดใจ
ไม่อยากเสี่ยงติดโรค กระจายเชื้อ
แต่ถูกกีดกัน เลือกปฏิบัติ
ปิดท้ายด้วยเสียงของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งออกมาสะท้อนปัญหาการถูกกีดกันและเลือกปฏิบัติในการเข้ารับการรักษาเมื่อป่วยเป็นโควิด
นางมินเอ แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา ซึ่งทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ในไทย บอกว่า ปัญหาที่ต้องพบเจอเมื่อป่วยเป็นโควิดคือ แม้ว่าจะมีเอกสารถูกต้องแต่เมื่อป่วยเป็นโควิดก็ต้องรักษาและรับผิดชอบตนเอง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้วย เมื่อตอนที่รู้ว่าป่วยเป็นโควิดแน่ๆ ก็ได้รับผลกระทบทั้งกับการทำงานและการรักษาตัว แม้ทราบข่าวว่ารัฐบาลไทยประกาศว่าทุกคนที่ป่วยเป็นโควิดในประเทศไทยจะต้องได้รับการรักษาฟรี แต่สำหรับตัวเองแล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทุกบาททุกสตางค์แต่โชคดีที่นายจ้างดูแลและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวให้ทั้งหมด แต่กับคนอื่นๆ หากไม่พบเจอนายจ้างแบบนี้ และระบบก็ไม่รองรับการรักษาพยาบาลก็น่าเป็นกังวล
“อยากได้รับการจัดสรรวัคซีนเหมือนกับคนอื่นๆ เพราะต้องทำงานในประเทศไทยอีกนาน ไม่อยากต้องเสี่ยงต่อการติดโรคหรือจะต้องกลายเป็นคนที่ติดเชื้อและนำโรคไปติดคนอื่น ซึ่งตอนนี้นายจ้างได้ลงทะเบียนรับการฉีดวัคซีนให้แล้วแต่ก็ยังไม่ได้รับการจัดสรร”
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนในประเด็นร้อนท่ามกลางโรคระบาดแห่งศตวรรษที่กระทบต่อแรงงานข้ามชาติในไทย อันเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

