“สถานการณ์โควิด-19 อาจเป็นเหตุที่เราต้องฉุกคิดได้ว่า
ต้อง ปรับตัวใหม่ เพื่อให้สมดุลกับธรรมชาติ”
ผศ.ดร.วสันต์ จอมภักดี ประธานคณะกรรมการประสานงานอนุรักษ์แม่ปิงและสิ่งแวดล้อม (คอปส.) ลั่นวาจา กลางวงสนทนาออนไลน์ เดิน เมือง ต้นไม้ กฎหมาย จัดโดย ศูนย์บริการวิชาการทางกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้
เป็นเสวนาที่ฉายแนวคิดสำคัญของสิ่งที่แตกต่าง แต่เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว
ถึงเวลามองรอบด้าน
‘สมดุลธรรมชาติ’สัมพันธ์โควิด-ชีวิต
ผศ.ดร.วสันต์อธิบายว่า เดิน หมายถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่ไม่สุดโต่ง ไม่ทำให้เหนื่อยเกินไปเหมือนการวิ่ง และไม่กระทบสุขภาพ คือ ความพอดีที่เชื่อมโยงกับ โควิด ทำให้เราต้องคิดปรับพฤติกรรมที่กระทบกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
เพราะสาเหตุของโควิด เกิดจากการที่มนุษย์ทำให้ สมดุลธรรมชาติเปลี่ยนไป จึงเกิดสิ่งใหม่ขึ้น ทั้งเชิงบวกและลบ เช่น โลกร้อน หนึ่งในปราฎการณ์จากการกระทำของมนุษย์ ที่ส่งผลให้เชื้อโรคใหม่บ่มเพาะกลายพันธุ์ในเชิงธรรมชาติวิทยา
ผนวกกับมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่อยู่ร่วมกัน เมือง จึงต้องออกแบบอย่างสมดุล และเติบโตอย่างเป็นมิตร เพื่อให้ สิ่งแวดล้อม พร้อมหล่อเลี้ยงชีวิตมวลมนุษยชาติได้อย่างยั่งยืน
แต่ “เมือง” ท่ามกลางคนหลากหลาย ต้องมี กฎหมาย มากำกับใช้ เพื่อขับเคลื่อนและสร้างความเชื่อมั่น ว่าพลเมืองจะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีอย่างถ้วนหน้า
“เพื่อที่จะบ่งบอกว่า เมืองนั้นผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี จะต้องมีระบบสาธารณสุขที่ดี มีการศึกษาที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม และต้องคำนึงถึงเรื่องที่จะสามารถทำลายคุณภาพชีวิตของคนด้วย” วสันต์เน้นย้ำ
ก่อนนำแนวคิดเรื่อง “เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” มาแบ่งปัน ความว่า
ในการพัฒนาเมือง ต้องเกิดขึ้นอย่าง “มีส่วนร่วม” ใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม เพื่อความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยของประชาชน มีสิทธิเข้าถึงอย่างเท่าเทียม
เพื่อการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมๆ กับ “คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ต้องไม่ละเลยที่จะหนุนเสริมวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น
สำคัญกว่านั้น “พื้นที่สีเขียว” ได้รับการจัดสรร กำจัดมลพิษอย่างเหมาะสม
คือการแก้ปัญหาในมุมมอง “สหวิทยาการ” ที่ต้องมองทุกด้าน ไม่เฉพาะมุมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมศาสตร์ หรือกฎหมาย เพื่อให้คนมีชีวิตได้อย่างสมดุล
‘พื้นที่สีเขียว’ในอาคาร
โรคระบาด เป็นตัวเร่งให้เกิด
หนึ่งสิ่งที่เห็นในแง่บวกจากสถานการณ์โรคระบาด คือผู้คนเริ่มเข้าหาธรรมชาติมากขึ้น
เมื่อทำงานในที่พัก สภาพแวดล้อมไม่เอื้อ ก็ก่อเกิดเป็นความรู้สึก “ใฝ่หาสีเขียว”
วรงค์ วงศ์ลังกา จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ มองว่า เมื่อมีโควิด-19 ผู้คนออกไปไหนไม่ได้ จึงเกิดการสร้าง ‘พื้นที่สีเขียวภายในอาคาร’ มากขึ้น
“เกิดการฟื้นฟูดินจากการทำสวนบ้าน กระทั่งสวนสาธารณะ ก็ดูเหมือนว่าเป็นช่วงที่ปล่อยให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟู ในช่วงเวลาโควิด สามารถเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เป็นสีเขียว ให้เป็นพื้นที่สีเขียวได้ และง่ายกว่าช่วงปกติ”
พืช ผัก ก็เป็นเหยื่อ
เมื่อซัพพลายเชนเปลี่ยนไป
ยังมีอีกหลายปัจจัย ที่หนุนเสริมให้เกิดพื้นที่สีเขียวในอาคาร อย่าง การขาดหายของแรงงาน และ ความไม่สะดวกในการดำเนินชีวิตอย่างปกติ คนงานไม่สามารถเข้าทำงานในสถานที่ ส่งผลให้ “สินค้าของสด” หมดสภาพไปตามเวลา ผลผลิตจึงมีไม่เพียงพอ บางธุรกิจต้องปล่อยทิ้ง เกิดการเปลืองน้ำ เปลืองคน และเปลืองงาน
เหล่านี้ คือผลกระทบจากโควิด ที่แม้แต่พืช ผัก ผลไม้ ก็ยังได้รับ
วรงค์ ชี้ว่า เป็นการเปลี่ยนผันให้ผู้คนเริ่มหันมาปลูกผักกินเอง ซึ่งมาจากเวลาว่างที่ต้องเวิร์กฟรอมโฮม (work from home)
“การปลูกผักไว้รับประทานเอง จึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถคลายเครียด หรือใช้เวลาร่วมกับคนในครอบครัวได้”
ถือเป็น “มุมดี” ของการเสริมสัมพันธ์ครอบครัว แต่นับเป็น “มุมร้าย” สำหรับผู้ประกอบเกษตรกรรม
ฟื้นพื้นที่สีเขียว
รู้ปัญหา ร่วมมือแก้
แน่นอนว่า “การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว” ต้องเริ่มจากการชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่เกิด เพื่อหาวิธีฟื้นฟูที่ถูกต้อง
ลักขณา ศรีหงส์ ผู้ประสานงานโครงการ เขียว สวย หอม เผยว่า จ.เชียงใหม่ มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น จากการที่ “สภาลมหายใจเชียงใหม่” ได้ออกแบบผังแม่บท แก้ไขปัญหาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ครอบคลุมไปทุกมิติ โดยมีคีย์สำคัญคือ ต้องคำนึงถึง “บริบทการใช้งานของพื้นที่”
อย่าง “ปัญหาฝุ่นควัน” ใน จ.เชียงใหม่ สภาลมหายใจฯ จัดโครงการ “เขียว.สู้.ฝุ่น” เพื่อร่วมมือจัดการฝุ่นควันในเมือง ทั้งจากการขนส่ง จราจร อุตสาหกรรม ไปจนถึง “พฤติกรรม” และวิถีชีวิตของคน ด้วย “การพัฒนาอาชีพ” คือการสร้างรายได้เพื่อให้ลดการเผาไหม้ นอกจากนี้ ยังต้องสอนให้เด็กรู้จักและเรียนรู้กับปัญหาฝุ่นควัน และการดูแลธรรมชาติไปในเวลาเดียวกัน
ลักขณาย้ำว่า “ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ทำหน้าที่ขับเคลื่อน เพื่อพัฒนากันต่อไป”
จะเกิดอะไรขึ้น
ถ้า‘ทรัพยากรสำคัญ’หายไป
เรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ถือเป็นหมุดหมายทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึง คุณภาพชีวิต
ส่วนตัว อ.ดร.ภักดีกุล รัตนา คณะศึกษาศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เชื่อว่า “ชีวิตที่ดี” ต้องดีทั้งทางกายภาพ และดีทางทรัพยากรธรรมชาติ
เมื่อสิ่งแวดล้อมของโลกนี้อยู่ได้ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อคนเราทั้งใช้สอยและทำลาย
โลกที่เปลี่ยนแปลงไป กับสิ่งที่เกิดขึ้น มนุษย์ต้องเป็นผู้ฟื้นฟู เพื่อให้ได้กลับมา
โจทย์แรกเบื้องต้นของการฟื้นแหล่งทรัพยากรสำคัญ เราจะจัดการ “ขยะพลาสติกในมหาสมุทร ที่มีอยู่ถึง 46,000 ชิ้นต่อไมล์” ได้ด้วยวิธีการใด?
5 วาระการพัฒนา
ไม่เท่าเทียม ไม่ยั่งยืน
อ.ดร.ภักดีกุล มองว่า ปัญหาของโลกใบนี้ คือ “ทรัพยากรไม่เพียงพอ” ผนวกกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ความยากจน ความขัดแย้งทั่วโลกที่ดำรงอยู่ ซึ่งล้วนมีรากเหง้าจาก การพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม
“ต้องสร้างวาระการพัฒนา เพื่อสร้าง สันติภาพ บนโลกใบนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างวาระของกลุ่มชาติที่ร่วมมือกัน ผ่าน ‘วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030’ ซึ่งจะช่วยเหลือโลกใบนี้ให้ดีขึ้น โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2016
ประเทศไทยมีความพยายามในการพัฒนาตามกรอบ คือ การสร้างเศรษฐกิจที่ดีขึ้น การลดปัญหาความยากจน ระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น และส่งเสริมในเรื่องของการศึกษา” อ.ดร.ภักดีกุลเผย
ก่อนเสริมว่า ในปี 2019 มีปัจจัยที่เชื่อมโยงกันทั้ง 5 มิติ คือ
1.ต้องขจัดความจน การขาดอาหาร ลดความเหลื่อมล้ำในมนุษย์
2.รักษาทรัพยากรธรรมชาติ และรักษาสภาพภูมิอากาศให้เหมาะสม
3.ในด้านเศรษฐกิจ ต้องดูแลด้านคุณภาพชีวิต และสุขอนามัย
4.การพัฒนาธรรมาภิบาล ต้องสร้างสังคมที่สงบสุข และไม่แบ่งแยก เพื่อให้เกิดสันติภาพ
5.ต้องให้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในทุกระดับ
ต่อไปนี้ คือรายละเอียดของ 5 วาระการพัฒนา ที่ อ.ดร.ภักดีกุล ยกมาขยายประเด็น ให้ร่วมขบคิดหาทางแก้แบบเร่งด่วน
•จนเฉียบพลัน ทันทีที่โควิดโหม
การแพร่ระบาดไวรัสครั้งนี้ ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเป้าหมายวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน
จากการสำรวจพบว่า ในปี 2019 “คนจนหน้าใหม่” เพิ่มมากขึ้น และคาดการณ์ว่าคนจนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นราว 71 ล้านคน เพราะเศรษฐกิจล่ม สภาวะนี้มีชื่อว่า ‘จนเฉียบพลัน’
โดยธนาคารโลกคาดการณ์ว่า หากไม่มีการระบาดของโรคโควิด-19 คนจนจะลดเหลือเพียง 614.7 ล้านคนในปี 2021
•วิกฤตการณ์อาหาร ทวีความรุนแรง
เป็นปัจจัยความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรง เพราะประชากรมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้
หนักไปกว่านั้น ประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้า ต้องขาดแคลนอาหารในระยะสั้น เพราะการขนส่งสินค้าต้องหยุดชะงักลง
ส่วนของประเทศไทยเอง เด็กนักเรียนตามพื้นที่ชายขอบ ยังเข้าไม่ถึงอาหารที่มี “โภชนาการ” และเด็กที่ต่ำกว่า 5 ปี มีฐานะ “ยากจน” ต้องขาดสารอาหารเนื่องจากการที่โรงเรียนปิด ไม่สามารถรับอาหารที่มีโภชนาการจากโครงการอาหารกลางวันได้
•‘ฉีดวัคซีน’กระตุ้นภูมิคุ้มกันเด็ก หยุดชะงัก
ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 เกิดการหยุดชะงักการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนโรคหัด หรือโรคโปลิโอ ทำให้เด็กถึง 24 ล้านคน ไม่ได้รับวัคซีน จากที่โรงเรียนเคยให้บริการแก่เด็กอยู่แล้ว เมื่อโรงเรียนปิดเด็กจึงไม่ได้รับวัคซีนที่ควรได้รับ
•เด็ก 1.5 พันล้านคน ต้องหยุดเรียน
ผลกระทบในการหยุดเรียนเพราะโควิด-19 ทำให้ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” สำหรับนักเรียนรุ่นนี้ลดน้อยลงในระยะยาว เนื่องจากสูญเสียการเรียนรู้ และการเพิ่มขึ้นของอัตราออกกลางคัน จึงทำให้นักเรียนรุ่นนี้ สูญเสียรายได้เกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ทั่วโลก และยังทำให้เกิด “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ในระยะยาวอีกด้วย
•เด็กและผู้หญิง เสี่ยงต่อความรุนแรงในครอบครัวมากขึ้นจากการล็อกดาวน์
เพราะการล็อกดาวน์นั้น ทำให้สมาชิกครอบครัวต้องใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น เด็กและผู้หญิงบางส่วนก็อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการถูกทารุณ หรือได้รับความรุนแรงจากสมาชิกในครอบครัวและชุมชน
ซึ่งในหลายประเทศ รายงานว่า อัตราความรุนแรงในครอบครัวนั้น เพิ่มขึ้นประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์
•ประชากรกว่า 3,000 ล้านคน ขาดแคลนอุปกรณ์ และน้ำสะอาด สำหรับล้างมือ
เมื่อการล้างมือ ถือเป็นวิธีพื้นฐานในการป้องกันตนเองจากโควิด-19
ข้อมูลจาก SDG Report 2020 พบว่า ประชากรไม่มีสบู่สำหรับทำความสะอาดมือในบ้านหรือที่อยู่อาศัยของตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ยากจน
•ไม่มีไฟฟ้าใช้
1 ใน 4 ของโรงพยาบาล ในพื้นที่ประเทศกำลังพัฒนา ไม่มีไฟฟ้าใช้
โควิด-19 ยิ่งทำให้เห็นความจำเป็นของการมีพลังงานไฟฟ้าที่สะอาด และมีประสิทธิภาพ ราคาที่เป็นธรรม
เมื่อเข้าไม่ถึงไฟฟ้า จึงส่งผลต่อความสามารถในการให้บริการด้านสุขภาพลดลงไปด้วย
•เศรษฐกิจโลก ถดถอยรวดเร็ว นับแต่ปี 1990
มาตรการที่ทั่วโลกกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส และชะลอจำนวนผู้ติดเชื้อ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก
จากการที่เศรษฐกิจถดถอยลงอย่างฉับพลัน
การเติบโตด้วย GDP อย่างน้อยร้อยละ 7 ต่อปีนั้น จึงเป็นไปไม่ได้
•หลายอุตสาหกรรมตกต่ำ เข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ไม่ถึงครึ่ง
โควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานระดับโลก ที่ถูกตัดขาดออกจากกัน อย่าง การบิน การท่องเที่ยว และการขนส่ง
โดยกลุ่มประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะประชาชนพึ่งพารายได้จากการเป็นแรงงาน และเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ตกว่าครึ่ง เนื่องจากค่าใช้จ่าย และขาดทักษะการใช้เทคโนโลยี
•ความเหลื่อมล้ำชัดเจน กลุ่มเปราะบางถูกซ้ำเติม
โควิด-19 ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ในการแข่งขันเพื่อเข้าถึงทรัพยากรและปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ซึ่งนับวันยิ่งแตกต่างกันมากขึ้น และยิ่งตอกย้ำกลุ่มคนเปราะบางในสังคม ให้ต้องเผชิญภาวะความยากลำบากและถูกเลือกปฏิบัติมากขึ้น อันเนื่องมาจาก “ความซับซ้อนของปัญหา”
•90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยโควิด-19 กระจุกตัวในเขตเมือง
เมืองทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ “การบริการสาธารณะ” กลับตามไม่ทัน เมืองจึงมีความเปราะบางและขาดความยืดหยุ่น
ยิ่งในชุมชนแออัดยิ่งได้รับผลกระทบในด้านการใช้ชีวิต เพราะสถานที่ไม่เอื้อต่อการอยู่ระยะยาว จึงเกิดแนวคิด “เมืองตั้งรับ ปรับตัวต่อภัยพิบัติ”
•การใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง
จากดัชนีสูญเสียทรัพยากรพบว่า มีสัดส่วนสูงขึ้น เนื่องจากมีการใช้พลาสติกย่อยไม่ได้ รวมถึงมีขยะทางการแพทย์เพิ่มขึ้น เช่นกัน
•การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 6 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ และจะเริ่มกลับมาเมื่อปลดล็อกมาตรการ
สาเหตุจากการที่โควิด-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลง เมื่อการผลิตในอุตสาหกรรมน้อยลง เกิดผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้แต่ละประเทศลดงบประมาณในเป้าหมายนี้ลงด้วย
•ทะเลฟื้นตัว-อุตสาหกรรมกระทบหนัก
โควิดทำให้ระบบนิเวศทะเลฟื้นตัว แต่ “อุตสาหกรรมทางทะเล” โดยเฉพาะชาวประมงรายย่อยในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ได้รับผลกระทบอย่างหนักเนื่องจากไม่สามารถส่งออกผลผลิตได้เช่นเดิม
•ป่าไม้ยังคงถูกทำลาย
ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งสายพันธุ์พืชและสัตว์นั้น พบว่า มีแนวโน้มสูญพันธุ์เช่นเดิม และยังคงมีการล่าสัตว์ป่าคุ้มครองเพื่อจำหน่ายและบริโภค ส่วนราคาในตลาดมืด ก็ยังคงสูงขึ้น
•ความขัดแย้งยังอยู่คงเดิม
ความไม่มั่นคงของสถาบันทางการเมืองที่อ่อนแอ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ยังคงเป็นภัยคุกคาม
การอพยพออกจากสงคราม มีมากเกินถึง 79.5 ล้านคน ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดที่ได้บันทึกไว้ ส่วนในหลายประเทศยังคงประสบปัญหาในด้าน การรักษาพยาบาลและการป้องกัน โควิด-19
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะภาคการศึกษา ต้องมุ่งเน้นที่จะพัฒนามหาวิทยาลัย ให้เข้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
“สำคัญที่สุด คือการพัฒนาทางด้านสิ่งแวดล้อมและผังเมือง เพื่อเอื้อต่อการดำเนินชีวิตประชากรในประเทศ และเมื่อโรคระบาดโควิด-19 เข้ามา
การเข้าสู่กระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะทำให้แต่ละประเทศนั้นสามารถแก้ไขปัญหา และมีทางออกในแนวทางเดียวกันได้” อ.ดร.ภักดีกุลกล่าวทิ้งท้าย

