“ภู เก็ต แซนด์บ็อกซ์ คือ โอกาสในการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน แม้ว่าที่ผ่านมา เราจะมีประสบการณ์เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องการบริการที่ดีเยี่ยม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป มีความท้าทายมากขึ้น เราก็ต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ ทดลองทำใหม่ และแน่นอนว่าในระหว่างทางอาจจะมีปัญหาหรืออุปสรรคเกิดขึ้น ซึ่งเราต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหา และค่อยๆ เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน….”
คือคำกล่าวของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เมื่อโรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต เริ่มนับหนึ่งในโครงการ ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ด้วยการต้อนรับนักท่องเที่ยวชุดแรกที่เดินทางมาเยือน เป็นชาวเนเธอร์แลนด์และชาวไทย บินมาจากประเทศสิงคโปร์ ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย SHA Plus+ ซึ่งภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่องแห่งแรกของประเทศไทยที่ดำเนินการตามมาตรฐานดังกล่าว โดยมีระบบ ภูเก็ตต้องชนะ ที่สามารถใช้เป็นฐานข้อมูล Big Data ในการตรวจสอบประวัติและคำนวณอัตราการรับวัคซีนของบุคลากรผู้ให้บริการในสถานประกอบการด้านการท่องเที่ยว

ปัจจุบันจังหวัดภูเก็ตมีสถานประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน SHA Plus+ แล้ว 1,389 แห่ง แบ่งเป็นประเภทโรงแรมที่พัก จำนวน 882 แห่ง
สำหรับยอดจองโรงแรมเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 40% ทำให้ภาพรวมของการท่องเที่ยวแม้จะไม่ได้คึกคัก แต่ก็เป็นลักษณะของการทยอยเดินทาง ซึ่งเชื่อว่าจะมีแนวโน้มค่อยๆ ดีขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่นปลายปี
ศุภจี เปิดเผยว่า ก่อนเริ่มต้นโครงการ ทีมงานได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ได้ร่วมหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปิดประเทศอย่างเข้มข้น โดยมีจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่อง ซึ่งแน่นอนว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังมีคำถามและมีความเป็นห่วงมากมาย แต่หลังจากการลงพื้นที่ สิ่งที่สัมผัสได้คือ ความมุ่งมั่นที่จะทำให้การเปิดประเทศใน กล่องทราย หรือ แซนด์บ็อกซ์ ครั้งนี้เป็นการนำร่องและนำไปสู่การเรียนรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประเทศในเดือนตุลาคม มีการระดมฉีดวัคซีนกันเกือบ 70% แล้ว โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนขึ้นอีก
จริงๆ แล้ว เดือนกรกฎาคมหรือตลอด 3 เดือนในไตรมาสที่ 3 เป็นช่วงโลว์ซีซั่น เพราะเป็นช่วงฤดูฝน ดังนั้น การที่จะหวังตัวเลขนักท่องเที่ยวจำนวนมากคงเป็นไปได้ยาก แต่ชาวภูเก็ตก็ยอมจะเริ่มในช่วงเวลานี้ เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้และเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงไฮซีซั่นตอนปลายปี รวมถึงยังเป็นโมเดลขยายต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ ด้วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มดุสิตธานีกล่าว
จากการประเมินของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วง 3 เดือนระหว่างวันที่
1 กรกฎาคมถึง 30 กันยายน จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 1.29 แสนคน และจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป
กลุ่มดุสิตธานีได้จัดทำโปรโมชั่นแพคเกจ Back to Paradise รองรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องการกลับมาเที่ยวภูเก็ต และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ หรือนักธุรกิจที่เดินทางเข้าออกประเทศไทย ที่ต้องการกลับเข้าประเทศไทยแบบไม่ต้องกักตัว ด้วยการเข้าพักและท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตตามข้อกำหนด ก่อนจะเดินทางต่อไปในจังหวัดอื่นๆ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมต่างๆ รองรับนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย เช่น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สัมผัสและสนับสนุนอาชีพของคนท้องถิ่น เช่น วิถีชีวิตชาวประมงชายฝั่ง การจัดกิจกรรม
เวิร์กช็อปแบบยั่งยืน เช่น การทำผ้ามัดย้อมธรรมชาติจากดอกไม้ การลองหัดทำอาหารพื้นบ้านจากสูตรดั้งเดิม พร้อมกับเรียนรู้แหล่งที่มาของวัตถุดิบพื้นถิ่นที่ปลอดสารพิษและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ตลอดจนการเรียนรู้ศิลปะวัฒนธรรมไทยแขนงอื่นๆ และยังเพิ่มโปรแกรมดูแลสุขภาพกายและใจแบบองค์รวมที่หลากหลาย อาทิ โยคะ Mindfulness ในชีวิตประจำวัน ดนตรีบำบัด กิจกรรมทางน้ำอย่าง Stand up paddle board รวมไปถึงกิจกรรมสนุกสนานสำหรับเด็กๆ อย่าง Kids Camp เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ อีกด้วย

