ในที่สุดก็มาถึงวันที่คนไทยต้องกลับมาสู่ชีวิตภายใต้มาตรการรัฐสกัดโควิดเข้มข้นอีกครั้ง เมื่อไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสถานการณ์แพร่ระบาดเข้าสู่วิกฤตหนักด้วยยอดติดเชื้อโควิดแตะหลักหมื่น โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแต่อย่างใด
ชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปย้อมต้องหันกลับมาปรับตัวกันอีกรอบหลัง (กึ่ง) ล็อกดาวน์ ที่มีเวลาเคอร์ฟิวยามค่ำคืน ผู้คนหันกลับมามุ่งเน้นการ Work From Home หรือทำงานจากที่บ้าน ทั้งที่รัฐเพิ่งประกาศมุ่งหน้าเปิดประเทศให้ได้ภายใน 120 วัน
บรรยากาศเมื่อเดือนเมษายน 2563 กลับมาหลอกหลอน ถนนหนทางเงียบเชียบ ทว่า
เสียงร่ำไห้ดังขึ้นในใจของประชาชน
ในช่วงเวลาเช่นนี้ นวัตกรรมใหม่ๆ จากหลากหลายภาคส่วน ย่อมต้องเดินหน้าคู่ขนานไปกับการแก้ปัญหาโดยรัฐบาล ทั้งภาคเอกชน และหน่วยงานด้านการศึกษา เป็นอีกตัวช่วยสำคัญด้านคุณภาพชีวิตท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้

Vajira@Home พบแพทย์ผ่านแอพพ์ ลดเสี่ยงรับเชื้อขณะเดินทาง
แน่นอนว่า สถานการณ์โควิด ไม่เพียงส่งผลให้บุคลากรการแพทย์ทำงานหนัก ผู้คนรอคิวตรวจหาเชื้อ ต่อคิวฉีดวัคซีน ทว่า ผู้ป่วยจากโรคภัยอื่นๆ โดยเฉพาะโรคเรื้อรังก็ได้รับผลกระทบเป็นโดมิโน เมื่อนัดหมายถูกเลื่อน หรือการออกจากบ้านเพื่อไปพบแพทย์ นำมาซึ่งความเสี่ยงในการรับเชื้อโควิด
ด้วยปมปัญหาสำคัญนี้ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล จึงเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Vajira @ Home ไกลเหมือนใกล้ พร้อมให้บริการ จากโรงพยาบาลสู่บ้าน เป็นนวัตกรรมการให้บริการที่ให้ผู้ป่วยนัดหมายพบแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ง่ายด้วยปลายนิ้ว รวมถึงเพิ่มช่องทางการรักษาจากที่บ้านโดยไม่ต้องมาโรงพยาบาล ยกระดับความสะดวกสบาย ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง

คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล เล่าถึงแนวคิดและวัตถุประสงค์การจัดทำแอพพลิเคชั่น “Vajira @ Home” ว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังมีผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนมีความกังวล หากต้องมาพบแพทย์ ทางวชิรพยาบาล จึงมีนโยบายเพิ่มช่องทางการรักษาจากที่บ้านโดยไม่ต้องมาโรงพยาบาล ด้วยระบบ โทรเวชกรรม (Telemedicine) ผ่านแอพพลิเคชั่น เป็นการรักษาแบบแพทย์ทางไกล ในการรับส่งข้อมูลเชิงสุขภาพกับ
ผู้ป่วยผ่านอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเปิดตัวแอพพลิเคชั่นอย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้
“การออกแบบของแอพพลิเคชั่น โดยยึดผู้ป่วยเป็นจุดศูนย์กลางของแผนแบบ (Patient centric design) ที่นำบริการทางการแพทย์ถึงมือผู้ป่วย เพิ่มความสะดวกสบาย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases, NCDs) เบาหวาน ความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ ยังใช้ติดตามการรักษาผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยกระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) การติดตามผลการรักษาก่อนและหลังผ่าตัด การสอนทำกายภาพบำบัด ผู้ป่วยสามารถนัดหมายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมรับคำปรึกษา วินิจฉัยโรค รักษา เสมือนกับการเดินทางมาโรงพยาบาล
รวมทั้งยังเปิดให้ผู้ป่วยเข้าถึงข้อมูลการนัดหมายทั้งก่อนวันนัด คิวการรับบริการ ผู้ป่วยสามารถเปิด ประวัติสุขภาพ ที่มีผลการวินิจฉัย การรักษา ยาที่ได้รับ รวมทั้งผลการตรวจเลือด ในส่วน สมุดบันทึก ผู้ป่วยสามารถบันทึกค่าต่างๆ เช่น ข้อมูลน้ำตาล ค่าความดันโลหิต โดยสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นๆ เช่น นาฬิกาดิจิทัล (สมาร์ทวอทช์) สามารถถาม-ตอบแบบอัตโนมัติด้วยระบบ Chat Bot นอกจากนี้ สามารถแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินพร้อมระบุตำแหน่ง GPS เพื่อเรียกรถพยาบาล ให้ไปถึงตำแหน่งที่หมายอย่างรวดเร็วและถูกต้อง” ผศ.นพ.จักราวุธอธิบาย
ทุกฟังก์ชั่นการทำงาน การให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น “Vajira @ Home” ไกลเหมือนใกล้ พร้อมให้บริการ จากโรงพยาบาลสู่บ้านคุณ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึงและปลอดภัย ให้การดูแลผู้ป่วยอย่างมีมาตรฐานและประสิทธิภาพแบบครบวงจร พร้อมประสานเครือข่ายสาธารณสุขทั่วกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง ครบประโยชน์ในแอพพ์เดียว
ผศ.นพ.จักราวุธกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทางโรงพยาบาลได้เริ่มโปรโมตแอพพ์ ให้คนไข้ได้รับทราบแล้ว ในช่วงที่คนไข้นั่งรอรับยาหรือรอพบหมอจะแนะนำให้คนไข้ดาวน์โหลดแอพพ์ ไว้บนมือถือ โดยในช่วงแรกตั้งเป้าจะมีคนไข้ดาวน์โหลดแอพพ์เพื่อใช้งานประมาณ 10% ของคนไข้ที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาล 3,000 คนต่อวันในปีแรก
รศ.พญ.สว่างจิต สุรอมรกูล ผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวว่า การดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “Vajira @ Home” ไว้บนมือถือจะเป็นประโยชน์มากทั้งคนไข้และหมอ เพียงคนไข้ลงทะเบียนสมัครใช้งาน ยืนยันตัวตน จากนั้นทางโรงพยาบาลจะทำการตรวจสอบ เมื่อคนไข้ได้รับการอนุมัติแล้วจะสามารถเข้าใช้งานในฟังก์ชั่นต่างๆ ได้ คนไข้สามารถนำข้อมูลประวัติการรักษาแชร์ให้หมอท่านอื่นๆ ได้ กรณีคนไข้ต้องไปพบหมอหลายโรงพยาบาล
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจ โดย รศ.ดร.นพ.เมษัณฑ์ ปรมาธิกุล ผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล เล่าว่า ทางโรงพยาบาลฯยังได้ร่วมกับ บริษัท แอมเจน (ประเทศไทย) จำกัด จัดทำโครงการบริการฉีดยาโรคกระดูกพรุนให้ผู้ป่วยที่บ้าน ซึ่งนับเป็นโครงการแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้คนไข้โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกมารับการฉีดยาที่โรงพยาบาลสามารถได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

อุปกรณ์ฆ่าไวรัสด้วยหลอดยูวีซีแบบแนวตั้งจาก มทร.อีสาน
อีกหนึ่งนวัตกรรมที่เรียบง่าย และเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง คืออุปกรณ์ฆ่าเชื้อไวรัสที่ช่วยสกัดตั้งแต่ต้นลม ก่อนเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ไม่ว่าทางใด
ชุดอุปกรณ์ฆ่าเชื้อไวรัสด้วยหลอดยูวีซีแบบแนวตั้ง จึงถูกประดิษฐ์ขึ้นโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

ดร.นิธิโรจน์ พรสุวรรณเจริญ อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร เปิดเผยถึงการประดิษฐ์ชุดอุปกรณ์ฆ่าเชื้อไวรัสด้วยหลอดยูวีซีแบบ
แนวตั้ง ว่าได้ใช้ขาตั้ง 3 ขาแบบ 90 องศา ระยะห่าง 110 องศา ความสูง 170 เซนติเมตร ด้านบนประกอบด้วยแกนใส่หลอดไฟรังสี UVC ซึ่งเป็นรังสีอัลตราไวโอเลตชนิดหนึ่ง มีความยาวคลื่น 200-280
นาโนเมตรในธรรมชาติ ซึ่งรังสี UVC จะสามารถดูดซับโมเลกุลอินทรีย์ รวมถึง DNA ที่ทำให้เกิดการตายของจุลินทรีย์ และเป็นที่นิยมสำหรับการใช้งานฆ่าเชื้อโรคและเป็นแสงยูวีที่อยู่ในระดับที่ฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนาและไวรัสต่างๆ ได้ ที่สำคัญคือสามารถหาซื้อได้ง่ายในร้านสะดวกซื้อ
“ชุดอุปกรณ์นี้พัฒนาจากกล่องฆ่าเชื้อหน้ากาก ที่เคยทำไปเมื่อราวกลางปี พ.ศ.2563 โดยได้บริจาคไปที่โรงพยาบาลต่างๆ 180 กล่อง มอบให้ รพ.สต.ทั่วจังหวัดสกลนคร จึงได้พัฒนามาเป็นชุดอุปกรณ์ฆ่าเชื้อไวรัสด้วยหลอดยูวีซีแบบแนวตั้ง โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งจากโรงพยาบาลโพนนาแก้ว ซึ่งมีต้นทุนอยู่ที่ตัวละ 700-800 บาท โดยใช้อุปกรณ์เก่าที่มีอยู่แล้วบางส่วนด้วยในส่วนอุปกรณ์ฆ่าเชื้อไวรัสด้วยหลอดยูวีซีแบบแนวตั้ง จะมีโครงสร้างที่ประกอบด้วยท่อ PVC ทำเป็นขาตั้ง มีหลอด UVC ตัวแปลงไฟ สตาร์ตเตอร์ บัลลาด สวิตช์ ปลั๊ก วิธีใช้คือ เสียบปลั๊กแล้วกดสวิตช์ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ในห้องขนาด 4×4 ตารางเมตร จะอยู่ในรัศมีเหมาะสม”
ถามว่า ทำไมต้องเป็นหลอดแนวตั้ง ดร.นิธิโรจน์ ให้คำตอบว่า เนื่องจากเหมาะสมกับรัศมีการกระจายแสง เพราะหลอดแนวตั้งกระจายรัศมีในแนวนอน แต่หากวางหลอดแนวนอนจะกระจายแสงในแนวตั้งเสมือนหลอดไฟบนเพดาน ที่กระจายลงมาในแนวตั้งหรือแนวดิ่ง รวมถึงการคำนึงการเคลื่อนย้ายที่สะดวก น้ำหนักเบา แต่คงทนและไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน โดยในขณะที่เปิดการใช้งานเครื่องนั้น จะต้องเคลื่อนย้ายคนออกจากห้องด้วยเนื่องจากการกระจายแสงดังกล่าวอาจจะทำลายเยื่อบุต่างๆ ของมนุษย์ เช่น ทำให้เกิดการระคายเคืองม่านตา มีกลิ่นคาวปลา ซึ่งแต่เดิมมีการทำความสะอาดห้องถึง 2 ชั้น ได้แก่ 1.การใช้เครื่องกรองอากาศ 2.การทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และยังเสริมการใช้อุปกรณ์ฯ เป็นการป้องกันในชั้นที่ 3 เพื่อความมั่นใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เพราะในอากาศเราไม่สามารถฉีดน้ำยาดักจับได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าห้องดังกล่าวไม่มีเชื้อไวรัสโคโรนาหรือไวรัสอื่นๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรค
รศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) เปิดเผยว่า ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการทำงาน
ด้านการช่วยเหลือสังคม โดยได้รับนโยบายจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภา มทร.อีสาน ในการให้ความช่วยเหลือสังคมในสภาวะวิกฤต การระบาดโรค การเกิดอุทกภัย และภัยพิบัติ
ทางธรรมชาติ
สำหรับอุปกรณ์ฆ่าเชื้อไวรัสด้วยหลอดยูวีซีแบบแนวตั้งดังกล่าว ผศ.ดร.สุริยา แก้วอาษา คณบดีคณะอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ได้เป็นตัวแทนในการส่งมอบให้กับโรงพยาบาลโพนนาแก้ว อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร จำนวน 3 ชุด โดยมี คุณธีรยุทธ เวยสาร นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ เป็นผู้รับมอบเรียบร้อยแล้ว ในอนาคตจะพัฒนาชุดอุปกรณ์ฯด้วยการติดตั้งมอเตอร์ ให้สามารถเคลื่อนย้ายเองได้ และติดตั้งระบบเซนเซอร์ (Sensor) ให้สามารถเปิด-ปิดอัตโนมัติ เมื่อมีวัตถุเคลื่อนผ่านเพราะไม่เหมาะกับการที่มนุษย์จะโดนแสงดังกล่าวโดยตรง รวมถึงการตรวจจับความเคลื่อนไหว กำหนดการตั้งเวลาอัตโนมัติ

ตรวจสอบสิทธิได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 0-2547-5986
ซื้อของใกล้บ้าน วิกฤตในโอกาสของ‘โชห่วย’
จากแง่มุมทางการแพทย์ มาถึงอีกเรื่องใกล้ตัวอย่างการจับจ่ายข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันภายใต้มาตรการคุมเข้มของภาครัฐในการเดินทาง ย้อนไปก่อนหน้านี้ แม็คโคร และ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จับมือกันสนับสนุน สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) โดยการ
มอบชุดสินค้าอุปโภค-บริโภคภายใต้ โครงการ ซื้อง่าย ถูกใจ ใกล้ชุมชน ให้แก่ร้านค้าในสังกัดกองทุนหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง รวมมูลค่ากว่า 3.7 ล้านบาท สมทบให้ฟรี กับร้านค้ากองทุนหมู่บ้าน 3,500 แห่ง เพื่อเป็นแหล่งกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ท้องถิ่น ช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19
อดิเรก สังข์นุช เจ้าของร้านชำแห่งชุมชนพรหมสัมฤทธิ์ย่านดอนเมือง หนึ่งใน 3,500 ร้านค้าในสังกัดกองทุนหมู่บ้าน บอกเล่าว่า ทางร้านได้รับชุดสินค้าอุปโภค-บริโภค สินค้าขายดีสำหรับร้านโชห่วยฟรี 23 รายการมาต่อยอดเพื่อสู้วิกฤต

คัดเลือกมาจากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลเชิงลึกของแม็คโครที่มีลูกค้าโชห่วยเป็นสมาชิกมากกว่า 500,000 ราย อาทิ นม กาแฟสำเร็จรูป นมถั่วเหลืองกล่อง ขนมขบเคี้ยว แชมพู สบู่ และผ้าอนามัย เป็นต้น
“ผู้คนตอนนี้เน้นใช้ชีวิตอยู่บ้าน เวลาจะซื้อของใช้จำเป็นก็หันมาซื้อร้านใกล้บ้าน โชห่วย ร้านค้าชุมชนอย่างเราแทน มุมหนึ่งผมมองว่า เป็นโอกาสที่เกิดขึ้น แต่เราเองก็ต้องปรับตัว เพราะร้านค้ารายย่อยมีเยอะ เราก็ต้องสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยเรื่องโควิด-19 ให้ลูกค้า ก็ต้องมีมาตรการในการป้องกันให้เห็น อย่างร้านเราใช้วีธีลดการสัมผัส เวลาลูกค้ามาซื้อของ ก็ให้เรียกว่าจะเอาอะไร แล้วเราก็ไปหยิบให้ ร้านของเราเป็นร้านค้าเล็กๆ มีสมาชิกเป็นคนในชุมชน พอได้รับสินค้าจากโครงการมาต่อยอดในสถานการณ์เช่นนี้ ก็รู้สึกเลยว่ายังมีโอกาสเข้ามาช่วยร้านค้าและสมาชิก ทำให้มีสินค้าหมุนเวียน มีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อต่อยอดรายได้ให้ร้านค้าดำเนินต่อไปได้” อดิเรกเล่าพร้อมรอยยิ้ม
สำหรับร้านค้ากองทุนหมู่บ้านฯ ที่มีความสนใจเข้าร่วมโครงการ “ซื้อง่าย ถูกใจ ใกล้ชุมชน” สามารถตรวจสอบสิทธิได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร 0-2547-5986 ในเวลาราชการ หรือติดต่อสำนักงานกองทุนหมู่บ้านฯในพื้นที่ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แม็คโครทุกสาขา นอกจากนี้ ในทุกเดือน แม็คโครจะจัด “มหกรรมสินค้าลดแรงเพื่อผู้ประกอบการ” เพื่อสนับสนุนร้านค้ารายย่อยอย่างโชห่วย อย่างต่อเนื่องยาวไปถึงสิ้นปี ล่าสุดจัดงานวันที่ 14-18 กรกฎาคม ณ แม็คโคร
ทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมกันนั้นยังเปิดโอกาสให้โชห่วยที่สนใจปรับปรุงร้านค้า เรียนรู้ระบบการจัดการร้านให้ก้าวทันยุคสมัย หรืออยากมีอาชีพ เปิดร้านค้าเล็กๆ สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ “ศูนย์มิตรแท้โชห่วย” ในทุกช่องทาง อาทิ https://www.siammakro.co.th/mra.php หรือ Line@makro-mra
ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวท่ามกลางวิกฤตโควิดที่นับวันตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งทะยานไปไกลมากขึ้นทุกที
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

