แสงไฟที่ตกกระทบ “ภาพถ่าย ข้าวของเครื่องใช้” ที่ติดอยู่ริมโถงทางเดิน ฝาผนังไม้ไผ่ ในโรงแรมแทมมาริน วิลเลจ กลางใจเมืองเชียงใหม่ เป็นเงาสะท้อนภูมิปัญญา ที่บอกเล่าถึงคุณค่าในการชีวิตแบบยั่งยืน
เป็นเรื่องราวที่สื่อถึงการพึ่งพาตนเอง เริ่มตั้งแต่การสร้างที่อยู่อาศัย ทอผ้าทำเครื่องนุ่งห่ม ทำนาและปลูกข้าวของชาติพันธุ์ที่มีความหลากหลายบนแผ่นดินล้านนา ฉายชัดผ่านนิทรรศการ ครั้งที่ 8 “อยู่เป็น ยังเป็นอยู่” Echoes of Wisdom: Living Past, Living Future ที่จะมียาวไปจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2559
ในค่ำคืนนั้นมีการนำผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่ยึดมั่นในความยั่งยืนของการดำเนินชีวิตมาจัดแสดง อาทิ ไข่ไก่ และพืชผักสวนครัวจาก “มังกี้ฟาร์ม” ที่นำมาปรุงเป็นอาหารพื้นเมืองรสเลิศ แต่หาชิมได้ยากยิ่ง อาทิ ยำใหญ่ ยำใบเมี่ยง และปูอ่อง จิบชา “มอนซูน ที” ของชาวสวีเดน หรือลิ้มรสกาแฟ “มีวนา” กาแฟอินทรีย์ที่ให้ผลผลิตคุณภาพสูงใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่
“เพราะในอดีต วัฒนธรรมล้านนาไทยจะโคจรรอบๆ หลักพื้นฐานเสมอ ทั้งหมดมีความเกี่ยวพันและสำคัญเท่ากัน นั่นคือ การนับถือธรรมชาติ นับถือผู้อื่นๆ และนับถือตัวเราเอง หากปัจจุบันเราใช้หลักแห่งการนับถือนี้ คงไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน”

เสียงของ ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้ก่อตั้งโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ที่บอกว่า หัวใจเต้นแรง เมื่อได้เห็นเครื่องจักสาน เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่เคยทิ้งไว้ใต้ถุนบ้าน ถูกจับขึ้นมาวางและแขวนไว้ในงานเปิดนิทรรศการ เสียงสะท้อนของภูมิปัญญา : อยู่เป็น ยังเป็นอยู่ หรือ Echoes of Wisdom: Living Past, Living Future แสดงให้เห็นว่าตลอด 20 ปี นับจากเชียงใหม่มีอายุครบ 700 ปี สิ่งที่เฝ้ารอได้รับการสานต่อแล้วในคืนเพ็ญกระจ่าง
ชัชวาลย์ย้ำว่า “ภูมิ” คือแผ่นดิน “ปัญญา” คือความรู้แจ้ง นั่นคือความรู้แจ้งในแผ่นดิน เป็นความงดงามบนแผ่นดินล้านนาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะที่นี่คือต้นน้ำขนาดใหญ่ที่สำคัญของประเทศ มีทั้งความหลากหลายและความรู้มากมายในผืนป่า เพราะป่าคือซุปเปอร์มาร์เก็ตของคนล้านนา แก่นแท้ของการดำรงชีวิตในความหมายของการเรียนรู้ คือ การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนกับธรรมชาติ ด้วยความเคารพ มีความรักและเอื้ออาทร แบบพึ่งตนเอง ทุกอย่างเราได้มาจากป่า เราจึงต้อง อยู่เป็น…ยังเป็นอยู่ อย่าง..เรียบง่าย และ งดงาม
วันนั้นแม้ วรรณา คลศรีชัย ซีอีโอกลุ่มบริษัทพรีเมียร์กรุ๊ปจะไม่ได้พูดอะไร แต่การจัดนิทรรศการต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 8 ณ โรงแรมแทมมาริน วิลเลจ ตอกย้ำคำว่า ไม่ทำอะไรที่ไม่ยั่งยืน และพร้อมเดินหน้าสนับสนุนการอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาที่ไม่แสวงหาแต่ผลกำไรเพียงด้านเดียว
นี่คือที่มาของการจัดนิทรรศการเฉพาะเรื่อง “กาแฟมีวนา” บนชั้น 2 ของหลองข้าว ชิมกาแฟออร์แกนิคใต้ร่มเงาป่า หรือ Shade Grown Coffee ผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากป่าต้นน้ำแม่ลาว แม่สรวย และแม่กรณ์ จ.เชียงราย ซึ่งมีทั้งความสด ใหม่ และหอมกรุ่น ทั้งแบบร้อนและเย็น เสิร์ฟคู่มากับพานาค็อตตา ของหวานสไตล์อิตาลีที่เข้ากันอย่างลงตัว

ธีรสิทธิ์ อมรแสนสุข ผู้บริหารจากกาแฟออร์แกนิคอินทรีย์รักษาป่า “มีวนา” เล่าว่า มูลนิธิสายใยแผ่นดิน เข้ามาดำเนินโครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่า เพราะเห็นว่าการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวของชาวบ้านในพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ลาวกำลังเป็นปัญหาที่นำไปสู่การบุกรุกผืนป่า การใช้สารเคมีนอกจากกระทบต่อธรรมชาติยังส่งผลต่อชีวิตของเกษตรกร จึงเข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรแบบเก่า ด้วยการปลูกกาแฟอินทรีย์รักษาป่าอย่างยั่งยืน บนพื้นที่กว่า 8,000 ไร่ สร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนบนพื้นที่สูง 325 ครอบครัว 9 หมู่บ้าน
“เราจัดตั้งองค์กรธุรกิจเพื่อสังคมในนามบริษัท กรีนเนท เอสอี จำกัด จัดทำโครงการส่งเสริมกาแฟอินทรีย์เพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้อย่างยั่งยืนขึ้น ที่ชุมชนต้นนํ้าแม่ลาว จ.เชียงราย เมื่อปี 2553 และรับซื้อขายผลผลิตของเกษตรกรอย่างเป็นธรรม หรือ Fair Trade เป็นหลักประกันให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิก โดยใช้กาแฟเป็นกลยุทธ์สร้างรายได้ให้กับชุมชนสูงกว่า 15% ผนวกกับการอนุรักษ์ป่าไม้และต้นน้ำ เพราะกาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจชั้นยอด สามารถเติบโตได้ดีใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ชาวบ้านไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่า”
“สิ่งสำคัญคือ กาแฟอินทรีย์ที่ปลูกใต้เงาไม้ให้คุณภาพชั้นเลิศ เพราะมีกลิ่นและรสชาติที่ดีกว่า”
ธีรสิทธิ์บอกว่า การปลูกกาแฟ “มีวนา” เริ่มจากการเข้าไปสำรวจพื้นที่ดินภูเขาไฟในเขตอุทยานแห่งชาติขุนแจ จ.เชียงราย ด้วยความสูง 800-1,450 เมตร ต้องมีไม้ให้ร่มเงา 2 ชั้น คือ ไม้เรือนยอดที่เป็นไม้พื้นถิ่นโตเร็ว ตามด้วยไม้ผล เช่น พลับ ท้อ อะโวคาโด แมคคาเดเมีย หรือลิ้นจี่ การมีไม้ผลจะช่วยสร้างรายได้ให้ตลอดปี และชั้นที่ 3 เราจะปลูกกาแฟ ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ย 100 วัน/ปี ช่วงสงกรานต์ดอกกาแฟจะบานรับฝนแรกกลิ่นหอมไปทั้งป่า 6 เดือนหลังจากนั้นผลจะสุกพร้อมเก็บเกี่ยว

ภายใน 3 ปีป่าที่เคยเสื่อมโทรมกลับฟื้นมีชีวิต ปัจจุบันชาวบ้านพบไก่ฟ้าหลังขาว ปลาบู่ทราย หมูป่า เก้ง และเสือคืนถิ่นกลับมาแล้ว
กาแฟมีวนาเป็นกาแฟอราบิก้าสายพันธุ์ที่ดีที่สุด มีกาเฟอีนต่ำเพียง 20% คือ สายพันธุ์ทิปปิก้า (Typica) ลักษณะเด่น ติดลูกห่างระหว่างข้อ มีใบเล็กเรียบ เจริญเติบโตเร็ว ผลสุกจะมีสีแดงสดเหมือนลูกเชอรี่ ส่วนสายพันธุ์เบอร์เบิล (Bourbon) ผลสุกจะมีสีเหลืองแปลกตา
ในช่วงปลายเดือนตุลาคมเกษตรกรจะเริ่มเก็บเมล็ดกาแฟ เฉพาะผลที่สุกแดงได้ที่เท่านั้น ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปภายใน 24 ชั่วโมง ถือเป็นเทคนิคเฉพาะที่ทำให้กาแฟมีวนามีคุณภาพแตกต่างจากที่อื่น เพราะต้นกาแฟดูดซึมแร่ธาตุที่มีอยู่ในดินตามธรรมชาติอย่างเต็มที่ เมล็ดกาแฟมีวนาจึงสุกช้ากว่าการปลูกกลางแจ้ง เป็นการบ่มเพาะให้กาแฟมีรสชาติเข้มข้น มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของดอกไม้และผลไม้ป่า หรือคาราเมลดาร์คช็อก
ด้วยคุณลักษณะพิเศษและการรวบรวมคนเก่งไว้รอบด้าน ไม่ว่านักชิมกาแฟและนักคั่วกาแฟจากสถาบันระดับโลก SCAE แห่งสหภาพยุโรป ทำให้ “กาแฟมีวนา” ได้การรับรองมาตรฐานตามหลักการเกษตรอินทรีย์จากสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM: International Federation of Organic Agriculture Movements) ตามด้วยรางวัลแผนธุรกิจเพื่อสังคมดีเด่น จากสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ รางวัล Best Quality Award จากเวที Thailand Coffee, Tea and Drinks ประจำปี 2013 และ 2014
ล่าสุดคือ การนำวิธีการปลูกกาแฟออร์แกนิคใต้ร่มเงาป่า ไปฟื้นคืนชีพให้กับ “เขาหัวโล้น” ที่ จ.น่าน

เพื่อให้เห็นกับตา โรงแรมแทมมาริน วิลเลจ จัดทริปท่องเที่ยวเชิงเกษตร ด้วยการพาแขกที่เข้าพักไปชมนิทรรศการที่มีชีวิต..เดินป่าและสัมผัสไร่กาแฟอินทรีย์ บ้านขุนลาว อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงรายด้วยตนเอง ที่นั่นนอกจากทุกคนจะได้จิบกาแฟสดหอมละมุน ยังได้เห็นกระบวนการเพาะปลูกกาแฟใต้ร่มเงาป่า พบและพูดคุยกับเกษตรกรตัวจริง
“บอย” อภิรุณ คำปิ่นดำ ประธานชมรมกาแฟบ้านขุนลาว และบาริสต้าเดี่ยวมือ 1 ของหมู่บ้าน บอกว่า กาแฟอินทรีย์รักษาป่า ทำให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข ไม่ใช่การทำเกษตรตามยถากรรมเหมือนอดีตที่ผ่านมา แต่เป็นการลงมือสร้างความยั่งยืน ทะนุถนอมป่าต้นน้ำ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมรอบกายให้ อยู่เป็น…ยังเป็นอยู่ ตลอดไป
หอมกลิ่นกาแฟ หอมกว่า คือ…ความยั่งยืน

