วรรณวิภา ไม้สน มองวิบากกรรม ‘แรงงานข้ามชาติ ในวันที่ถูกทิ้งไว้บนความคลุมเครือ

วรรณวิภา ไม้สน มองวิบากกกรรม ‘แรงงานข้ามชาติ ในวันที่ถูกทิ้งไว้บนความคลุมเครือ

มีประเด็นร้อนแรงให้ตั้งคำถามอย่างไม่ขาดช่วง สำหรับปมปัญหา ‘แรงงานข้ามชาติ’ ซึ่งแม้กระทรวงแรงงานจะเคยตบปากรับคำพร้อมดูแล แต่ล่าสุดพรรคก้าวไกลออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า กระทรวงแรงงาน ยกเลิกโครงการให้ความช่วยเหลือคนต่างด้าวด้านสาธารณสุขในสถานการณ์โควิด-19

นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์แซ่ซ้องว่าเป็นการ‘เลือกปฏิบัติ’หรือไม่? จนเจ้ากระทรวงต้องออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่าภารกิจดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมโรค กรุงเทพมหานคร

ย้อนกลับไปในวันที่รัฐบาลมีนโยบายสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้าง และห้ามเคลื่อนย้าย สู่เหตุการณ์โรงงานพลาสติกระเบิดย่านกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ เมื่อช่วงต้นเดือน ก็นับเป็นเหตุการณ์ที่ฉายทรรศนะหลายประการ ต่อแรงงานข้ามชาติ

ไม่ว่าจะเป็นการสั่งกักตัวหลังผนังสังกะสี ขณะเพลิงยังคุกรุ่น ไปจนถึงการเยียวยาที่ล่าช้า กว่าจะรับฟังเสียงสะท้อน ต้องประชุมกลั่นกรอง คลอดออกมาเป็นมาตรการตามราชการวิถี

เหล่านี้คือเหตุผลที่ วรรณวิภา ไม้สน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อดีตหัวหอกสหภาพแรงงาน ไม่ขอทน หันมาเดินบนเส้นทางนักการเมือง หวังผลักดัน รัฐสวัสดิการ ให้แรงงาน ทั้งในและนอกระบบ

จากเด็กต่างจังหวัดที่ต้องการลืมตาอ้าปาก เข้ามาแสวงหาโอกาสในเมืองกรุง เริ่มต้นชีวิตจากสถานะ ‘สาวโรงงาน’ ในสายพานอุตสาหกรรม คร่ำเคร่งหน้าจักรเย็บผ้ามานานกว่า 20 ปี

ก่อนจะไต่บันไดแห่งน้ำพักน้ำแรงในการเป็นผู้นำสหภาพแรงงาน สู่ตัวแทนความหวังของผู้ใช้หยาดเหงื่อ ฟาดฝีปาก ฝากข้อเท็จจริงถึงผู้มีอำนาจในสภาให้หันมาเหลียวแล

“เพราะเรามีความฝัน เราอยากเห็นคุณภาพชีวิตพี่น้องแรงงานที่ดีกว่านี้”

คำที่เธอยืนกรานอย่างหนักแน่น ใต้ช่องว่างระหว่างชนชั้นที่เต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหง และการด้อยค่าสวัสดิภาพของคนทำงาน ความหวังใหม่ หยาดเหงื่อแรงกาย สะท้อนผ่านงานที่เธอทำในฐานะ “ผู้แทนราษฎร”

ไม่เพียงกี่นาทีที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น บทสนทนายิ่งย้ำชัดถึงมุมมองของรัฐ ต่อชนชั้นแรงงาน ในวันที่ แคมป์ก่อสร้าง’ ไม่ต่างจาก‘เรือนจำ’ ที่มีแรงงานเป็นนักโทษและทหารเป็นผู้คุม

  จากเหตุการณ์อุบัติภัยที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน ตั้งแต่นาทีแรกที่ทราบข่าว ‘โรงงานกิ่งแก้ว’ระเบิด รู้สึกอย่างไร?
เราทราบข่าวตั้งแต่ตี 5 เพราะเคยอยู่แถวสมุทรปราการ ก็มีคนงานหรือคนรู้จักที่อยู่ที่นั่นโทรมาแจ้งข่าว แต่เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นประมาณตี 3 ตอนเช้า เลยมาดูข่าว ว่าสภาพความเสียหายเป็นอย่างไร ได้ทราบว่ามีโรงงานตรงนั้นที่เราเคยผ่าน และมีสารเคมีเยอะ เกิดการระเบิดขึ้นมา บอกตรงๆ ว่านอนไม่หลับ เป็นห่วง เนื่องจากตรงนั้นค่อนข้างแออัด และมีหลายโรงงานตั้งอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นวัด เป็นโรงพยาบาล บ้านคนมีเยอะมาก ก็กลัวว่าจะเกิดอันตรายกับคนที่อยู่แถวนั้น

  คิดอย่างไรกับการที่รัฐบาลไม่มีการแจ้งเตือน แต่กลายเป็นว่าชาวบ้านต้องแจ้งข่าวกันเอง?
กลายเป็นว่าเราต้องมานั่งเช็กข่าวทางสื่อ ว่าสื่อลงข่าวอะไร ยังไม่มีข่าวเช้าในโทรทัศน์ และไม่มีข้อความอะไรแจ้งเข้ามาในโทรศัพท์เลย ทุกคนก็เดินทางไปทำงานตามปกติ คนที่อยู่ข้างในเดินทางมาทำงานข้างนอกตามปกติ ก็นึกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะโรงงานอยู่ในซอยอีกที่หนึ่ง แต่ก็รู้ว่ามีควันหรือไฟไหม้ ทีนี้มันทำให้คนกระจัดกระจาย พอสั่งอพยพหรือเคลื่อนย้าย จะค่อนข้างติดขัด และทำให้รถติดทั้งเส้นกิ่งแก้ว

  อะไรคือสิ่งที่กังวลใจที่สุด หลังได้รับทราบความเสียหายในเหตุการณ์ครั้งนี้?
ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตามต้องเอาคนออกมาจากรัศมีอันตรายให้ไวที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และเราก็ไม่รู้เลยว่าหน้างานนั้นจะสามารถควบคุมได้หรือไม่ ที่สำคัญคือ ณ ที่เกิดเหตุมีแต่สารเคมีเต็มไปหมด คนที่อยู่แถวนั้นก็ต้องสูดหายใจ ฉะนั้น ก็ต้องเอาคนออกมารัศมีที่ปลอดภัยไว้ก่อนอันดับแรก แล้วค่อยว่ากันจะเอาอย่างไรต่อ ตามขั้นตอน

แต่สิ่งที่เกิดจริง เท่าที่ได้รับทราบอย่างชุลมุนวุ่นวาย คือประชาชนแจ้งมาว่าเขาไม่รู้จะอพยพไปทางไหน กว่าจะรู้แน่ชัดว่ามีจุดอพยพตรงไหนบ้าง คนก็กระจัดกระจายไปหมดแล้ว สำหรับบางคนก็ออกมาไม่ได้ เป็นผู้ป่วยติดเตียง เป็นคนแก่ ไม่สามารถอพยพออกมาได้สะดวก สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดคือความชัดเจนในเรื่องการขนย้าย รัฐมีอะไรมาบริการ หรือย้ายแล้วไปอยู่จุดไหน

  ในฐานะผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน มองการช่วยเหลือจากทางภาครัฐอย่างไร?
เรามองเห็นชัดเลยว่ารัฐไม่มีความพร้อม จะสังเกตได้ว่าบ้านเราเวลาเกิดปัญหา หรือวิกฤตภัยลักษณะเช่นนี้ขึ้นมา รัฐไม่ได้มีความพร้อมเรื่องการเตรียมตัวหรือเตรียมงานเลย กลายเป็นว่ากว่าจะมีคำสั่งออกมาแต่ละอย่าง มันต้องใช้เวลาและไม่ชัดเจน ประชาชนบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่ได้ติดตามข่าว การแจ้งเตือนที่ล่าช้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และท้ายที่สุดคือเรื่องการตัดสินใจสั่งอพยพในแต่ละครั้ง ไปที่ไหน ความชัดเจนคืออะไร และจะอพยพอย่างไร กว่าประชาชนจะรู้เรื่องกันก็กระจายไปไหนมาไหนกันหมดแล้ว

  รถฉีดน้ำมาช้าเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ แต่กลับมาเร็วกับม็อบ อุปกรณ์ป้องกันภัยที่ไม่มีให้เจ้าหน้าที่ สิ่งนี้เรียกว่า ‘บริหารรัฐราชการล้มเหลว’ หรือไม่?
ถ้าให้พูดถึงความช่วยเหลือจากรัฐ แทบจะโผล่มาตอนหลังมากกว่า ช่วงแรกประชาชนต้องช่วยกันเอง ส่วนคนที่มีอำนาจเต็ม มีงบประมาณอยู่ในมือ กลับไม่สั่งการอะไรให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะไม่เพียงแต่ประชาชนที่อพยพออกมาแล้วเท่านั้น แต่ยังมีแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในแคมป์ ในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร ไม่ต่ำกว่า 2-3 แคมป์ เขายังอยู่ในนั้น ซึ่งเราก็ให้ทีมงาน และตัวเราเองด้วย ติดต่อประสานหน่วยงานหลายแห่งว่า ‘มันฉุกเฉินนะ มันอยู่ในรัศมีอันตราย ควรปล่อยเขาออกมาก่อน ให้อพยพมารวมกันก็ได้’ แต่เพราะมาตรการควบคุมโควิดที่สั่งล็อกดาวน์แคมป์ ไม่สามารถขนย้ายคนพวกนี้ออกมาได้ เจ้าหน้าที่หน้างานก็อ้างว่า ‘ต้องรอคำสั่งจากนาย’ ถ้าไม่มีคำสั่งมา ก็อพยพไม่ได้ ตรงนี้เป็นเรื่องของชีวิตคนล้วนๆ
สุดท้าย ก็โยนกันไปโยนกันมา จนติดต่อ กอ.รมน.ที่ดูแลเรื่องนี้ เขาแจ้งกับเราว่า ‘เพลิงมันสงบแล้ว ไม่มีอันตรายกับคนงานในแคมป์แน่นอน’ เราก็ถามไปว่า ‘เอ้า! แล้วควันสารพิษที่คนงานเหล่านั้นสูดเข้าไปทั้งวันทั้งคืนล่ะ ทำอย่างไร’ เขาก็บอกว่า ‘ไม่โดนหรอก มันลอยไปไกลแล้ว’ เหมือนเอาการคาดเดาของตัวเองไปตัดสินชีวิตคน 100-200 คน มันแย่มาก ถ้าหากมีปัญหาที่รุนแรงมากกว่านั้นตามมา เจ้าหน้าที่เหล่านี้รับผิดชอบไหวไหม

ในขณะที่คุณพูดว่า พื้นที่ 5-10 กิโลเมตรเป็นอันตราย สั่งอพยพให้หมด แต่พื้นที่ของแคมป์คนงานที่ตั้งอยู่ใกล้ชิดอย่าง 1 กิโลเมตร กลับกลายเป็นปลอดภัย ไม่ต้องไปไหน ถูกกักขังอยู่ในนั้น จนป่านนี้คนงานยังไม่ถูกย้ายไปไหน และยังไม่ได้ตรวจสุขภาพด้วยว่าสูดสารพิษไปมากน้อยแค่ไหน แต่ก็มีหลายคนที่แหกแคมป์ออกมาเพราะกลัวตาย กลายเป็นว่าคุณล็อกดาวน์เพื่อควบคุมโรค แต่ถ้าคนที่แหกแคมป์ออกมาเป็นโรค ก็ควบคุมไม่ได้อยู่ดี

  คิดเห็นอย่างไร หากรัฐบาลไทย ไม่สามารถนำ ‘แรงงานข้ามชาติ’ ก้าวสู่ความเป็น ‘คน’?
คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามุมมองของรัฐบาลไทยที่มีต่อแรงงานข้ามชาติ เหมือนคนที่มาขายแรงแล้วไม่ใช่คนเหมือนกับเรา ตั้งแต่มีการสั่งปิดแคมป์แรกๆ คนข้างในแอบถ่ายภาพในแคมป์ออกมา เห็นว่าเขาอยู่ในสภาพที่ต้องการความช่วยเหลือ แต่จนวันนี้ยังไม่มีหน่วยงานไหนออกมาเยียวยาตั้งแต่ระลอกแรก ยิ่งซ้ำแผลเดิมเข้าไปอีก ตรงที่รัฐให้แรงงานที่มีเชื้อโควิด-19 ไปนอนกองกันอยู่ในเต็นท์ บนปูนร้อนๆ ฝนตกทีอุปกรณ์อะไรก็พังหมด

รัฐไม่ได้มองว่าแรงงานเป็นบุคลากรสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ประเทศ เราไม่อาจปฏิเสธคนเหล่านี้ได้ในอนาคต เพราะเรากำลังอยู่ในสังคมผู้สูงวัย เรากำลังขาดตลาดแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานก่อสร้าง งานประมง งานบริการ ที่จะต้องใช้แรงงานข้ามชาติเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย เพราะฉะนั้นการที่เราดูแลเขาแบบนี้

ไม่แปลกใจที่ไทยจะโดนลดระดับจากเทียร์ 2 เมื่อปีที่แล้ว มาเป็นเทียร์ 2 วอตช์ลิสต์ในรายงานการติดตามและการดำเนินงานต่อต้านการค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report 2021-ทิปรีพอร์ต) เพราะเป็นประเทศที่ดูแลแรงงานได้ย่ำแย่จริงๆ ไม่ว่าจะอยู่ในระบบ นอกระบบ หรือข้ามชาติ ยังมีควาเหลื่อมล้ำในทุกสาขาอาชีพ

  รัฐบาลไทยดูแลแรงงาน ‘ย่ำแย่’ อย่างไร?
เรามีแรงงานในระบบประกันสังคม 16-17 ล้านคน และนอกระบบที่เป็นคนไทยอีก 21 ล้านคน ในส่วนของแรงงานต่างชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญว่าเราจะทำอย่างไรให้เขาขึ้นทะเบียนในระบบให้ได้ เพื่อที่เราจะได้เช็กกำลังคนในประเทศของตัวเอง ไม่อย่างนั้น จะมีการลักลอบค้ามนุษย์เข้ามา หากเราไม่มีตารางชี้แจงสภาพแรงงานไทยในระบบ แต่นี่กลายเป็นว่า หน่วยงานรัฐฉวยโอกาสค้ามนุษย์ นำแรงงานข้ามชาติเข้ามา จนเกิดเป็นโรคระบาด

อีกหนึ่งประเด็นคือ ในเรื่องของแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมทั้ง 21 ล้านคน ไม่ว่าจะเป็น วินมอเตอร์ไซค์ ร้านเสริมสวย คนกลุ่มนี้ไม่มีสวัสดิการใดๆ เลย เช่น เงินเกษียณ ประกันว่างงาน นอกจากบัตร 30 บาท ไม่แม้แต่ข้าราชการในหน่วยงานรัฐ อย่างเราที่เป็นกรรมาธิการงบประมาณ ทำงาน 09.00-22.00 น. แต่พนักงานจ้างเหมาเหล่านี้ เขาไม่ได้โอที (OT) เลยนะ ได้รายวันปกติ นี่แค่ในระบบราชการ เรายังทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไม่ได้เลย แถมยังมีปัญหาตรงที่ กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตัดคนที่อยู่ในข้าราชการออกไปหมด ซึ่งถ้าหากแรงงานทุกประเภทอยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกัน คนเหล่านี้ก็จะมีสิทธิที่จะต่อรองเรื่องค่าแรงตามกฎหมาย แต่สำหรับบางคนที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐตามต่างจังหวัด บางคนได้ค่าแรงแค่ 5,000-8,000 บาท มันสะท้อนว่าทุกอาชีพไม่มีมาตรฐานแรงงานที่เป็นปัจจุบัน

  ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ มีอะไรที่ประชาชนจะพอหวังพึ่งได้บ้าง?
สิ่งเดียวที่ประชาชนหวังพึ่งได้ตอนนี้ คือ ‘รัฐบาล’ อย่าลืมว่าคนเหล่านี้มีอำนาจที่จะตัดสินใจได้เลย งบประมาณที่มี ไม่ว่าจะมาจากภาษีประชาชนก็ดี หรือเงินกู้ ที่กู้ซ้ำไปซ้ำมา คุณมีสิ่งเหล่านี้ คุณสามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในการจัดการระบบได้แล้ว หากคุณจะลงทุนกับมนุษย์ คุณสั่งล็อกดาวน์ไปเลย 1 เดือน แล้วเยียวยาประชาชนกว่า 70 ล้านคน ถ้วนหน้าทุกคน บอกเขาว่า ภายใน 1 เดือนนี้จะคัดแยกผู้ป่วยออก และจัดหาวัคซีนให้ด่วนที่สุด แต่ตอนนี้สิ่งที่เราพูดมันยังไม่เกิด

ตอนนี้บางแคมป์ของแรงงานข้ามชาติติดเชื้อโควิด-19 กันหมดแล้ว เพราะคุณไม่ได้คัดผู้ป่วยและเยียวยาเท่าที่ควร ทั้งยังผลักภาระไปที่นายจ้าง คุณเอาทหารไปกักกันเขา แต่ไม่มีการเยียวยา

  ยิ่งกว่าสุขภาพกาย คือเสียสุขภาพจิต?
สิ่งที่เลวร้ายที่สุด คือ สภาพจิตใจของคนป่วย เมื่อเตียงไม่เพียงพอ เขาไม่รู้อาการป่วยของเขาว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่มีแม้แต่ความหวังใดๆ แล้ว สิ่งที่แรงงานอยากได้มากที่สุดคือ รัฐต้องทำอย่างไรก็ได้ให้แยกคนป่วยออกมาเพื่อรักษา และสั่งวัคซีนที่มีคุณภาพให้ประชาชน ไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจก็จะพังไปอีกนานเท่านาน

ตอนนี้มันไม่ได้หยุดอยู่ที่แคมป์คนงาน แต่มันยังลามไปถึงโรงงานต่างๆ ส่งผลให้นายจ้างต้องดิ้นรน เปิดโรงงานแม้จะมีคนติดโควิด-19 เพราะรัฐบาลไม่มีความชัดเจนในมาตรการเยียวยาและรักษา มีเพียงแค่คำสั่งปิดสถานที่ประกอบการ แต่เมื่อสั่งปิดตั้งแต่ระลอกแรกจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ได้มาคือ ‘สั่งปิดก่อน เยียวยาทีหลัง’ ประชาชนตาดำๆ ต้องมานั่งรอลุ้นว่าจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ ในฐานะพลเมืองประเทศ

แม้มติ ครม.จะอนุมัติ “สินเชื่ออิ่มใจ” ให้ปล่อยเงินกู้ร้านอาหารรายย่อย แต่ถามหน่อย เขาโดนปิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ จะเอาตรงไหนไปกู้ ไม่ว่าจะ คนทำงานกลางคืน งานบริการ ถ้าจะให้ปรับตัวกันไปมากกว่านี้ เชื่อว่าประชาชนคงปรับตัวไม่ไหวแล้ว มันปรับสุดจนไม่รู้จะไปทางไหนแล้ว อย่างที่เราเห็นกันในข่าว ใครอยู่กัดฟันสู้ได้ ก็อยู่ ใครอยู่ไม่ได้ ก็ฆ่าตัวตายไปก่อน

  ด้านการดูแลสภาพจิตใจ ‘ทำบุญประเทศ’ ช่วยได้มากน้อยเพียงใด?
การทำบุญที่ใหญ่ที่สุด คือ การเปลี่ยนผู้บริหาร จะถือว่าเป็นบุญของประเทศ บุญของประชาชน (หัวเราะ) ประชาชนเขาต้องการยา ต้องการวัคซีน รัฐบาลควรดูด้วยว่า ประเทศเราเผชิญกับอะไร เราไม่ได้เผชิญกับผีสาง นางไม้ ที่จะทำบุญไล่ เราเผชิญกับโรคระบาด อันนี้ต้องทำความเข้าใจ และแก้ปัญหาให้ตรงจุด และอีกย่าง การแก้ปัญหานี้มันเป็นผลงานของคุณ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน ถ้าคุณได้ใจเขา คุณช่วยเขาได้เต็มที่ ทุกคนก็เห็น แต่ไม่ใช่นิ่งเฉยอยู่แบบนี้

  ‘ล็อกดาวน์ประเทศ’ เส้นทางไปต่อของแรงงานจะเป็นอย่างไร?
เส้นทางของประชาชนอยู่ที่รัฐล้วนๆ รัฐต้องเตรียมความพร้อมในทุกด้าน คือ 1.ต้องมีเตียง และบุคลากรทางการแพทย์เพียงพอ 2.ต้องเร่งนำเข้าวัคซีนที่มีคุณภาพมาให้เร็วที่สุด เพื่อที่ประชาชนจะได้มีภูมิคุ้มกัน แต่ไม่ใช่ฉีดไปแล้วไม่ช่วยอะไร แบบนี้ก็ไม่ได้นะคะ (หัวเราะ) อย่างไรก็ตาม สรรพกำลังมีเต็มที่ ต้องใช้มันให้คุ้มค่า ถ้าล็อกดาวน์ก็ต้องมีการบริหารชัดเจน บอกประชาชนว่า เราเจ็บด้วยกัน 1 เดือน แต่หลังจาก 1 เดือน ทุกคนจะได้ฉีดวัคซีน และไม่เกิน 3 เดือนเศรษฐกิจจะฟื้นฟู ประชาชนจะได้มีความเชื่อมั่น และให้ความร่วมมือ แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่มีคือ ‘ความพร้อม’ มันเลย
กลายเป็น ‘เจ็บ แต่ไม่จบสักที’

  อยู่กับโควิด-19 มา 2 ปี มีแรงงานได้รับการเยียวยาจากภาครัฐบ้างหรือไม่?
ถ้าเป็นแรงงานไทย ได้รับการช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่เงินจากรัฐ เป็นเงินจากประกันสังคมที่นายจ้างและลูกจ้างสมทบร่วมกัน ซึ่งเป็นเงินส่วนที่รัฐดึงไปใช้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท แม้ว่ารัฐจะดึงเงินไปตอนนี้ก็ไม่มีปัญหา แต่มันจะกระทบกับเด็กจบใหม่ ที่จะไม่มีบำนาญไว้ใช้ตอนแก่

ส่วนแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม รัฐปล่อยปละละเลยไปมาก กู้เงินที เยียวยาที ครั้งแรก 5,000 บาท 3 เดือน ต่อมาลดเหลือ 3,000 สวนทางกับสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น

แรงงานข้ามชาตินอกระบบไม่ต้องพูดถึง นอนกันข้างถนนอย่างที่เราเห็นในหลายแคมป์ ส่วนแรงงานข้ามชาติในระบบเอง กว่าจะได้รับการเยียวยา ก็เจอข้อแม้ว่า แรงงานข้ามชาติต้องมีสัญชาติไทย มันเลยกลายเป็นว่า ต่อให้แรงงานข้ามชาติคนนั้นมีประกันสังคม ก็ไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐไทย ถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็คงไม่สามารถควบคุมอะไรได้อีก เพราะเขาไม่ได้รับการเยียวยาตั้งแต่ระลอกแรก จนถึงปัจจุบัน

  ในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร ตัวแทนภาคแรงงาน มีแผนช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติอย่างไรบ้าง?
คงช่วยสุดความสามารถเท่าที่ช่วยได้ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทุกครั้งที่เราอภิปรายในสภา ก็อยากจะให้รัฐทำตามข้อเสนอ แต่รัฐไม่เคยหยิบยกไปทำ เราไม่ใช่คนที่มีอำนาจหรือมีงบประมาณในมือ ตอนนี้เราทำได้เพียงแค่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่แรงงานที่เขาไม่ไหวแล้วจริงๆ ก็ประคับประคองกันไป แคมป์ไหนไม่มีข้าว เราก็เอาไปให้ อยากให้ผู้มีอำนาจฟังเสียงแรงงาน ผู้เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนประเทศมากกว่านี้

ทุกคนต้องอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน ไม่ใช่ว่าคุณ VIP คุณได้ไปต่อ มันยิ้มไม่ออก

เราจะภูมิใจได้อย่างไร ว่าเป็น ‘สยามเมืองยิ้ม’ เราจะยิ้มออกมาได้โดยไม่กระดากปากอย่างไร ในขณะที่หลายคนมีคราบน้ำตา คราบเลือด

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ผอ.ศปก.ศบค.’ เตรียมประเมิน 7 วันหลังออกมาตรการเข้ม แจงไม่ปิดตลาดสด-ซุปเปอร์มาร์เก็ต
บทความถัดไป‘โฆษกเพื่อไทย’ ถาม มีรัฐบาลไว้ทำไม ถ้า ปชช.พึ่งพิงไม่ได้