
ถึงแม้การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 28 และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐ อเมริกา ครั้งที่ 5 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวจะสิ้นสุดลงไปแล้วด้วยความชื่นมื่นและความสำเร็จ และกระแสสื่อโซเชียลและการพูดคุยสนทนาตามสภากาแฟของประชาชนชาวลาว ก็ยังไม่พ้นไปจากภาวะ “ลุงโอ(บามา)ฟีเวอร์” ทั่วทุกย่านร้านตลาด
กระแสฟีเวอร์โอบามานี้ เริ่มต้นตั้งแต่โอบามายังไม่ทันจะมาลาว แค่เครื่องบินลำเลียงขนเอาเจ้า “เดอะบีสต์” สุดยอดรถประจำตำแหน่งสุดยอดผู้นำโลก ก็เรียกเสียงฮือฮาในโซเชียลกันกระจาย และเมื่อประธานาธิบดีโอบามามาถึง กล่าวคำ “สะบายดี” และ “ขอบใจหลายๆ” ในสุนทรพจน์ของการประชุม ชาวลาวก็ชื่นอกชื่นใจให้ศีลให้พรยาวเป็นกิโล น้อยนักที่จะแสดงความเกลียดชังออกนอกหน้า
นอกจากนี้ โอบามายังกล่าวถึงชาวลาวอเมริกาว่า ยังรักษาขนบประเพณีที่ดีงาม เช่น การเคารพผู้อาวุโส การนับถือศาสนาพุทธ ไว้ได้อย่างดี และชาวลาวอเมริกาจะเป็นผู้เชื่อมประสานความสัมพันธ์ลาว-อเมริกาให้ดียิ่งขึ้นต่อไปซึ่งทำให้ความระแวงต่อชาว “ลาวนอก” หรือคนลาวอพยพ ของรัฐบาลลาวจางลงไปบ้าง
ประธานาธิบดีโอบามาเองก็เดินเกมการทูตที่สำคัญ ซึ่งนักวิจารณ์การเมืองระหว่างประเทศเรียกว่า “Apologizing Policy” และ “Reconciliation Policy” คือการขออภัยและแสดงความเสียใจในสิ่งที่สหรัฐอเมริกาที่ได้ทำความผิดพลาดไปในอดีต และฟื้นคืนความสัมพันธ์ที่บาดหมางต่อชาติต่างๆ ให้กลับมามีสัมพันธไมตรีกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น อิหร่าน คิวบา เวียดนาม และลาวในครั้งนี้ โดยโอบามาได้แสดงความเสียใจที่รัฐบาลอเมริกาในอดีตทิ้งระเบิดลงบนแผ่นดินลาวจนทำให้ลาวกลายเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดมากที่สุดในโลก และมีเศษซากระเบิดที่ยังไม่แตกหลงเหลือตามชนบทจำนวนมหาศาล อีกทั้งยังได้เพิ่มเงินสนับสนุนการเก็บกู้ซากระเบิดดังกล่าวอีก 90 ล้านเหรียญสหรัฐ
แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกว่า ในสื่อและโซเชียลของไทย คนไทยกลับเคียดแค้นอเมริกาแทนคนลาวจนออกนอกหน้าทั้งที่แม้แต่คนลาวเองก็ไม่ได้คิดอะไร มิหนำซ้ำรัฐไทยเอง ก็ยังไม่เคยขอโทษที่ให้อเมริกายุคนั้นใช้เป็นฐานทัพทิ้งระเบิดใส่ประเทศลาว
หลังจากนั้น ประธานาธิบดีโอบามา ยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก แวะเดินถนนทักทายชาวลาวอย่างเป็นกันเองด้วยการยกมือไหว้สะบายดี จับมือกับชาวบ้าน เข้าชมวัดเซียงทอง โรงพระราชยานของเจ้ามหาชีวิตลาวในอดีต ถ่ายรูปร่วมกับสามเณรในวัดและซื้อน้ำมะพร้าวใส่หลอดดูดกินไปตามทาง
ลักษณะความเป็นกันเองดังกล่าวฉายซ้ำรอยภาพการเยือนเวียดนาม ที่โอบามาไปนั่งกินบั๋นหมี่ร้านข้างถนนแบบเรียบง่าย เป็นการสร้างภาพที่น่าไว้ใจ เป็นกันเอง และเคารพในประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาติที่ไปเยือน ส่งผลให้กระแสนิยมชื่นชอบทั้งตัวประธานาธิบดีโอบาม่า และประเทศสหรัฐอเมริกา พุ่งสูงขึ้นในหมู่วัยรุ่นและวัยทำงานรุ่นใหม่ของลาว และทำให้ความรู้สึกอคติเกลียดชังของชาวลาวยุคเก่าที่เคยถือปืนจับอาวุธรบอเมริกามาก่อนผ่อนคลายลง
ชาวลาวหลายคนให้ความเห็นว่า การเพิ่มมิตร ผ่อนศัตรู สร้างมิตรไมตรีให้ดีต่อกัน เก็บความบาดหมางครั้งเก่าก่อนไว้เป็นอดีตสอนใจ สร้างความเจริญศิวิไลซ์ไปในอนาคต จึงเป็นหน้าที่ของคนยุคใหม่ เมื่อสหรัฐอเมริกาสำนึกถึงความผิดและยอมรับหาทางร่วมแก้ไขแล้ว ก็ไม่ควรจะเอาอดีตมาปิดกั้นอนาคต
ยิ่งตัวผู้นำชาติมหาอำนาจยิ่งใหญ่มาถึงลาวที่เป็นประเทศเล็กน้อย แต่ก็ยังยอมรับในวัฒนธรรมประเพณี ยกมือขึ้นพนมสะบายดีให้ประชาชนทุกชั้น ก็แลน่าเอ็นดูพอที่จะให้โอกาสสหรัฐอเมริกาเข้ามาเจรจาและร่วมหาทางสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินลาว และเพื่อคานอำนาจกับจีนและเวียดนามทั้งในทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
