บันทึกของเมื่อวาน ประวัติศาสตร์ ‘รีรัน’ จากห่าระบาดถึงโควิด-19

28.07.21 | 14:30 น.
ภาพศพลอยน้ำโดยมีทั้งอีกาและปลามากินซาก จิตรกรรมที่ศาลาการเปรียญ วัดท่าข้าม บางขุนเทียน กรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 4 สะท้อนการระบาดของโรคห่ายุคต้นรัตนโกสินทร์

ผ่านมานานนับปี ตั้งแต่โลกพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรก กระทั่งเข้าสู่ประเทศไทย จนสถานการณ์ล่วงเลย
คนติดเชื้อรายวันทะลุหมื่นห้าพันราย

ย้อนไปเมื่อปีก่อน รายการขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว เคยออกอากาศในตอน “ห่าระบาด ประวัติศาสตร์อยุธยา ในประวัติศาสตร์โลก” อันเป็นตอนที่คงความเข้มข้นควบคู่สุนทรียะ โดย 2 ผู้อาวุโส ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ในเครือ พร้อมใจ “เล่นใหญ่” ยกวง “แพร้ว” จัดเต็มดนตรีไทยผสานความเป็นสากลอย่างลงตัว นำโดย นพพร
เพริศแพร้ว ศิลปินเสียงดีที่แฟนๆ คุ้นหูจากเพลงประจำรายการ ที่ร้องว่า “เดินทางทอดน่องท่องเที่ยว ดินหญ้าฟ้าเขียวอาถรรพ์” มาขับขานบทเพลงใหม่ อย่าง “ไล่ห่า”

“โควิดมา ห่าลงเมือง ห่ากินบ้านเมือง กินผู้คน ไปให้พ้น ห่ามหากาฬ” คือท่อนแรกที่ถูกใจผู้คนซึ่งอยากไล่โควิดไปให้พ้นๆ ตั้งแต่ปีก่อน

วันนี้ เป็นอีกห้วงเวลาแห่งการ (กึ่ง) ล็อกดาวน์ พร้อมผู้ป่วยที่พุ่งทะยานมากขึ้นไปทุกที กงล้อประวัติศาสตร์แห่งโรคระบาด“รีรัน” ความทุกข์ยากตั้งแต่สมัยโบราณ กลับมาอีกครั้งในยุคนี้

โดยรายการขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว เตรียมรีรันเทปในตอนห่าระบาด เมื่อปี 2563 กลับมาให้ชมอีกครั้ง ในวันที่บรรยากาศสังคมแสนซึมเซา คลอไปกับเสียงคอลเอาต์ ทวงวัคซีน

Advertisement
หมอยาที่ศึกษาการระบาดของกาฬโรคสวมหน้ากากที่มีจะงอยแหลมเหมือนปากนก ภายในอัดแน่นไว้ด้วยเครื่องเทศ
รสฉุน และสมุนไพรที่เชื่อว่าป้องกันเชื้อโรคได้ (ภาพพิมพ์ทองแดง ผลงานของ พอล ฟูเอรสต์ เมื่อ พ.ศ.2199
หลังการระบาดของกาฬโรคในยุโรปราว 200 ปี)

ย้อนชมอดีตสองกุมารสยามผู้คอลเอาต์ประวัติศาสตร์ไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของผู้คนในยุคโรคระบาดตั้งแต่ Black Death ความตายสีดำ จนถึง “โรคห่า” สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเมื่อราวหลัง พ.ศ.1800 ประวัติศาสตร์โลกบันทึกถึงความสูญเสียประชากรนับล้านจาก Black Death จากจีนถึงยุโรปโดยมีพาหะคือหมัดหนู กระจายจากเรือสำเภาที่เข้าเทียบท่าค้าขาย ร่วมสมัยยุคต้นกรุงศรีอยุธยาที่มีตำนานบอกเล่าถึงโรคห่า ยุคพระเจ้าอู่ทอง เดิมเชื่อว่าเป็นโรคอหิวาต์ แต่ภายหลังรับรู้กันใหม่ว่าแท้จริงคือ “กาฬโรค” จากสำเภาจีน

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวันวลิต พ.ศ.2182 บันทึกถึงความรุนแรงของโรคห่าในครั้งนั้นว่า “น้ำลายพิษ” ของมังกร (นาค) จากหนองน้ำ ฆ่าคนจนเมืองร้าง

กาฬโรคยุคต้นกรุงเก่า สร้างความปั่นป่วนในราชสำนัก ก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม โดยเฉพาะภาษาและวัฒนธรรม

ปกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2527 มีเรื่องโรคห่ายุคพระเจ้าอู่ทอง ของไมเคิล ไรท์

“ขรรค์ชัย-สุจิตต์” ยังหยิบยกข้อมูลที่ได้จาก “ไมเคิล ไรท์” นักปราชญ์ “ฝรั่งคลั่งสยาม” ผู้ล่วงลับมาเปิดเผย โดยเป็นต้นฉบับที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม (ปีที่ 5) ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2527 ซึ่งสรุปได้ว่า เมืองจีนเป็นต้นทางโรคระบาดครั้งใหญ่ทั่วเอเชียและยุโรป เรียก Black Death หรือความตายสีดำ คือ กาฬโรคส่งผลให้มีคนตายนับล้าน เป็นเหตุการณ์สำคัญมีในประวัติศาสตร์โลกเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 19 (คริสต์ศตวรรษที่ 14) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงมากกับตำนานไทยเรื่องพระเจ้าอู่ทองพาไพร่พลอพยพหนีโรคห่า (คือ อหิวาตกโรค) จากเมืองใดเมืองหนึ่ง ไปสร้างกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893 แล้วถูกครอบงำเป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยสืบเนื่องราว 100 ปีมาแล้ว ปัจจุบันยังใช้งานอยู่อย่างเคร่งครัด

พระเจ้าอู่ทองหนีโรคห่าไปสร้างกรุงศรีอยุธยา เป็นวรรณกรรมที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อบอกเล่าเหตุการณ์สำคัญเรื่องโรคระบาดที่มีคนตายจำนวนมาก เรียกโรคห่า โดยมิได้ระบุว่าเป็นโรคชนิดใด เพราะไม่รู้เหตุแท้จริงของโรคนั้น

ขบวนแห่ของพวกแฟลกเจลแลนท์ ในยุคที่ความตายสีดำเข้ามาเยี่ยมเยือน พ.ศ.1891(ภาพประกอบในหนังสือพงศาวดารของกิลเลส ลิ มุยสิส์) ผู้เข้าร่วมในขบวนแห่จะต้องเปลือยกายท่อนบน เดินเรียงแถวเป็นคู่ พร้อมกับขับร้องเพลงที่ชื่อว่า “ไกส์สเลอร์ไลเดอร์” (Geisslerleider) วิงวอนต่อพระเจ้าให้ไถ่ถอนบาป และยุติการแพร่ระบาดของกาฬโรค

ก่อนโรคระบาด กรุงศรีอยุธยาเป็นรัฐใหญ่ มีศูนย์กลางฟากตะวันออกของอยุธยา โดยมีชื่ออื่นว่า อโยธยาศรีรามเทพ อยู่ใกล้อ่าวไทย บนเส้นทางการค้ากับจีนซึ่งเชื่อมโยงการค้าโลก ย่อมหนีไม่พ้นจะรับผลกระทบรุนแรงจากโรคระบาด หรือเป็นบ้านเมืองส่วนหนึ่งของโรคระบาดใหญ่ในครั้งนั้น ดังนั้น พระเจ้าอู่ทองหนีโรคห่าในตำนานไทยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกเรื่อง Black Death หมายถึงอยุธยาไม่ได้อยู่ดาวดวงอื่น และคนสมัยนั้นร้อยพ่อพันแม่รวมคนไทยไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว ย่อมล้มตายมากจากโรคระบาดครั้งนั้น

ส่วนโรคห่าที่พระเจ้าอู่ทองหนีไปในครั้งนั้น คือ Black Death หรือความตายสีดำ คือ กาฬโรค ไม่ใช่อหิวาตกโรคตามที่บอกในตำราประวัติศาสตร์ไทย

คนตายจาก Black Death ระหว่าง พ.ศ.1889-1896 ถูกฝังรวมกันไว้ที่ธอร์นตัน แอบบี้ ในลินคอร์นไชร์ สหราชอาณาจักร (ภาพจาก: https://www.sciencealert.com)

ข้อมูลเหล่านี้ เตรียมรีรันให้ชมพร้อมลีลาชวนฟังตามสไตล์สุจิตต์-ขรรค์ชัย โดยมีบทเพลงไพเราะจากวงแพร้วขับร้องบรรเลงสลับฉากอย่างเร้าอารมณ์

จากยุคอยุธยา ครั้นต่อมาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ปรากฏข้อความจากพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ 2 ที่กล่าวถึงเหตุการณ์การระบาดของไข้ป่วง หรือลงราก ซึ่งในภายหลังเรียกว่า อหิวาตกโรค คร่าชีวิตผู้คนมากมายในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมืองใกล้เคียง ราว 30,000 คน

เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 กาฬโรคระบาดอีก ตามเมืองท่าของจีนและฮ่องกง เคลื่อนตัวไปอินเดีย แอฟริกา ยุโรป สิงคโปร์ ไทย และออสเตรเลีย

มีการบังคับให้เรือที่มาจากพื้นที่ซึ่งมีการระบาดจอดให้เจ้าหน้าที่ตรวจโรคก่อน รวมถึงจอดรอที่เกาะไผ่ ห่างจากพัทยาราว 8 กิโลเมตรจนครบ 9 วัน จึงอนุญาตให้เข้ากรุงเทพฯ ได้

ผู้มีบทบาทสำคัญในการกักกันและตรวจโรคครั้งนั้นคือ พระบำบัดสรรพโรค หรือ หมอฮันส์ อะดัมสัน ลูกครึ่งเดนมาร์ก-มอญ พื้นเพอยู่ที่พระประแดง คนไทยเรียก หมอลำสั้น นับเป็นแพทย์ประจำด่านตรวจโรคคนแรกของไทย เป็นผู้ออกประกาศจัดการป้องกันกาฬโรค ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2441 กว่าที่กาฬโรคจะหมดไป ใช้เวลานับสิบปี โดยพบผู้ป่วยรายสุดท้ายที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อ พ.ศ.2495 จากนั้นยังไม่พบอีกเลย

อย่าลืมรับชมตอนรีรันในวันที่ประวัติศาสตร์หมุนวน แม้ปฏิทินและเข็มนาฬิกาเดินหน้า แต่บันทึกของเมื่อวานยังทรงคุณค่าด้วยบทเรียนเพื่อหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมซ้ำแผลเดิม

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร