ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนต้องมีเวอร์ชั่น 2 ฉบับปรับปรุงใหม่มาเสิร์ฟอีกรอบ สำหรับ “All about Clouds เล่มนี้มีเมฆมาก” ผลงาน ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ที่หลอมรวมความเป็นวิทยาศาสตร์แน่นๆ กับศิลปะงามๆ ที่ธรรมชาติจับพู่กันรังสรรค์ มาผนวกรวมไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

สำนักพิมพ์มติชน คัดเนื้อหาบางส่วนมาเรียกน้ำย่อย ชวนอ่านฉบับเต็มในเล่มจริง ซึ่งมากมายด้วยสาระที่พาไปแนะนำให้รู้จักกับเมฆชนิดต่างๆ จนถึงเรื่องเล่าและตำนานครั้งเก่าก่อนซึ่งล้วนนำมาซึ่งความน่าอัศจรรย์ใจ
เมฆก็มีชื่อ ส่วนโค้ง ริ้วขนาน ขอบชัดมากด้วยความหมาย
เริ่มต้นด้วยการแหงนมองท้องฟ้า หากเคยคิดว่าเมฆทั้งหลายเป็นเพียงก้อนสีขาวดูอ่อนนุ่มไม่แตกต่าง หนังสือเล่มนี้จะเปลี่ยนมุมมองของคุณไปตลอดกาล เพราะแท้จริงแล้วนั้น หมู่มวลเมฆล้วนแตกต่าง หลากหลาย ซ้ำยังมีทั้งชื่อเรียก และสกุล
แม้จำยาก เพราะมาจากภาษาละติน ทว่ายิ่งกลายเป็นเสน่ห์ที่ชวนให้ทำความรู้จักถึงที่มาจากรากศัพท์โบราณอันลึกซึ้งด้วยความหมาย ไม่ว่าจะเป็น “เมฆแคพิลเลตัส” ซึ่งในภาษาละติน แปลว่า “มีเส้นผม” ได้ชื่อนี้เพราะส่วนยอดมีลักษณะเป็นเมฆฝอย เช่น เป็นเส้นริ้วรอยขนาน (straition) หรือเส้นคล้ายขนนกแผ่ออกไป พบในเมฆสกุล Cumulonimbus เท่านั้น

ส่วนสกุลที่ว่านี้คืออะไร ต้องชวนให้อ่านรายละเอียดในตัวเล่ม
นอกจากนี้ยังมี “เมฆหมวกแก๊ป” ผิวพรรณดูเรียบเนียน ขอบคมชัด แปลกตาราวกับภาพคอมพิวเตอร์กราฟิก รูปร่างคล้ายหมวกหรือร่มขนาดใหญ่ลอยคลุมเหนือยอดเขา
ไหนจะ “เมฆวีลัม” หรือ “ใบเรือ” ในภาษาละติน
อาจลอยอยู่หน้าเมฆก้อน หรือถูกเมฆก้อนที่กำลังเติบโตขึ้นในแนวดิ่งพุ่งทะลุผ่านขึ้นไปก็ได้ เมฆชนิดนี้เกิดในสภาพอากาศดีจึงมักจะคงตัวอยู่ได้นาน แม้ว่าเมฆก้อนที่อยู่ใกล้ๆ จะสลายตัวไปแล้วก็ตาม
ส่วน “เมฆอาร์คัส” โดดเด่นด้วยแนวโค้งคล้ายกันชนรถ และ “เมฆโอเพคัส” ที่แปลว่า “มีร่มเงา” กระจายตัวเต็มท้องฟ้า หนาทึบจนบดบังดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์
ท้องฟ้า อาทิตย์ จันทร์ ปกรณัมกรีก-โรมัน ความน่าอัศจรรย์ของ‘มวลเมฆ’
เหล่าเมฆบนท้องฟ้าที่เรามองเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน นอกจากจับต้องได้ในแง่มุมวิทยาศาสตร์ ยังมีเรื่องราวย้อนหลังไปไกลแสนไกล เชื่อมโยงตำนานเทพปกรณัมยุคโบราณ มาจนถึงบันทึกหลักฐานที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอันนำมาซึ่งการศึกษาวิเคราะห์เพื่อหาคำอธิบายอย่างเป็นรูปธรรม

เปิดตัว “อาทิตย์ 5 ดวง และ อาทิตย์ 7 ดวง” เรื่องเล่าของชาวกรีกโรมัน นั่นคือ อาทิตย์ทรงกลด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยโบราณ โดยใน ค.ศ.1629-1630 ชาวโรมันบันทึกไว้ว่า เกิดอาทิตย์ทรงกลดขึ้น 2 ครั้ง แต่ความพิเศษและพิสดารกว่าทุกครั้งที่เคยมีมาคือ การเกิดอาทิตย์ทรงกลดที่มีดวงอาทิตย์ถึง 5 ดวง และ 7 ดวงตามลำดับ เรียกว่า “ปัญจสุริยา” และ “สัปตสุริยา” เหนือกรุงโรม
ปรากฏการณ์ในปี 1629 ดังที่เล่ามาแล้วนักดาราศาสตร์นามว่า ปิแยร์ กาซองดี ได้รับสำเนาเอกสารจากนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอีกคน นามว่า นิโกลาส์ โคลด ฟาบรี เดอะ เปแรสก์ ซึ่งได้ข้อมูลและแผนภาพมาจากพระคาร์ดินัล ฟรานเชสโก บาร์เบรีนี อีกทอดหนึ่ง จึงตัดสินใจตีพิมพ์เอกสารดังกล่าวซึ่งบันทึกการเกิดขึ้นของเหตุการณ์นั้นไว้ โดยเรียกว่า “Phaenomenon raraum” และให้คำอธิบายไว้ว่า การที่ชาวโรมันเห็นดวงอาทิตย์มากถึง 5 ดวงนั้น เกิดจากการหักเหของแสงขณะเกิดอาทิตย์ทรงกลด
ในปีต่อมา กาซองดี คนเดิม ได้รับจดหมายจากนักบวชชาวเยสุอิต ผู้สนใจในฟิสิกส์และดาราศาสตร์ นามว่า คริสทอฟ ไชเนอร์ ข้อมูลที่ไชเนอร์ส่งมาหากาซองดี ระบุไว้ว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ.1630 เกิดเหตุการณ์การทรงกลด ที่มีดวงอาทิตย์มากถึง 7 ดวง
เหตุการณ์นี้โด่งดังมาก จนได้รับการกล่าวขานในนามว่า The 1630 Rome halo display หรือ The seven suns of Rome หรือ “สัปตสุริยา” เหนือกรุงโรม
ทั้งสองเหตุการณ์นี้ ถือเป็นจุดสำคัญต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ในบรรยากาศ นำไปสู่การศึกษาที่มาและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง เพื่อหาเหตุผลมาอธิบายเหตุการณ์นี้ ทั้งข้อเสนอของเรอเน เดการ์ต การเกิดอาทิตย์ทรงกลดแบบวงกลมขนาด 22 องศา อาจจะเกิดจากผลึกน้ำแข็งที่เหมาะสม และเกิดภาพสะท้อนนี้ รวมไปถึงทฤษฎีของคริสตีอาน ฮอยเกนส์ ที่เสนอคำอธิบายเกี่ยวกับการเกิดทรงกลดแบบซันด็อก

อีกหนึ่งเรื่องราวชวนฟังให้เคลิ้ม เกี่ยวข้องกับเทพปกรณัมกรีก-โรมันที่ธรรมชาติระบายสีสันให้มนุษย์ผูกโยงเข้ากับปรากฏการณ์บนท้องฟ้า นั่นคือ “แถบโค้งสนธยาและสายคาดเอวของวีนัส”
หากใครเคยแหงนหน้าสังเกตท้องฟ้าในยามเช้าตรู่ ก็คงจะเคยเห็นแสงสีชมพูจางๆ ช่วงก่อนดวงอาทิตย์จะขึ้น หรือช่วงใกล้ย่ำสนธยา ก่อนตะวันจะลับฟ้า แถบสีชมพูนี้ เรียกว่า “Belt of Venus” หรือสายคาดเอวของวีนัส จุดสังเกตสำคัญที่ทำให้เราทราบได้ว่าแสงที่เราเห็นนั้นใช่ที่คาดเอวของวีนัสหรือไม่ นั่นคือแสงนี้จะปรากฏพร้อมดาวศุกร์ หรือ Venus ตามชื่อเทพีวีนัส เท่านั้น หากช่วงหัวค่ำ เราจะเรียกดาวศุกร์ว่า ดาวประจำเมือง
ตามเทพปกรณัมกรีก-โรมัน วีนัส (หรือ อโฟรไดร์ท) เป็นเทพีแห่งความรัก จะมีสายคาดเอววิเศษ เรียกว่า “เซสตัส” ที่ทรงพลังด้านความรักมหาศาล หากหญิงใดนำไปใช้ จะทำให้ชายหนุ่มที่หมายปองต้องมนต์เสน่ห์ลุ่มหลงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ด้วยฤทธานุภาพนี้ แม้แต่จูโน่ (หรือ เฮรา) เทพีแห่งการแต่งงาน ก็ยังเคยมาขอยืมเซสตัสจากเทพีวีนัส เพื่อนำไปใช้กับคู่รักที่ทะเลาะกัน ให้หันกลับมารักใคร่คืนดีกัน ส่วนเทพีจูโน่เองก็ใช้กับพระสวามี-
มหาเทพจูปิเตอร์ (หรือ ซุส) ด้วยเช่นกัน

ท้องฟ้าลายปลาแมคเคอเรลฝนจะตก โลกจะแล้ง อากาศเปลี่ยนแปลง
อีกเรื่องน่ารักที่ฟังเบาๆ เกี่ยวข้องกับความช่างสังเกตของผู้คนในโลกตะวันตกที่แหงนมองฟ้าแล้วคาดการณ์ราวนักอุตุนิยมวิทยาได้ว่า ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง โลกจะแล้ง!
เรื่องมีอยู่ว่า หากมองเห็นท้องฟ้าลายปลาแมคเคอเรล อีกไม่ช้า สภาพอากาศบริเวณนั้นจะเปลี่ยนแปลง
ลายปลาที่ว่านี้ คือการเปรียบเทียบลายของเมฆบนท้องฟ้าที่มีลักษณะคล้ายลายปลาแมคเคอเรล ซึ่งมีชื่อเรียกเมฆลักษณะเป็น คลื่นลอนๆ เช่นนั้นว่า “เมฆอันดูเลตัส” (undulates)
ความเชื่อและข้อสังเกตนี้ ทิ้งร่องรอยหลักฐานผ่านสำนวนภาษาอังกฤษที่คล้องจองกันว่า “Mackerel in the sky, three days dry” แปลว่า หากมีปลาแมคเคอเรลอยู่บนท้องฟ้า อีก 3 วันจะแล้ง
“Mackerel sky, mackerel sky. Never long wet and never long dry”
แปลว่า ฟ้าลายปลาแมคเคอเรล ฝนตกไม่นาน น้ำแล้งไม่ได้
และ “Mares tails and mackerel scales make tall ship carry low sails”
แปลว่า หางม้าและเกล็ดปากแมคเคอเรลอยู่ที่ไหน เรือใหญ่ต้องชักใบลง
ท้องฟ้าบำบัด สัจธรรมจากหมู่เมฆ
ปิดท้ายด้วยถ้อยคำจากเจ้าของผลงาน อย่าง ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ซึ่งบอกเล่ากับ สำนักพิมพ์มติชน ว่า เดิมไม่ได้สนใจเมฆเป็นพิเศษ แต่เมื่อมีโอกาสได้ศึกษาลึกลงไป จึงรู้สึกได้ถึงความมีเสน่ห์ พบว่าเมฆมีหลายรูปแบบ ต่อมาจึงเปิดบล็อกชื่อ “ชายผู้หลงรักมวลเมฆ” มีการตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ จนมาถึงยุคที่เฟซบุ๊กเกิดขึ้นในโลก ชมรมนี้ก็ยิ่งเติบโตเรื่อยมาจากการที่ทุกคนมีส่วนร่วม
“เมฆเป็นอะไรที่ง่าย ใครก็ถ่ายภาพได้ ดูง่าย ไม่เสียตังค์ ถ้าใครอยากดูเมฆ ให้เริ่มจากง่ายๆ ก่อน แล้วเติมข้อมูลความรู้เข้าไป คนชอบดูเมฆ มีจุดเริ่มต้นต่างกัน บางคนอาจเริ่มจากความชอบรุ้งกินน้ำ บางคนชอบพระอาทิตย์ทรงกลด บางคนชอบเมฆสีรุ้งอย่างบนปกหนังสือเล่มนี้ ทุกคนที่เห็นเมฆสีรุ้งครั้งแรก ต่างตรึงใจมาก เหมือนถูกสะกด” ดร.บัญชาเล่า ก่อนทิ้งท้ายด้วยว่า หลายคนให้ท้องฟ้าช่วยบำบัดจิตใจ เมื่อนั่งมองฟ้าเป็นเวลานาน พบก้อนเมฆที่ “มาแล้วก็ไป” เปรียบเหมือนความทุกข์และสุข ที่เมื่อประสบพบเจอ ไม่นานก็ต้องจากไป
(ไม่ต้องอ่าน) ถึงบรรทัดสุดท้าย ก็ทำให้การแหงนมองฟ้าครั้งต่อไป มากมายด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม

