โลกเก่าพัง โลกใหม่มา ขรรค์ชัย-สุจิตต์ กรอเทป ‘ไล่ห่า’ จากความตายสีดำถึงโควิดมรณะ

17.08.21 | 13:00 น.

“โควิดมา ห่าลงเมือง ห่ากินบ้านเมือง กินผู้คนไปให้พ้น ห่ามหากาฬ”

คือท่อนฮุกติดหูจากเพลง “ไล่ห่า” ซึ่งดังกระหึ่มเป็นครั้งแรกในโถงชั้นล่าง อาคารสำนักงานบริษัมติชน จำกัด (มหาชน) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2563หรือเมื่อกว่า 1 ปีก่อน

ผลงานแต่งใหม่สดๆ ร้อนๆ ปลายปากกาหมึกซึมสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ในเครือมติชน สำหรับยกวงมาขับกล่อมประกอบรายการ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว ตอน ห่าระบาด ประวัติศาสตร์อยุธยา ในประวัติศาสตร์โลก ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกแรก ซึ่งยังไม่หนักหนาสาหัสเฉกเช่นวันนี้ที่ยอดติดเชื้อรายวันพุ่งทะลุ 2 หมื่นไปแล้ว

ขรรค์ชัย บุนปาน หัวเรือใหญ่ค่ายมติชน ยังสวมเฟซชิลด์ นั่งฟังบทเพลงซึ่งบรรเลงสดแบบจัดเต็มโดยวงแพร้ว นำโดย นพพร เพริศแพร้ว ซึ่งแฟนๆ รายการคุ้นเสียงอันไพเราะจากเพลง “เดินทาง” ในช่วงเปิดรายการเป็นประจำทุกเดือน

Advertisement

เสียงดนตรีไทยผสานความเป็นสากลอย่างลงตัว ในขณะที่ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ก็บรรเลงเนื้อหาอย่างเข้มข้น หนักแน่น ย้อนอดีตโรคระบาดในประวัติศาสตร์และ
ความเป็นไทย

จากวันนั้นถึงวันนี้ กว่า 1 ปีผ่านไป ไล่แล้วไล่อีก ทั้งด้วยล็อกดาวน์ ทั้งด้วยวัคซีน ทั้งด้วยกักตัว ทั้งด้วยรักษาระยะห่าง ทั้งด้วยฟ้าทะลายโจร โควิดก็ยังไม่ไป ซ้ำร้ายยังกลายพันธุ์แสดงอานุภาพออกอาละวาดทั่วไทย คู่ขนานสถานการณ์โลกที่ต่างก็พยายามยับยั้งไวรัสมรณะอย่างสุดแรง

รายการในตอนดังกล่าว จึงถูกนำมารีรันให้รับชมอีกครั้ง ไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ที่วนลูปซ้ำรอยให้มนุษยชาติได้ลิ้มรส

‘ห่า’ มาจากไหน? เปิดไทม์ไลน์

‘Black Death’ ยุโรป ตายเป็นล้าน

“ห่า เป็นคำสามัญทั่วไป อะไรที่มันเกิดเหตุมากๆ ทำให้คนตายมาก เรียกว่าห่า แม้กระทั่งฝนตกก็เรียกว่าห่า เรียกฝนตกหนึ่งห่า ตกมาก เรียกฝนแสนห่า”

ขรรค์ชัย-สุจิตต์ เปิดประเด็นด้วยคำสำคัญแล้ว ไม่รอช้า ตามมาติดๆ ด้วยปมปริศนา “พระเจ้าอู่ทองหนีโรคห่า” มาสร้างกรุงศรีอยุธยาตามคำบอกเล่าในนิทาน

“เรื่องพระเจ้าอู่ทองพาไพร่พลหนีโรคห่า จากเมืองอู่ทองที่สุพรรณฯ มาสร้างกรุงศรีอยุธยา คำว่าห่าระบาด คนรับรู้ว่าเป็นอหิวาตกโรค ขอย้ำนะครับ ที่บอกว่าโรคห่า มันอยู่ในนิทาน นิทานคือคำบอกเล่า เชื่อถือเป็นความจริงไม่ได้จนกว่าจะมีหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ไม่มีหลักฐานว่าพระเจ้าอู่ทองหนีอหิวาต์ แต่ใช้คำว่าโรคห่า นิทานเรื่องห่าระบาด มีทั่วไปหมด ตั้งแต่อยุธยา ลงไปถึงนครศรีธรรมราชโน่น ถึงพม่า รามัญ มอญ เขมร ไม่มีใครบอกว่าเป็นอหิวาต์ จึงเกิดคำถามที่ 2 ว่าโรคห่าคืออะไร ไม่มีใครรู้ เราจึงต้องศึกษาเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ทั้งโลก ซึ่งสมัยพระเจ้าอู่ทองสร้างอยุธยา ตามพงศาวดารคือ พ.ศ.1893 ตอนนั้นโลกมี Black Death หรือกาฬโรคระบาด ผมไม่รู้เรื่องเลย จนกระทั่งคุณไมเคิล ไรท์ มาเล่าให้ฟังตอนทำนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ผมถึงบอก อ้าว! ฉิบหายแล้ว โง่มาตั้งนาน” สุจิตต์กล่าวพลางหัวเราะผ่านเฟซชิลด์ เช่นเดียวกับ ขรรค์ชัย ที่เมื่อได้ย้อนฟังเรื่องเก่าๆ ก็อมยิ้มตาม

ถามว่า แล้วโรคห่ามาจากไหน?

สุจิตต์บอกว่า ไม่รู้! แต่ที่แน่ๆ มี “หมัดหนู” เป็นพาหะ

“มาจากไหนไม่รู้ หลายแนวคิด บางทีว่ามาจากตะวันออกกลาง บางทีว่าจากจีน อินเดีย เอาเป็นว่ามันวนเวียนอยู่แถวนี้ แล้วแพร่กระจายถึงยุโรป ตายเป็นล้านทั้งโลก ทั้งหมดเป็นสิ่งที่รู้กันทั้งโลก แต่เราไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ในประวัติศาสตร์ไทย อย่างน้อยที่สุดผมไม่ได้ยิน” ป่วนทั้งโลก ตายทั้งเมือง ‘น้ำลายมังกร’ พ่นพิษ

จากนั้น ไม่พลาดช็อตขายของ โชว์หนังสือดีมีความเข้าธีม อย่าง จากปีศาจสู่เชื้อโรค ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย ผลงาน ดร.ชาติชาย มุกสง โดยสำนักพิมพ์มติชน

นอกจากนี้ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ยังโชว์แผนที่อยุธยาเล่าเรื่องย่าน “ตะแลงแกง” ซึ่งปรากฏในเอกสารฮอลันดา สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองราว พ.ศ.2000 กว่าๆ ที่บันทึกคำบอกเล่าจากขุนนางว่าอยุธยาเกิดขึ้นตอนมี “มังกรพ่นน้ำลายพิษ” ทำให้คนตายทั้งเมือง

“ในเขมรก็มีโรคระบาด นครศรีธรรมราชก็เช่นกัน ในรุ่นเดียวกันหมด เกิดความปั่นป่วนทั้งโลก เพราะฉะนั้นโรคห่า สำหรับผมเชื่อว่าคือกาฬโรคไม่ใช่อหิวาต์”

ว่าแล้ว ไม่ลืมเข้าเพลง “ความตายสีดำ” ที่ร้องบรรเลงสดๆ กึกก้องห้องโถง ไพเราะราวต้องมนต์สะกด ผลงานสุจิตต์ วงษ์เทศ เช่นเคย

เนื้อเพลงตอนหนึ่งว่า

“ความตายสีดำลอยน้ำมา วายชีวาประดุจใบไม้ร่วงสะอื้นเสียงโศกเศร้าถึงดาวดวง ดังฟ้าร้องก้องห้วงมหรรณพ”

‘ภาษาไทย’ ผงาดหลังโรคระบาดใหญ่

นิว นอร์มอลยุคอยุธยา

(อดีต) สองกุมารสยามยังเล่าว่า หลังจากพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยาแล้ว โปรดให้ไปขุดศพเจ้าแก้ว เจ้าไท ซึ่งสิ้นพระชนม์เพราะโรคห่าที่วัดใหญ่ชัยมงคลขึ้นมา จากนั้น ไปสู่ประเด็นใหญ่อย่างความเปลี่ยนแปลงหลังโรคระบาดใหญ่ จนเกิด “นิว นอร์มอล” ในห้วงเวลานั้น นั่นคือการขึ้นมามีอำนาจของ “ภาษาไทย”

“กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อเกิดโรคระบาด ชนชั้นสูงในวังตายเรียบ เพราะแออัด ชาวนาคนรากหญ้ามาทดแทนทำให้ภาษาอังกฤษแบบชาวนามาแทนที่ภาษาเดิมของชนชั้นสูง อยุธยาก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน อยุธยาพัฒนาจากละโว้ คนพูดหลากหลายทั้งเขมร ไต-ไท แต่คนพูดภาษาเขมรเป็นชนชั้นปกครอง

หลังโรคห่าเกิดนิว นอร์มอล คือ ภาษาไต-ไท มีอำนาจเหนือภาษาเขมร เราพบว่าวรรณคดีไทยเพิ่งมีเป็นเรื่องเป็นราวจาก พ.ศ.1900-2000 กลุ่มกษัตริย์สุพรรณฯ ซึ่งพูด
ภาษาไทย ทำให้กฎหมายออกมาเป็นภาษาไทย เกิดอักษรไทยมีการแต่งโองการแช่งน้ำ”

ยิ่งไปกว่านั้น ขรรค์ชัย-สุจิตต์ บอกว่า ความเป็นคนไทยเกิดขึ้นหลัง Black Death ซึ่งทำให้คนพูดภาษาไทยเป็นหลัก และเรียกตัวเองว่าคนไทย

จากนั้น ถึงคิวพักฟังเพลง “รำวงอยุธยา” เล่าถึงการเกิดอยุธยาซึ่งเกี่ยวพันกับ “ห่าระบาด”

เนื้อเพลงตอนหนึ่งว่า

“อยุธยาห่าลงระบาด ดังฟ้าฟาด นองหาวตายห่า โลกเก่าพังเพเวทนา สร้างโลกใหม่มา การค้าภาษาไทย”

แล้วมาถึงไฮไลต์อย่างเพลง “ไล่ห่า” เนื้อหาเข้มข้นร้อนแรงไม่ทิ้งลายศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ที่ไม่รับทั้งตำแหน่งและเงินเดือน
ความตอนหนึ่งว่า

“โควิดมา ห่าลงเมือง ห่ากินบ้านเมือง กินผู้คน ไปให้พ้น ห่ามหากาฬ”

สุขภาพกับเสรีภาพ ทับทาบอยู่พร้อมกันได้ โควิดมาห่าลงจงใจไล่ห่าโควิดพร้อมกัน”

เอกภัทร์ เชิดธรรมธร ผู้ดำเนินรายการถามว่า เพลงนี้มีลิขสิทธิ์หรือไม่ เจ้าตัวตอบทันทีว่า

“ไม่สงวนลิขสิทธิ์ แต่อย่ามาจับก็แล้วกัน”

เรียกเสียงฮาครืนก่อนปิดรายการด้วย “เสภา” ซึ่งทั้งแต่งทั้งขับโดยนพพร เพริศแพร้ว เพื่อให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์

ความท่อนหนึ่งว่า

“เหน็ดเหนื่อยหนอนักรบชุดสีขาว มีเสื้อกาวน์เป็นชุดเกราะกล้าเหลือหลาย ศัตรูนั้นคือโรคร้าย จะท้อแท้แพ้พ่ายมิได้เลย”

เป็นอีกหนึ่งตอนรีรัน ที่แม้ผ่านมานานกว่า 1 ปีก็ไม่มีเอ๊าท์ ด้วยสาระแน่นหนักทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งสถานการณ์โรคระบาดที่ยังไล่ไปไม่พ้นจนถึงวินาทีนี้

พรรณราย เรือนอินทร์