หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์ เริงโ...

คอลัมน์ เริงโลกด้วยจิตรื่น : วิถีแห่ง”ทาน”

18.09.16 | 14:00 น.

ทุกชีวิตย่อมปรารถนาความราบรื่น หากดำเนินไปอย่างไร้แรงกดดัน เสียดทาน นั่นคือความสุข

แต่ชีวิตส่วนใหญ่หรืออาจจะแทบทั้งหมด เว้นเสียแต่ผู้ก้าวข้ามโลกสู่โลกุตตระถาวรแล้วจึงจะพ้นจากแรงเสียดทาน กดดันอย่างสิ้นเชิงได้

คนปกติกลับไปกลับมาระหว่างทุกข์กับสุข

ในทางพุทธศาสนาเรามีคำสอนมาแต่แรกแล้วว่า ตราบใดที่ชีวิตยังยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะไม่สุขสงบอย่างถาวร

หากยึดติดกับบางสิ่งบางอย่างที่ก่อความรู้สึกทางลบ เศร้าหมอง หดหู่ ชีวิตจะจมอยู่ในความทุกข์แต่เริ่ม ยิ่งปล่อยให้เคยชิน ความรู้สึกนึกคิดจะหลุดจากความร้อนรุ่ม เศร้าหมองไปไม่ได้

Advertisement

เป็นชีวิตที่จมอยู่กับทุกข์ร้อนตลอดเวลา

ในอีกทางแม้จะเป็นการยึดติดในความรู้สึกทางบวก รื่นเริง บันเทิงใจ ความเป็นจริงของสรรพสิ่งที่ต้องเปลี่ยนไป เมื่อสิ่งที่ยึดถือเสื่อม หรือสูญไป จิตจะเกิดความอาลัย อาวรณ์กับความสูญเสียนั้น เกิดเป็นความเศร้าหมอง

ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะยึดติดกับอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกทางไหน ล้วนแล้วหนีไม่พ้นที่จะต้องพบกับความหมองเศร้า

พุทธศาสนาที่เน้นการชำระความเศร้าหมองออกจากจิต จึงพุ่งเป้าไปที่ขจัดการยึดติด

เป้าเฉพาะของจิตที่เป็นพุทธอยู่ที่ “ปล่อยวางทุกสิ่งอย่าง” ไม่เหลืออะไรมาเกาะใจ

กระทั่งคำสอนที่เป็นพื้นฐานสุดที่เรียกว่า “ทาน” แท้จริงแล้วก็เพื่อสละการยึดติด

อาจจะมีการตีความกันว่า “ทาน” คือการแบ่งปันให้เพื่อนร่วมเกิด

คนที่มีมาก เสียสละที่มีให้ผู้ที่ไม่มี หรือมีน้อยกว่า เพื่อเยียวยาความทุกข์ให้เพื่อนร่วมโลก เพราะหากความทุกข์ของเพื่อนเบาบางลง สังคมโดยรวมจะเป็นสุข

ความเดือดร้อนที่ได้รับการเยียวยาจะไม่พ่นพิษให้เพื่อนร่วมสังคมต้องร่วมเดือดร้อนไปด้วย

เป็นการให้โดยเชื่อว่าจะมีอานิสงส์เป็นความสุขสงบของสังคม

อาจจะเป็นเช่นนั้น หรืออาจจะไม่เป็นก็ได้

เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ความเดือดร้อนไม่ใช่แค่การได้รับการแบ่งบันเท่านั้น แต่เกิดจากความรู้สึกพอหรือไม่พอ และอาจบางทียิ่งได้รับการแบ่งปันยิ่งเป็นการกระตุ้นให้อยากได้เพิ่มขึ้นก็ได้

ดังนั้น อานิสงส์จากการ “ทำทาน” ในความคิดเช่นนี้ จึงยังเป็นความไม่แน่นอน

ไม่แน่นอนเพราะเป็นการทำที่หวังผลจากที่อืน ไม่ใช่ผลที่หวังจากใจตัวเอง

วิถีพุทธมุ่งเน้นที่หวังผลจากการชำระจิตให้บริสุทธิ์ เพ่งที่ความรู้สึกของตัวอย่างมีสมาธิแน่วแน่ ไม่ใช่การหวังผลจากคนอื่นสิ่งอื่น

ดังนั้น “ทาน” โดยแท้จริงแล้ว จึงเป็นการทำเพื่อฝึกการสละการยึดติด สละความอาลัยอาวรณ์

ให้แล้ว บริจาคแล้ว ไม่หวังผลอื่นใดนอกจากให้ใจยอมรับการสละนั้นอย่างเต็มที่

ทำให้ใจเคยชินกับการสละ ไม่อาลัยอาวรณ์กับที่เคยมีเคยเป็น

เคยชินกับการสละมากเท่าไร การยึดติดจะน้อยลง และจิตเป็นอิสระไม่ถูกหน่วงเหนียว ผูกมัด รัดจูงจากการยึดติดในอะไรต่ออะไรให้วุ่นวาย

“ทาน” ที่ทำ หากหวังแค่ให้ตัวเราชินกับการสละ จะเป็นหนทางที่สร้างพุทธขึ้นในจิตใจ

หนทางแห่ง “ทาน” จึงมุ่งไปที่ใจตัวเองมากกว่าที่จะไปคาดหวังความนิยมยินดี หรือการสำนึกถึงบุญคุณอะไรจากใคร

ทำเพื่อรู้ว่า “ให้” คือ “สละ”

“สละ” ให้เคยชินจนปลดปล่อยทุกการยึดติดได้ จึงเป็น “พุทธ”