หน้าแรก ประชาชื่น คอลัมน์ มหัศจ...

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน : Self-doubt จากพ่อแม่หลงตัวเอง

18.09.16 | 13:15 น.

มีนักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งอยากลาออกจากมหาวิทยาลัย เพราะรู้สึกว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง ยิ่งพ่อแม่บอกให้เรียนต่อก็ยิ่งโกรธจนทะเลาะกับที่บ้านครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ผลการเรียนเขาระดับเกียรตินิยมเลยค่ะ

“ผมเกลียดเพื่อนที่มันหาว่าผมเรียนเก่ง ที่จริงมีคนเก่งกว่าผมตั้งหลายคน ผมไม่ได้เก่งสักหน่อย มันพูดแบบนี้เหมือนมันประชดผม”

“แต่คุณเพิ่งบอกหมอว่าคุณได้คะแนนสูงที่สุดหลายวิชาเลยไม่ใช่เหรอคะ”

“นั่นมันแค่บังเอิญ ผมโชคดีกามั่วๆ แล้วได้คะแนนเยอะกว่าเพื่อน ผมอยากลาออกแต่ทำไมทุกคนต้องมาห้ามผมด้วย!”

ก็คุยกันแบบนี้ทุกครั้งเหมือนวิ่งวนอยู่ในอ่างค่ะ ไม่มีทางออกให้ความทุกข์ ความสุขอยู่ตรงไหนก็ยังไม่เห็น วิธีคิดแบบนี้อาจเรียกว่า “self-doubt” หรือความรู้สึกสงสัยในตัวเองซึ่งคล้ายคลึงกับ “self-esteem” หรือความภาคภูมิใจในตัวเอง แม้ไม่ใช่สิ่งเดียวกันแต่มักจะมาด้วยกัน ความรู้สึกสงสัยในตัวเองมักออกมาเป็นคำพูดว่า “ฉันไม่ดีพอ” ดังนั้น ต่อให้ความภาคภูมิใจในตัวเองดี เช่น ภูมิใจที่ได้งานดี รายได้สูง พึ่งพาตัวเองและดูแลครอบครัวได้ บางคนก็ยังรู้สึกสงสัยว่าสิ่งที่เราภูมิใจทั้งหมดนี้มันดีพอหรือยัง

Advertisement

ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดของสุดยอดผู้กำกับ ชินไก มาโกโตะ ซึ่งลงโรงฉายในญี่ปุ่นเมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา และขึ้นอันดับหนึ่งทันทีเล่าเรื่องการเอาชนะ self-doubt ได้อย่างซับซ้อนชวนให้ขบคิดค่ะ “Kimi no Na wa” หรือชื่อภาษาอังกฤษ “Your name” (เธอชื่ออะไร) เป็นแอนิเมชั่นที่ตีความได้หลากหลายแล้วแต่คนดูว่าอยากดูไปในทางไหน จะดูให้เป็นเรื่องรักวัยรุ่น เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ ความเชื่อโบราณ หรือแม้แต่ปรากฏการณ์บนฟากฟ้า ยี่ห้อของผู้กำกับชินไกคือ การขาย “ชั่วขณะจิต” หมายถึงนำจังหวะเวลาหนึ่งในชีวิตเรามาขยายความให้ลึกซึ้งขึ้น

กรณีนี้คาดว่านำช่วงเวลาที่เราเกิด “ความรู้สึกสงสัยในตัวเอง” ขึ้นมาขยายให้กลายเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ที่มาพร้อมดาวหางค่ะ เคยไหมคะที่บางขณะเราสงสัยว่าชีวิตควรจะดำเนินไปในทางใด จุดหมายปลายทางของชีวิตวัยรุ่นมีหน้าตาเป็นอย่างไรและเราควรเรียกจุดหมายนั้นด้วยชื่อใด สำหรับ มิสึฮะ จุดหมายของเธอชื่อว่าทากิ

“มิสึฮะ” เป็นเด็กสาวมัธยมปลายในเมืองชนบทห่างไกลที่ไม่มีแม้แต่ร้านหนังสือหรือร้านกาแฟ เธอโตมาในครอบครัวผู้สืบทอดวัดชินโตแต่เบื่อชีวิตที่นี่และอยากเป็นทุกสิ่งที่ตรงข้ามกับเธอคือ เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดีและใช้ชีวิตในโตเกียว อีกทางหนึ่ง “ทากิ” หนุ่มนักเรียนมัธยมในโตเกียวตื่นเช้ามาพร้อมฝันประหลาดเหมือนยังไม่ตื่นดี เขาอยู่ในร่างมิสึฮะแต่ยังคงใช้ชีวิตในแบบตัวเขาเอง แม้ว่าจะอยู่ในร่างมิสึฮะก็ตาม ทั้งโวยวาย ใจร้อน เล่นกีฬา และมั่นใจในตัวเอง

ทากิดูเป็นตัวแทนของคนที่มี self-esteem และปลอด self-doubt ในทางกลับกันมิสึฮะซึ่งสลับไปอยู่ในร่างของทากิกลับใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองอยากใช้แต่ไม่เคยได้รับมาก่อน ทั้งไปร้านกาแฟ ถ่ายรูปขนมสวยๆ และทำงานพิเศษ แม้ว่ามิสึฮะจะเป็นผู้ดูแลศาลเจ้าและรำอวยพรเทพเจ้า แต่เธอกลับรู้สึกอายที่ต้องทำสิ่งเหล่านี้ ถึงขนาดไม่อยากให้เพื่อนมาเห็นเธอตอนรำอวยพร ไม่มีอะไรที่เป็นของมิสึฮะเองแล้วทำให้เธอภูมิใจเลย เมื่อได้เห็นคุณพ่อนักการเมืองท้องถิ่นซึ่งเข้มงวดและทะเยอทะยานก็เริ่มเข้าใจทีละนิดค่ะ ว่าชีวิตวัยเด็กก่อนพ่อจะออกจากบ้านไปน่าจะเป็นอย่างไร

ในช่วงท้าย ผู้กำกับชินไกเปิดโอกาสให้สองคนที่สลับร่าง และอยู่ไกลกันได้มาเจอกัน วินาทีนั้นจิตแพทย์ที่นั่งดูอยู่ก็ตีความไปว่ามันคือการเอาชนะ self-doubt ของมิสึฮะ ทากิคือตัวเธอเองในอุดมคติซึ่งเธอไม่เคยเชื่อเลยว่าจะสามารถเป็นคนที่ยอดเยี่ยมแบบนั้นได้ ทั้งเป็นผู้ชาย เนื้อหอม มั่นใจ และอยู่โตเกียว แต่เมื่อลองอยู่ในร่างทากิมาระยะหนึ่งมิสึฮะ จึงได้รู้ว่าเปลือกนอกที่ดีไม่ได้ทำให้เนื้อในเธอดีขึ้นเลย

ดังนั้นต้องมีเรื่องยิ่งใหญ่บางเรื่องที่เธอทำได้โดยไม่ต้องอยู่ในร่างทากิ ความคิดว่า “ฉันดีพอ ฉันทำได้” จึงทำให้เธอเติบโตขึ้นค่ะ

Kimi no Na wa น่าจะเข้าฉายในไทยเดือนตุลาคมนี้ ผู้กำกับชินไกใส่เรื่องรักและมุขตลกเข้าไปเยอะจนดูเหมือนเป็นการ์ตูนแนวมหาชนมากขึ้น ไม่ได้ดูแล้วต้องตีความจนเมื่อยหัวเหมือนเรื่องที่ผ่านมา แต่ยังคงมีอารมณ์เหงาวังเวงปรากฏเป็นเอกลักษณ์ให้เห็นเสมอ

ความรู้สึก self-doubt ที่คิดว่าตัวเองไม่เคยดีพออาจเกิดจากวัยเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ที่มีลักษณะหลงตัวเอง (narcissism) คือพ่อแม่ที่คิดว่าตัวเองเก่งและพิเศษเหนือคนอื่น เมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้นก็จะสงสัยตัวเองอยู่เสมอว่าที่ทำอยู่ดีพอหรือเปล่า เพราะพ่อแม่ที่หลงตัวเองไม่เคยบอกว่าเขาดี พ่อแม่คิดถูกและลูกคิดผิดเสมอ พ่อแม่ถามแล้วลูกต้องตอบแต่ลูกห้ามถามหรือตั้งข้อสงสัยกับพ่อแม่ และลูกไม่มีวันดีพอที่พ่อแม่จะเอ่ยชมต่อให้พยายามมากแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น เมื่อโตขึ้นจึงถูกความไม่เชื่อว่าตัวเองดีพอหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา

คนที่มี self-doubt ที่ยากแก่การเยียวยามักมี 2 ลักษณะ ได้แก่ ไม่สามารถชื่นชมตัวเองได้เนื่องจากพ่อแม่ที่หลงตัวเองสอนว่าอย่าคิดว่าตัวเองเก่ง จึงไม่กล้าที่จะคิดแบบนั้น เพราะกลัวจะหลงตัวเองมากเกินไป อีกลักษณะหนึ่งคือ imposter syndrome หมายถึงไม่สามารถยอมรับความเก่งหรือความสำเร็จของตัวเองได้ แม้ว่าจะปรากฏชัดเจนก็ตาม เพราะกลัวจะถูกหาว่าเก่งไม่จริงหรือไม่ควรค่าแก่ความสำเร็จ เด็กกลุ่มนี้จึงอ้างว่าความสำเร็จทั้งหมดของตัวเองเกิดจากความบังเอิญหรือโชคดีมากกว่าจะเกิดจากความสามารถ

เราอาจช่วยคนที่มี self-doubt เหมือนช่วยมิสึฮะให้สลับร่างกับทากิค่ะ ให้ลองทำทุกอย่างในอุดมคติแล้วดูว่าความสุขอยู่ตรงนั้นไหม ดังนั้น ถ้าหนุ่มนักศึกษาอยากลาออกก็คิดว่าให้ลาออกไปเลยค่ะ ถ้าเขาได้ไปเรียนสิ่งที่ชอบก็จะพบว่าการลาออกทำให้เขาเติบโตขึ้น แต่ถ้าการลาออกเป็นแค่การหนีจากปัญหาเขาก็จะผิดหวัง เพราะสิ่งที่ใฝ่ฝันมันไม่ได้ดีอย่างที่คิด ซึ่งความผิดหวังก็เป็นการเรียนรู้เช่นกัน ไม่อันตรายค่ะ อย่างมากก็กลับมาเรียนต่ออีกครั้งหลังลาออกไป

คนที่คิดว่าความผิดหวังเป็นเรื่องอันตรายก็มีแค่พ่อแม่ที่หลงตัวเองนี่ล่ะค่ะ